LOGINโรสตวัดใบหน้ากลับมาแล้วส่งค้อนวงโตให้สามีที่ชอบพูดเข้าข้างลูกชาย รวมทั้งพูดถึงว่าที่ลูกสะใภ้อย่างช้องนาง
ช้องนาง ชินนุรัตน์คือหญิงสาวใบหน้าคมอายุยี่สิบห้าปี ลูกสาวคนโตของอนุวัต เพื่อนของโรสในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งมาหยิบยืมเงินไปจุนเจือครอบครัวเนื่องจากบริษัทของครอบครัวล้มละลาย ทำให้ครอบครัวชินนุรัตน์สิ้นเนื้อประดาตัว และนี่ก็เป็นจุดที่ทำให้โรสได้รู้จักกับช้องนาง เพราะเจ้าหล่อนมาขอทำงานที่บริษัทเพื่อชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น
แต่จุดพลิกผันสำหรับครอบครัวชินนุรัตน์ ก็คืออุบัติเหตุครั้งสำคัญ ที่ทำผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวนั้นสูญเสียขาไป ทำให้ช้องนางต้องแบกรับทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแทน ต้องหาเงินส่งเสียน้องทั้งสองเรียนต่อ และยังต้องหาเงินมารักษาผู้เป็นพ่อ โรสนั้นเห็นในความขยันและรักครอบครัวหล่อนจึงยื่นข้อเสนอให้ ซึ่งก็คือการแต่งงานกับลูกชายหัวดื้อเพื่อแลกกับเงินค่ารักษาอนุวัตและส่งน้องชายน้องสาวของช้องนางเรียนจนจบ ซึ่งฝ่ายช้องนางก็ยอมตกลง
“โธ่คุณ!! ไม่สงสารหนูนางบ้างหรือไงที่ต้องมารองรับอารมณ์ดิบเถื่อนของลูกเรา” ถึงจะรู้ดีว่าสิ่งที่ภรรยาทำลงไปนั้นก็เพื่อให้ลูกชายหลุดพ้นจากความเศร้า กลับมาเป็นคนเดิม ลืมเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่เขาก็ไม่อยากใช้วิธีนี้ ชีวิตคู่มันจะมีความสุขได้อย่างไรหากไม่ได้เกิดจากความรัก แต่แล้วความคิดก็ต้องหยุดลงเมื่อเห็นสายตาของโรสที่ส่งมาให้ ราเชนกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดคอ เพราะมันเป็นสายตาแม่เสือที่กำลังไม่พอใจ “หยุดพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว ยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยนใจ” เธอตอกย้ำความคิดเช่นเดิม พลางเชิดหน้าใส่แล้วเดินหนี ฝ่ายราเชนก็ได้แต่ส่ายศีรษะกับความดื้อของเมียรัก ซึ่งไม่ต่างจากลูกชายตัวดีของเขาเลยสักนิด“เหมือนกันทั้งแม่ทั้งลูก แล้วยังมาถามอีกว่าลูกชายของเราเอานิสัยมาจากใคร เฮ้อ ก็มาจากคุณเต็มๆ”
ห้องบอลรูมสุดหรูในโรงแรมระดับห้าดาวถูกเนรมิตตกแต่งไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน ขาว ชมพู แดงให้เหมาะสมกับงานวิวาห์สุดยิ่งใหญ่ที่ถูกจัดขึ้นในครั้งนี้ บรรดาแขกเหรื่อต่างทยอยมาร่วมงาน ใบหน้าทุกคนต่างมีรอยยิ้มประดับไว้ ต่างจากแม่งานคนสำคัญซึ่งกำลังทำสีหน้าเคร่งเครียด กระวนกระวายใจ เดินไปเดินมาไม่หยุด
