LOGINเช้าวันต่อมาอติรุจดูแลเรื่องอาหารเช้าและยาให้ทรรศิกา เขาวัดไข้เธอพร้อมกับเอ่ยว่า
“ไข้ยังไม่ลดเลย คุณมีอาการปวดหัวหรือเปล่า”
“นิดหน่อย”
“ผมเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้คุณแล้วนะ อย่าลืมทานอาหารและยาให้ตรงเวลา นอนพักผ่อนเยอะ ๆ และก็ไม่ต้องซ่าลุกขึ้นมาทำงานล่ะเข้าใจไหม”
ทรรศิกาพยักหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “วันนี้พ่อของดาวจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วใช่ไหมคะ”
“ใช่ คุณถามทำไม”
“ฉันอยากไปรับท่านที่โรงพยาบาล”
“ทั้งที่ตัวคุณเองก็ป่วยแบบนี้หรือ ผมว่าคุณนอนพักอยู่บ้านดีกว่า ไว้หายดีแล้วค่อยไปเยี่ยมท่านที่บ้านก็ได้ เพราะถ้าขืนคุณลากสังขารไปตอนนี้ ดีไม่ดีคุณจะเอาหวัดไปติดท่าน แทนที่ท่านจะได้กลับบ้านอาจต้องนอนพักรักษาตัวที่นั่นต่อ”
“มันก็จริงของคุณ” ทรรศิกายอมจำนนด้วยเหตุผล
“ว่าแต่คุณอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ฉันอยู่ได้ สบายมาก นี่คุณเป็นห่วงฉันหรือ”
“ก็เป็นห่วงตามประสาคนอยู่บ้านเดียวกัน”
ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของเขา จนเผลอแสดงความผิดหวังออกมาทางสีหน้าและแววตา
“ผิดหวังกับคำตอบของผมมากขนาดนั้นเลยหรือ”
“เปล่าซะหน่อย” เธอตอบพร้อมกับเบ้ปาก
อติรุจใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้เอื้อมไปจับปลายจมูกรั้นนั้นบีบเบา ๆ อย่างเอ็นดูระคนอ่อนใจ
“ยังจะมาเถียงก็หน้าของคุณมันฟ้องว่าผิดหวัง รู้ตัวไหมว่านอกจากคุณจะดื้อแล้วยังปากแข็งอีกด้วย”
“ใครว่าฉันปากแข็ง ฉันเป็นคนปากกับใจตรงกันต่างหาก คิดยังไงก็แสดงออกไปแบบนั้นไม่เหมือนคุณ”
“ผมทำไม!” เขารีบย้อนถาม
“ปากอย่างใจอย่างน่ะสิ”
อติรุจยิ้มขันกับคำต่อว่านั้น “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมพูดไปอย่างนั้นเอง ที่จริงแล้วผมแคร์คุณที่สุด”
เขาเอ่ยพร้อมหลิ่วตาให้เธอ ก่อนจะโน้มตัวไปจุมพิตริมฝีปากที่ช่างจำนรรจานั้นด้วยความรวดเร็ว จากนั้นก็เดินออกไปจากห้อง แต่ก่อนที่จะเดินพ้นประตูไปเขาได้หันมาสั่งเธอ
“นอนซะ พักผ่อนเยอะ ๆ จะได้มีแรงมารบกับผม”
จุมพิตจู่โจมของเขามีผลทำให้ทรรศิกาใจเต้นรัว แม้จะเป็นจุมพิตที่บางเบาราวกับปีกผีเสื้อ แต่ก็มีผลทำให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว ทรรศิกาลูบไล้ริมฝีปากของตนเอง สัมผัสแห่งความหวานละมุนยังคงตราตรึงไม่เลือนหายก่อนจะย่นจมูก
“คนบ้า”
อติรุจเข้ามาตรวจอาการบิดาของนับดาวอีกครั้ง ก่อนจะอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ นับดาวและมารดาเอ่ยปากขอบคุณนายแพทย์หนุ่ม ที่ทำการผ่าตัดและดูแลอาการของคนเจ็บอย่างใกล้ชิด
“มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”
