เข้าสู่ระบบ
บทที่1เจ้าสาวของอสูร
บรรยากาศยามเช้าของกลางไร่ส้มเริ่มมีลมหนาวโชยมาให้รู้สึกหนาวกาย เหล่าคนงานทำงานอย่างขะมักเขม้น บางคนเก็บผลผลิต บางคนกำลังลงแปลงปลูกต้นส้มเพื่อทดแทนต้นเก่าที่ตายไป ส่วนบางคนก็ทำหน้าที่คัดผลส้มตามขนาดไซส์เพื่อส่งขาย
ไร่ส้มแห่งนี้กินเนื้อที่มากกว่าหนึ่งพันไร่ โดยมีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มอย่าง รามัน อิศรเวชเป็นเจ้าของ ซึ่งเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลอิศวรเวช ที่สาวๆ ในจังหวัดต่างใฝ่ฝันที่จะครอบครองหัวใจ เพราะชายหนุ่มนั้นเพอร์เฟกต์ไปซะทุกอย่าง ทั้งหน้าตาและฐานะ
แต่สำหรับเขา
รามัน อิศรเวช
ไม่เคยคิดที่จะเอาห่วงมาผูกคอ เขาคิดว่าการมีเมียช่างเป็นปัญหาใหญ่ และวุ่นวายในชีวิต
การที่รามันไม่เคยสนใจจะหาคู่ครองทั้งๆ ที่อายุของตนก็เข้าใกล้เลขสี่เต็มที่แล้ว ทำให้คุณหญิงโรสผู้เป็นมารดาหนักใจซะเหลือเกินกับปัญหานี้ ถึงกับกุมขมับทุกครั้งที่เอ่ยถึง ในเมื่อหล่อนให้เวลากับลูกชายหัวดื้อหาเมียเองแล้ว แต่ลูกชายกลับเฉย ไม่คิดที่จะหาเมีย หล่อนนี่ละจะเป็นคนจัดการหาให้เอง
“แม่ว่าไงนะครับ แม่จะให้ผมแต่งงาน” รามันตะโกนถามลั่นผ่านสายโทรศัพท์ไปยังมารดาด้วยน้ำเสียงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่มารดาต้องการ ซึ่งมันไม่เคยมีในความคิดของเขาเลยสักนิด
แม้สักนิดก็ไม่มี
“ใช่!! แม่จะให้แกแต่งงาน เจ้ารามัน” โรสเอ่ยซ้ำให้ลูกชายฟังอีกหน
“ไม่ครับ!! ผมไม่แต่ง อย่างไรผมก็ไม่แต่ง” เจ้าของไร่ยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง ส่ายหัวเป็นพัลวัน อย่างไรแล้วเขาก็ไม่มีวันทำตามในสิ่งที่มารดาต้องการ เรื่องอะไรจะต้องทำให้ชีวิตวุ่นวายด้วยการมีห่วงมาผูกคอ อยู่เป็นโสดแบบนี้ออกจะสบาย มีชีวิตที่อิสรเสรี ที่สำคัญจะเอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มายัดเยียดให้ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน เขานั้นไม่มีทางยอมแน่ แต่ไม่ทันที่จะร้องปฏิเสธออกไป รามันก็ต้องทำสีหน้าอึ้งปนตึงเครียด เมื่อได้ยินสิ่งที่มารดาสวนกลับมา
“ฉันไม่สน ถ้าแกไม่แต่ง ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่”
โรสยืนกรานเสียงแข็งกับเรื่องนี้เช่นกัน หล่อนจะไม่มีวันเปลี่ยนใจ ทุกอย่างถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว งานแต่งจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ส่วนลูกสะใภ้นั้นหล่อนก็เลือกคนที่คิดว่าจะทนกับความร้ายกาจของลูกชายได้ ถึงแม้ว่าอายุของลูกสะใภ้จะห่างกับลูกชายหัวดื้อเกือบสิบห้าปีก็ตาม
“งานแต่งแกจะจัดวันศุกร์หน้าที่โรงแรมของน้าแก ถ้าแกคิดว่าฉันเป็นแม่แกก็มา ถ้าไม่นับถือว่าฉันเป็นแม่ แกก็ไม่ต้องมา เรื่องเจ้าสาวแกไม่ต้องเป็นห่วง ฉันหาคนที่ดีสำหรับแกแน่นอน” ไม่รีรอให้ลูกชายได้ตอบกลับหรือปฏิเสธ โรสรีบชิงวางสายก่อนทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มเจ้าของไร่กุมขมับ และโมโหฮึดฮัดเมื่อไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