“คุณ ทำไมเจ้ารามันยังไม่มาอีก นี่จะได้เวลาทำพิธีแล้วนะ” โรสเอ่ยถามสามีพลางชะเง้อคอมองหา
ราเชนได้แต่ส่ายศีรษะออกมาเป็นคำตอบ เพราะไม่รู้เลยว่าลูกชายจะมาหรือไม่ ก็เล่นไปบังคับกันซะขนาดนั้น เป็นเขาก็คงไม่มา ใครจะยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก แถมยังไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง และไม่รู้ว่าหากลูกชายมา แล้วงานแต่งนี้จะเป็นอย่างไร เพราะลูกชายก็หัวดื้อไม่แพ้คนเป็นแม่ คงมีอะไรเซอร์ไพรส์ให้มารดาตกใจแน่นอน
“คุณหญิง ดิฉันแต่งหน้าเจ้าสาวเสร็จแล้วนะคะ ไหนล่ะคะเจ้าบ่าวที่จะให้แต่ง” ช่างแต่งหน้าช่างเจรจาเอ่ยถามขณะจูงมือเจ้าสาวมาให้ทุกคนชม
“ฉันก็รอมันอยู่นี่ละ ไม่รู้ว่ามันจะมาไหม” โรสกล่าวเสียงกังวล แล้วหันมาส่งยิ้มให้กับว่าที่ลูกสะใภ้คนสวย ซึ่งอยู่ในชุดไทยประยุกต์สีทอง เปิดไหล่กว้างด้านซ้าย ส่วนอีกด้านมีสไบยาวสลวย
“สวยมากหนูนาง สวยจริงๆ แม่เลือกคนไม่ผิดเลย”
เจ้าสาวก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ให้ แอบแสดงสีหน้ากังวลกับงานแต่งงานวันนี้ ก็หล่อนนั้นยังไม่เคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวเลยสักครั้ง เคยได้ยินแต่กิตติศัพท์ความร้ายกาจ ถ้าเจอกันแล้ว หล่อนจะต้องทำตัวอย่างไร จะพูดกับเขาแบบไหนช้องนางกังวลไม่น้อยในเรื่องนี้
ก่อนที่จะทำใจฮึดสู้ ในเมื่อหล่อนตัดสินใจยอมรับข้อเสนอของโรสแล้ว หล่อนก็ต้องทำให้ได้ พลันหันไปส่งยิ้มให้น้องชายและน้องสาวที่กำลังเดินตรงเข้ามาหา
“พี่นางของนุช สวยจังเลยค่ะ” นุชนาถเอ่ยเสียงหวาน เข้ามากอดพี่สาวไว้แน่น ก่อนที่จะเอ่ยถึงบิดาที่ไม่สามารถมาร่วมยินดีด้วยได้ เพราะต้องรักษาตัวจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น ครั้งที่เกือบทำให้พวกเธอสามคนสูญเสียผู้เป็นพ่อไป“เสียดายนะคะที่คุณหมอยังไม่อนุญาตให้พ่อออกจากโรงพยาบาล ไม่งั้นพ่อก็คงชมพี่นางเหมือนที่นุชชม ใช่ไหมชิน” เธอเอ่ยพร้อมกับผละออกห่างแล้วหันไปถามอชิน น้องชายคนสุดท้อง