“เทย่าไม่ได้มาด้วยหรือคะหมอรุจ” นับดาวเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นทรรศิกาทั้งที่นัดกันไว้ก่อนหน้านี้
“ไม่ได้มาครับ ผมห้ามไว้เอง เพราะเขาป่วย”
“เทย่าป่วยเป็นอะไรคะ อาการหนักหรือเปล่าคะคุณหมอ” หญิงสาวย้อนถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ไม่ต้องกังวลครับคุณดาว เขาไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แค่เป็นไข้หวัดเท่านั้น ตอนแรกเขาก็ดื้อจะตามผมมาให้ได้ แต่ผมห้ามไว้เพราะเกรงว่าเขาจะเอาเชื้อหวัดมาแพร่ที่นี่”
“โล่งอกไปทีที่เทย่าไม่ได้เป็นอะไรมาก แล้วตอนนี้เขาอยู่กับใครคะ”
“อยู่คนเดียวครับ นี่แหละครับที่ทำให้ผมเป็นห่วง”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดาวพาพ่อกับแม่ไปส่งที่บ้าน แล้วดาวจะแวะไปดูอาการของเทย่า จะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนเทย่าด้วย แม่ดูแลพ่อคนเดียวได้ไหมคะ” ประโยคสุดท้ายนับดาวหันไปถามมารดา
“ดาวไม่ต้องห่วงพ่อนะลูก แม่จะเป็นคนดูแลพ่อเอง ส่วนดาวก็ไปอยู่เป็นเพื่อนเทย่า จะได้ไปดูด้วยว่าเทย่าเป็นยังไงบ้าง”
อติรุจสบตานับดาวก่อนจะเหลือบตามองไปที่เพื่อนของตนเอง ทั้งคู่สื่อสารกันด้วยสายตาแต่ทว่าเข้าใจตรงกัน นับดาวรู้ว่านายแพทย์หนุ่มต้องการจะสื่ออะไร เธอจึงพยักหน้าเพื่อให้เขาคลายความกังวลใจ
อิทธิพลฟังการสนทนาเหล่านั้นโดยมิได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ เขาค่อนข้างแปลกใจที่นับดาวพูดราวกับว่าทรรศิกาอยู่บ้านเดียวกับอติรุจ แม้จะทราบดีว่าครอบครัวของนับดาวสนิทกับแฟนสาวของเพื่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าอติรุจและทรรศิกาจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านเดียวกันตามลำพังทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน
“นายมาทำอะไรที่นี่ ทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดของนาย”
อิทธิพลหลุดจากภวังค์ความคิดของตนเองเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน
“ฉันอาสามาเป็นคนขับรถพาครอบครัวของคุณดาวไปส่งที่บ้าน นายมีปัญหาอะไร”
อติรุจไหวไหล่ “เปล่า...ก็แค่ถามดู”
จากนั้นเขาก็ขอตัวไปตรวจคนไข้รายอื่น ๆ อติรุจพอจะดูออกว่าเพื่อนรักสนใจในตัวนับดาว และอยากที่จะสานต่อความสัมพันธ์นั้นผ่านบิดามารดาของเธอ ด้วยการหาเวลาว่างแวะเวียนมาเยี่ยมอาการป่วยบิดาของนับดาวเป็นประจำทุกวัน รวมถึงมาทำความสนิทสนมกับสมาชิกในครอบครัวของหญิงสาว เท่าที่สังเกตพ่อแม่ของนับดาวก็ดูจะชื่นชอบอัธยาศัยของอิทธิพล และคงจะไม่ขัดข้องหากเขาต้องการคบหาดูใจกับบุตรสาวของตน
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