ส่วนทางด้านโรสเมื่อวางสายจากลูกชายไป หล่อนก็โดนตั้งคำถามเชิงติเตียนจากสามีสุดที่รักทันที
คุณหญิง คุณไปบังคับมันมากไปหรือเปล่า คุณน่าจะปล่อยให้เจ้ารามันมันหาเมียเองนะคุณ” ราเชน เอ่ยอย่างเห็นใจลูกชายที่ถูกบังคับคลุมถุงชน ถึงจะรู้ว่าเหตุผลที่ภรรยาทำลงไปมันคืออะไร แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้อยู่ดี
“ไม่ต้องมาเข้าข้างไอ้ลูกชายตัวดีเลยนะคุณ ปล่อยให้มันหาเองเหรอ นี่อายุปาจะสี่สิบ ยังหาไม่ได้สักคน แล้วแบบนี้เมื่อไรฉันจะได้อุ้มหลาน แถมมันยังเอาแต่จมปลักกับความหลังเก่าๆ อยู่แบบนี้ แล้วเมื่อไรมันจะมีความสุข ไม่ต้องรอให้ฉันกับคุณตายก่อนหรือไง” เธอพูดน้ำเสียงประชดประชัน พลางสะบัดหน้าหนี
“เรื่องนั้นผมเข้าใจคุณนะคุณหญิง แต่การคลุมถุงชนมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร แถมผมยังรู้สึกสงสารหนูนาง ที่ต้องมาแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก คุณก็ไม่น่าจะไปบังคับหนูนางให้มาแต่งงานกับลูกชายเราเลย” ท่านบอกเสียงเหนื่อย รู้นิสัยภรรยาคู่ชีวิตดีว่าดื้อรั้นขนาดไหน รู้อยู่แล้วว่าคำตอบนั้นจะออกมาเช่นไรในเมื่อเมียรักไม่เคยฟังใคร
“คุณไม่ต้องพูดมาก ฉันบังคับที่ไหน หนูนางตกลงเอง”
พระเอกนิสัยแย่มากๆ
“ใครกันคะ ทำไมจึงต้องมาทำร้ายคุณรามันของป้าด้วย” ป้าน้อยถามด้วยความตกใจ ไม่คิดว่ามันจะเป็นการลอบทำร้าย พลันนึกสาปแช่งคนทำ“ยังไม่รู้ตัวคนร้ายครับ แล้วคุณนางไปไหนล่ะครับ”“นางพยาบาลพาไปตรวจสุขภาพคุณแม่ค่ะ กว่าเธอจะยอมไปได้ ป้าพูดซะเหนื่อยเลยค่ะ ทำท่าจะไม่ยอมห่างจากคุณรามัน” ตอนช้องนางลมล้มพับ กิจได้แจ้งกับพยาบาลว่าเจ้าหล่อนกำลังตั้งครรภ์ คุณหมอจึงสั่งให้ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดฝ่ายโรสทันทีที่รับรู้ข่าวร้ายก็เป็นลมล้มพับไป ราเชนก็ตัวชา ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชาย กว่าจะตั้งสติได้ก็ร่วมสิบนาที ก่อนที่ทั้งสองจะรีบมายังโรงพยาบาล“เจ้ากิจ เจ้ารามันเป็นยังไงบ้างลูก” โรสร้องถามเสียงสั่นเจือสะอื้น พวงแก้มเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้น จะมีอะไรทำให้ทุกข์ใจไปกว่าลูกเกิดปัญหา โดยราเชนต้องคอยช่วยประคองไว้ เพราะรู้ว่าภรรยานั้นไร้แรงจะหยัดยืน“พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่อาการยังไม่สู้ดี”“มันเกิดขึ้นได้ยังไง เจ้ากิจ บอกแม่ซิ”“ทางตำรวจบอกว่าเป็นการลอบทำร้ายครับ ไม่ใช่อุบัติเหตุ” แค่ได้ยินสิ่งที่หลานชายบอก โรสก็เป็นลมพับไปอีกหน เรียกความตกใจให้กิจและราเชน
กิจอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานกว่าจะตัดสินใจบอก“คุณช้องนางทำใจดีๆ ก่อนนะครับ อย่างเพิ่งตกใจสิ่งที่ผมบอกคือ…ไอ้รามันประสบอุบัติเหตุครับ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง”คนรอฟังคำตอบตัวชา คำพูดของกิจสะท้อนเข้าไปในหัวใจ ราวกับว่ามันคือใบมีดคมกริบที่มาทิ่มแทงสักสิบยี่สิบครั้งให้หัวใจเป็นรูพรุน ทรมานจนแทบจะหยุดหายใจ แล้วปล่อยโฮออกมาสุดเสียง“ฮือๆ เขาเป็นอะไรมากไหมคะ นางจะไปหาเขาค่ะ” เธอร้องบอกปากคอสั่น น้ำตาใสไหลอาบแก้ม พลันลุกขึ้นอย่างเร็ว หวังที่จะไปหา แต่ทว่าก็ต้องเซเพราะเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา“ว้าย!! หนูนาง” ป้าชราร้องด้วยตกใจ รีบถลาเข้าไปดูอาการ แล้วต้องเอื้อนเอ่ยเพื่อปลอบประโลม“คุณรามันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ เชื่อป้า คนดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ใช่ไหมคะคุณกิจ” ใบหน้าเหี่ยวย่นไปตามวัยรีบหันมาหาหมอหนุ่มเพื่อเพิ่มความมั่นใจ แต่ทว่ากิจเลือกที่จะเงียบ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้น“ทำไมถึงเงียบล่ะคะ ตอบป้าสิคะคุณกิจ”“อาการของมันไม่ดีสักเท่าไรครับ” เขาเลือกที่จะตอบตามความจริง เพราะอย่างไรแล้วคนทั้งสองก็ต้องรู้อยู่ดี ตอนนี้คุณหมอกำลังพยายามยื้อชีวิตอยู่“พานางไปหาคุณรามันหน่อยนะคะ นางจะไปหาเขา ฮือๆๆ นา
“นางก็อยากให้เขาเจอเรื่องดีๆ บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะทำให้เขาดีใจหรือเสียใจ” เมื่อได้ยินหัวใจดวงน้อยก็เต้นระส่ำ น้ำตาคลอ แววตาเปล่งประกายดีใจ นึกอยากให้เป็นอย่างที่ป้าน้อยบอก แต่พอนึกว่าชายหนุ่มไม่เคยเอ่ยเรื่องลูกกับตนเองเลยสักครั้ง สีหน้าและแววตาของช้องนางก็แปรเปลี่ยนเป็นอมทุกข์“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะคะหนูนาง คุณรามันก็ต้องดีใจสิคะที่กำลังจะมีลูก หนูนางไม่ต้องกังวลนะคะ คุณรามันก็ฟอร์มจัดปากแข็งไปแบบนั้นล่ะค่ะ ป้าว่าหนูนางกินข้าวก่อนดีกว่านะคะจะได้มีแรง”“นางก็ภาวนาให้เขาดีใจไม่ใช่เสียใจ” เธอบอกเสียงเจือสะอื้น กลัวว่าเขาจะไม่ต้องการลูก ก่อนจะลงมือรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มพลัง พอกินเสร็จไม่นาน บานประตูก็ถูกเปิดออก“เป็นไงบ้างครับ ไอ้รามันโทรบอกผมให้รีบมาดูอาการของคุณนาง รู้สึกดีขึ้นบางหรือยังครับ” กิจเอ่ยถามพลางส่งยิ้มให้ช้องนางและป้าน้อย ก่อนวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงข้างๆ ตัว“ดีขึ้นแล้วค่ะ”“งั้นป้าไปรอข้างนอกนะคะ” พูดจบป้าน้อยก็ยกถาดอาหารออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็หันมาส่งยิ้มให้กำลังใจกับหญิงสาว และภาวนาให้เป็นข่าวดีเมื่อป้าน้อยออกไป หมอกิจก็เริ่มตรวจ โดยรู้อาการคร่าวๆ จากเพื่อนรัก และตนก็มีข
เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงอาเจียนที่ดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องน้ำ ทำให้รามันรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ก้าวฉับๆ ตรงไปยังต้นเสียง“อาเจียนอีกแล้วเหรอช้องนาง ทำไมอาเจียนมากขนาดนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยปนไม่พอใจ ก็เดี๋ยวนี้เจ้าหล่อนนั้นป่วยบ่อย แถมพอบอกว่าจะพาไปหาหมอก็ไม่ยอม เจ้าหล่อนไม่รู้บ้างหรืออย่างไรว่าเขานั้นเป็นห่วง เห็นช้องนางป่วยทีไรหัวใจมันเจ็บตื้อๆ ทุกที พลอยทำให้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร นอกจากเฝ้าดู พลันเข้าไปช่วยลูบหลัง ซึ่งใบหน้าหญิงสาวนั้นซีดเซียวไร้สีเลือดคนถูกถามส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะหล่อนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงอาเจียนขนาดนี้ แถมยังรู้สึกมึนหัวไปหมด ก่อนจะหันไปโก่งคออาเจียนอีกครั้ง ฝ่ายรามันก็คอยลูบหลังให้อย่างสงสาร เมื่อเห็นหญิงสาวอาเจียนจนตัวโยน“ทำไมถึงไม่รู้ ตัวของตัวเองจะไม่รู้ได้ไงว่าเป็นอะไรฮึ” เขาถามเสียงดุ ไม่พอใจในคำตอบและโมโหที่เจ้าหล่อนชอบใส่ใจแต่คนอื่น จนลืมใส่ใจตัวเอง ก่อนช้อนร่างเล็กที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่ไปที่เตียง เพื่อให้เธอได้พักผ่อน พลันส่งสายตาดุให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้น“วันนี้นอนพักเลยนะ ห้ามออกไปช่วยคนงาน แล้วเดี๋ยวฉันจะตามไอ้กิจให
“มีคนลอบวางเพลิงไร่ของผมหรือครับ”“ครับ ทางเราตรวจพบถังแกลลอนน้ำมัน กับไฟแช็กครับ และจากการให้ปากคำของลูกน้องคุณที่ให้การว่าเห็นคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ และแอบเข้ามาในไร่ ทางเราคิดว่าน่าจะเป็นอย่างที่เราสันนิษฐานกันครับ ทางเราจะติดตามหาตัวคนลอบวางเพลิงมาให้ได้เร็วที่สุดครับ คุณรามันไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ย“ครับ ผมขอบคุณมากๆ ครับ ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ”เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปแล้ว รามันจ้องมองไร่ส้มที่ถูกเผาจนวอดด้วยสายตาเศร้าหมอง ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมเหตุการณ์ร้ายๆ มันช่างเกิดประจวบเหมาะกันขนาดนี่ ทั้งข่าวโจมตีฟาร์มโคนม ทั้งไร่ส้มที่ถูกลอบวางเพลิง เขาว่าสองเรื่องนี้มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังและเชื่อมโยงกันเป็นแน่เหงื่อไคลท่วมทั้งตัวและใบหน้า แต่ทุกคนในไร่อิศวรเวชยังคงช่วยกันทำงานต่อ ไม่มีใครปริปากบ่นสักคำ ต่างทำงานด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเขาจะต้องทำงานหนักมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะทั้งเก็บผลผลิต ทั้งปรับปรุงดิน และลงต้นกล้าส้มใหม่ทดแทนต้นที่ถูกไฟไหม้ไป เพราะไร่ส้มแห่งนี้คือบ้านของพวกเขา“ทุกคน วันนี้พอเท่านี้ละครั