“ใช่ พี่นางสวยมากๆ” อชินตอบเสียงเข้ม “พี่ก็อยากให้พ่อมา” ช้องนางตอบเสียงเศร้า เพราะใครๆ ก็ต้องอยากให้บุพการีมาอวยพรในวันที่มีคู่ครองและกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่กันทั้งนั้น เมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายและน้องสาวแปรเปลี่ยนเป็นเศร้าเพราะคำพูดของตน เจ้าหล่อนก็รีบเอ่ยขึ้นทันที“แต่ไม่เป็นไร แค่มีชินกับนุชพี่ก็ดีใจแล้ว แล้วอีกอย่างพ่อก็กำลังรักษาตัวอยู่ พี่ไม่อยากให้พ่อต้องลำบากมาที่นี่ ชินกับนุชออกไปช่วยรับแขกข้างนอกเถอะ อีกไม่นานพิธีก็เริ่มแล้ว”
“ได้ครับ/ได้ค่ะ” ทั้งสองตอบรับและหันหลังกลับเดินออกไปบริเวณหน้างาน
“เอ้า! คุณหญิง ตกลงจะให้ดิฉันแต่งหน้าเจ้าบ่าวไหมคะ ถ้าไม่ งั้นดิฉันจะได้ขอตัวกลับ ดิฉันก็มีงานเยอะนะคะ” ช่างแต่งหน้าเอ่ยถามพลางยกนาฬิกาเรือนหรูขึ้นมาดู เพราะเจ้าตัวนั้นรับงานเอาไว้แน่นเอี๊ยด วันๆ หนึ่งสี่ถึงห้างาน ทำให้ต้องรีบไปงานอื่นต่อ
“รออีกสักแป๊บสิ เดี๋ยวลูกชายของฉันก็มา” โรสพูดด้วยอาการร้อนรน กลัวว่าลูกชายจะไม่มาจริงๆ
เข็มนาฬิกาเดินหมุนไปเรื่อยๆ จนเวลาเหลืออีกเพียงสิบนาทีก็จะถึงเวลาเริ่มพิธี แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของเจ้าบ่าว ทำให้โรสแสนจะหงุดหงิดใจ แถมพอกดโทรศัพท์ไปหาก็ดันได้ยินแต่เสียงให้ฝากข้อความ
“นั่งก่อนเถอะคุณ เดี๋ยวเจ้ารามันก็มาเอง” ราเชนต้องเอ่ยบอกให้ภรรยาใจเย็น หยุดเดินวนไปวนมาแล้วนั่งลง เพราะกลัวว่าจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อนที่จะได้เริ่มพิธี
“คุณจะให้ฉันนั่งลงได้ไงคะ ป่านนี้แล้วมันยังไม่มาเลย เจ้าลูกชายของคุณ ดูสิ เหลือเวลาไม่ถึงห้านาทีแล้ว”
“คุณจะให้ฉันนั่งลงได้ไงคะ ป่านนี้แล้วมันยังไม่มาเลย เจ้าลูกชายของคุณ ดูสิ เหลือเวลาไม่ถึงห้านาทีแล้ว” โรสถึงกับนั่งไม่ติด ต้องเดินไปชะเง้อคอมองว่าลูกชายจะมาเมื่อไร เวลาก็เดินผ่านไป เดินไปเรื่อยๆ และแล้วในที่สุดเวลาก็เดินมาถึงฤกษ์พิธีหมั้นหมาย ฝ่ายผู้ดำเนินงานต้องเดินมาสอบถามเมื่อเห็นว่าเลยฤกษ์มาพอสมควรแล้ว
“โอ๊ย!! คุณฉันจะทำไงดี เจ้ารามันจะมาไหม นี่มันจะไม่นับว่าฉันเป็นแม่ของมันหรือไง” เธอถามเสียงสั่น รู้สึกเวียนหัวขึ้นมา จนจะเซล้ม
“คุณหญิงไหวไหม ผมก็บอกคุณแล้วว่าอย่าไปบังคับมัน” ราเชนรีบวิ่งเข้ามาประคองภรรยาแล้วพาไปที่โซฟา พร้อมกับที่ช้องนางรีบไปหายาดมมาให้
“ดีขึ้นไหมคุณหญิง” ผู้เป็นสามีเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าสีหน้าของภรรยาเริ่มดีขึ้น จึงค่อยๆ พยุงขึ้นมาพิงที่โซฟา
คนอาการดีขึ้นพยักหน้า ก่อนที่จะหลบตาลงเพื่อทำใจประกาศยกเลิกงานแต่ง ก็จะดำเนินงานต่อได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีเจ้าบ่าว พลันหันไปบอกผู้ดำเนินงานน้ำเสียงเศร้า
“ประกาศยกเลิกงานแต่งเลยค่ะ ลูกชายของฉันคงไม่มาแล้ว ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะที่ทำให้เสียเวลา” แล้วหันไปหาว่าที่ลูกสะใภ้
“แม่ขอโทษนะลูกที่ทำให้หนูเสียหน้าและเสียใจ” เธอเอ่ยออกมาด้วยความเสียใจและรู้สึกน้อยใจลูกชายสุดรัก น้ำตาคลอที่หน่วยตาไม่คิดเลยว่ารามันจะไม่ยอมมา ทั้งๆ ที่ขู่ไปแล้วว่าจะตัดความสัมพันธ์แม่ลูก เจ้าหล่อนพยายามสกัดกั้นไม่ให้น้ำตาไหล ไม่อยากจะทำให้มันเศร้าไปมากกว่านี้ และดีใจไม่น้อยที่อนุวัต บิดาของช้องนางไม่สามารถมาร่วมงานได้ เพราะขืนมาอาการคงทรุดหนักมากไปกว่าเก่า
“ไม่ต้องขอโทษนางหรอกค่ะคุณหญิง นางเข้าใจดี”
“ยังไงแม่ก็ต้องขอโทษ ที่ทำให้หนูหม้ายงานแต่งแบบนี้ แม่…” แต่ไม่ทันที่โรสจะเอ่ยจบ เสียงทุ้มต่ำของคนที่หล่อนรอคอยก็ดังขึ้น พร้อมกับก้าวเท้าหนาเข้ามาปรากฏอยู่ตรงหน้า
“ผมมาแล้ว” เจ้าของเสียงทุ้มเดินเข้ามาพร้อมยกมือไหว้ผู้เป็นแม่และพ่อ ก่อนจะปรายตามองไปหาว่าที่เจ้าสาวด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ แสยะยิ้มให้อย่างเหยียดหยาม
รามันอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีด กางเกงยีนสภาพขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครา ซึ่งสภาพแบบนี้เขาก็จงใจทำ เพื่อทำให้เจ้าสาวที่ไม่รู้ว่าคือใครนั้นอับอาย
“จะเริ่มงานเลยไหมครับ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ” เอ่ยเสียงเหี้ยมพร้อมกับเดินไปกระชากตัวของเจ้าสาวเข้ามาหาแล้วกดริมฝีปากหนาลงไปที่แก้มนวล ทุกคนต่างตกใจทำสีหน้าเหลอหลากันไปหมด
“ว้าย!!” ช้องนางร้องลั่นเมื่อโดนกระชากอย่างแรงแถมยังโดนหอมแก้มทั้งซ้ายและขวา
“หอมแบบนี้ นี่เอง แม่ฉันถึงต้องจ่ายเงินไปเป็นสิบล้านกับค่าตัวของเธอ ว่าแต่หากินแบบนี้มากี่รายแล้วแม่โสเภณี”
รามันสาดกระหน่ำความร้ายกาจให้เห็นทันที คำพูดของเขาทำให้ทุกคนต่างอึ้ง ขนาดโรสยังยกมือขึ้นมาทาบอก ไม่คิดว่าลูกชายจะพูดแรงและไม่ให้เกียรติผู้หญิงถึงขนาดนี้
“ทำไมพูดแบบนี้เจ้ารามัน พ่อไม่เคยสอนให้แกพูดดูถูกผู้หญิงแบบนี้นะ ขอโทษหนูนางซะ” น้ำเสียงเหี้ยมเอ่ยสั่งพร้อมกับจ้องมองลูกชายตาเขม็ง ไม่พอใจในการกระทำและคำพูด