“ฉัน…ฉันขอโทษ” เขาเอ่ยเสียงสั่น หัวใจแกร่งเจ็บราวถูกบีบ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมีอิทธิพลต่อหัวใจถึงขนาดนี้ ก่อนจะช้อนร่างเล็กไปที่เตียงนอน เมื่อถูกวางลงช้องนางรีบหันหลังหนีทันที หล่อนไม่อยากจะมองหน้าคม ยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บรามันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนนุ่มเช่นกัน ดึงหญิงสาวให้กลับมาเผชิญหน้า พอเห็นเจ้าหล่อนหันหนีก็ไม่อาจทนได้ มันเหมือนว่าเขากำลังขาดอากาศหายใจ รู้สึกใจหายวาบ จึงต้องดึงเจ้าหล่อนเข้ามากกกอด ช้องนางพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ ในที่สุดก็ยอมให้รามันกอดช้องนางยังคงไม่เลิกสะอื้นถึงแม้ว่าจะน้อยลงไปกว่าเดิม แต่ไหล่บางก็โยกขึ้นลง รามันไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะพูดไม่ออก ไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกที่มันอึดอัดนี้ไปอย่างไร ทำได้แต่กกกอดช้องนางเอาไว้“คุณไม่รักนางบ้างเลยหรือคะ” เธอร้องถามเสียงสะอื้น หัวใจดวงน้อยอยากรู้สิ่งนี้มากที่สุด พร้อมแหงนหน้าขึ้นมองคนนิ่งไม่ยอมตอบ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเมื่อเห็นท่าทีเงียบเฉยนั้น สีหน้าเจื่อนลงแล้วหลับตาแน่นปล่อยให้ความเงียบคือคำตอบที่บาดลึกลงไปในจิตใจชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบคำถามว่าอย่างไร เขารักเจ้าหล่อนไหม เขาเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีอย
“อย่ามัวแต่มองอยู่เลยมึง เดี๋ยวก็ตายห่าพอดี ถ้าอยากมองนัก เดี๋ยวกูจะให้มองหรือยกให้เลย แต่ตอนนี้รักษาให้กูก่อน” รีบส่งช้องนางให้กิจ เมื่อรับตัวคนไข้มา กิจก็รู้ได้เลยทันทีว่าอาการหนักพอดู เพราะตัวร้อนราวกับไฟ“ออกไปก่อน ฉันขอตรวจคนไข้โดยละเอียดก่อน”เขาหันมาบอ
“ถอดเสื้อออก”“…”คนได้ยินคำสั่งก็อ้าปากค้าง ไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังจะทำอะไร ทำไมต้องสั่งให้ถอดเสื้อออกอีกแล้วเมื่อเจ้าหล่อนยังคงนิ่ง คราวนี้รามันก็กระชากมันออกเสียเอง ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว หญิงสาวรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดกาย แต่ก็โดนมือหนากระช
“มาไม่นานก็ก่อเรื่องเลยนะ” เอ่ยเสียงเข้มต่อว่า ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันเป็นความผิดของเขาทั้งหมด ถ้าชายหนุ่มไม่ลืมว่าต้องมารับ หญิงสาวก็คงไม่ต้องตัดสินใจเดินกลับมาเองแบบนี้คนที่ถูกต่อว่าก็ร้องไห้สะอื้นดังกว่าเดิม เม้มริมฝีปากแน่น ไม่คิดว่ารามันจะใจร้ายและเย็นชาได้ถึงขนาดนี้
“หรือว่าจะลืมมารับเรา…เฮ้อ”เธอพ่นลมหายใจผ่านจมูกสวยโด่ง เพราะคิดว่าสามีหน้ามึนฝีปากกล้า ต้องลืมมารับเป็นแน่ หรือไม่ก็จงใจไม่มารับ แต่เจ้าหล่อนก็ยังคงนั่งรอ เพราะคิดว่าเขาคงไม่ใจร้ายขนาดนั้น จนเจ้าหล่อนทนรอไม่ไหว ตัดสินใจจะเดินกลับมาที่บ้านเอง ช้องนางพยุงตัวลุกขึ้นแล้วเด