“ไม่จำเป็นครับพ่อ ผมไม่เห็นความจำเป็นต้องขอโทษ ในเมื่อมันจริงทุกอย่าง แล้วนี่จะเริ่มงานเลยไหมครับ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ” มือหนาบีบรัดข้อมือสวยแน่น ก่อนจะกระชากให้เดินตามไปหน้างาน
โรสส่ายหน้าอออกมากับการกระทำของลูกชาย ก่อนจะร้องห้ามสามีไม่ให้ตามไปเอาเรื่องลูกชาย รู้ดีว่านิสัยลูกชายเป็นอย่างไร ห่าม เถื่อน เย็นชา แต่ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่แสดงออกมา แต่ลูกชายหล่อนนั้นแสดงความอ่อนโยนไม่เป็น
และยังคงช้ำกับความรักครั้งเก่า ที่ทำให้เกือบไม่เป็นผู้เป็นคน เพราะถูกหลอกถึงสองครั้งสองครา หล่อนก็หวังว่าลูกสะใภ้จะช่วยบำบัดรักษาจิตใจของลูกชายให้กลับมาเป็นเช่นเดิม
และเมื่อเห็นว่ารามันกำลังก้าวลิ่วๆ เข้าไปในงาน ทั้งที่ยังคงแต่งตัวแบบนั้น โรสก็ร้องถามเสียงดังลั่น
“เจ้ารามันแกจะไม่แต่งตัวก่อนหรือไง” รู้อยู่แล้วว่าลูกชายตัวดีคงแต่งแบบนี้มาเพื่อประชดประชัน แต่หล่อนก็ไม่ใส่ใจ ในเมื่ออยากแต่งแบบนี้ก็ตามสบาย หล่อนก็ไม่ขัด
และเมื่อเริ่มพิธี โรสก็ลมแทบจับอีกหน เมื่อลูกชายโยนแหวนหมั้นราคานับสิบล้านทิ้ง แล้วหยิบแหวนดอกหญ้าขึ้นมาแทน
“แหวนราคานับสิบล้านแบบนี้ มันไม่เหมาะกับผู้หญิงหากินแบบนี้หรอกครับ มันต้องแหวนดอกหญ้า ถึงจะเหมาะสมกัน”
มุมปากเหยียดตรง แววตานั้นส่อถึงความรู้สึกที่มีได้เป็นอย่างดี มันทั้งชิงชัง เหยียดหยาม และรังเกียจ
ฝ่ายเจ้าสาวนั้นก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำพูดที่โหดร้าย ช้องนางไม่รู้ว่าจะตอบโต้ไปอย่างไร ยิ่งเห็นสายตาที่มีแต่ความเย้ยหยันคู่นั้น ก็ต้องเม้มริมฝีปากแน่น ข่มความรู้สึกเศร้าและอายเอาไว้ ที่สำคัญหล่อนไม่อยากทำให้โรสและราเชน ต้องเสียหน้าไปมากกว่านี้ เพราะแค่นี้แขกผู้ร่วมงานต่างก็ซุบซิบนินทากันหนาหูแล้ว
ขนาดอชินและนุชนาถ ที่ต่างอยากเห็นใบหน้าของพี่เขยต่างก็ยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก มองหน้ากันแล้วลอบกลืนน้ำลายก้อนเหนียวแทบไม่ลงคอ ไม่คิดเลยว่าว่าที่สามีของพี่สาวจะเป็นคนร้ายกาจขนาดนี้ ไม่ให้เกียรติกันเลย นุชนาถเม้มริมปากแน่นอย่างขุ่นเคืองใจ
อยากจะเข้าไปต่อว่า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ในเมื่อพี่สาวขยับริมฝีปากบอกออกมาว่าไม่เป็นไร ที่สำคัญหล่อนรู้สึกเกรงใจโรส
ความบ้าบิ่นและป่าเถื่อนของรามัน ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ พอสวมแหวนหมั้นเสร็จ มือหนาก็กระชากตัวเจ้าสาวเข้ามาใกล้ พลันประกบปากจูบอย่างรุนแรง สั่งสอนที่บังอาจกล้ามาแต่งงานกับตน แล้วกระซิบชิดริมหูขาว
“นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นนะแม่เศษดิน เธอต้องเจอความร้ายกาจของฉันอีกเยอะ” เอ่ยเสียงเข้ม ผลักให้เจ้าสาวออกห่าง ก่อนจะร้องถามหาทะเบียนสมรส
“ใครกันคะ ทำไมจึงต้องมาทำร้ายคุณรามันของป้าด้วย” ป้าน้อยถามด้วยความตกใจ ไม่คิดว่ามันจะเป็นการลอบทำร้าย พลันนึกสาปแช่งคนทำ“ยังไม่รู้ตัวคนร้ายครับ แล้วคุณนางไปไหนล่ะครับ”“นางพยาบาลพาไปตรวจสุขภาพคุณแม่ค่ะ กว่าเธอจะยอมไปได้ ป้าพูดซะเหนื่อยเลยค่ะ ทำท่าจะไม่ยอมห่างจากคุณรามัน” ตอนช้องนางลมล้มพับ กิจได้แจ้งกับพยาบาลว่าเจ้าหล่อนกำลังตั้งครรภ์ คุณหมอจึงสั่งให้ตรวจสุขภาพอย่างละเอียดฝ่ายโรสทันทีที่รับรู้ข่าวร้ายก็เป็นลมล้มพับไป ราเชนก็ตัวชา ทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชาย กว่าจะตั้งสติได้ก็ร่วมสิบนาที ก่อนที่ทั้งสองจะรีบมายังโรงพยาบาล“เจ้ากิจ เจ้ารามันเป็นยังไงบ้างลูก” โรสร้องถามเสียงสั่นเจือสะอื้น พวงแก้มเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา หัวใจของคนเป็นแม่แทบหยุดเต้น จะมีอะไรทำให้ทุกข์ใจไปกว่าลูกเกิดปัญหา โดยราเชนต้องคอยช่วยประคองไว้ เพราะรู้ว่าภรรยานั้นไร้แรงจะหยัดยืน“พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่อาการยังไม่สู้ดี”“มันเกิดขึ้นได้ยังไง เจ้ากิจ บอกแม่ซิ”“ทางตำรวจบอกว่าเป็นการลอบทำร้ายครับ ไม่ใช่อุบัติเหตุ” แค่ได้ยินสิ่งที่หลานชายบอก โรสก็เป็นลมพับไปอีกหน เรียกความตกใจให้กิจและราเชน
กิจอ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นานกว่าจะตัดสินใจบอก“คุณช้องนางทำใจดีๆ ก่อนนะครับ อย่างเพิ่งตกใจสิ่งที่ผมบอกคือ…ไอ้รามันประสบอุบัติเหตุครับ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง”คนรอฟังคำตอบตัวชา คำพูดของกิจสะท้อนเข้าไปในหัวใจ ราวกับว่ามันคือใบมีดคมกริบที่มาทิ่มแทงสักสิบยี่สิบครั้งให้หัวใจเป็นรูพรุน ทรมานจนแทบจะหยุดหายใจ แล้วปล่อยโฮออกมาสุดเสียง“ฮือๆ เขาเป็นอะไรมากไหมคะ นางจะไปหาเขาค่ะ” เธอร้องบอกปากคอสั่น น้ำตาใสไหลอาบแก้ม พลันลุกขึ้นอย่างเร็ว หวังที่จะไปหา แต่ทว่าก็ต้องเซเพราะเกิดอาการหน้ามืดขึ้นมา“ว้าย!! หนูนาง” ป้าชราร้องด้วยตกใจ รีบถลาเข้าไปดูอาการ แล้วต้องเอื้อนเอ่ยเพื่อปลอบประโลม“คุณรามันไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ เชื่อป้า คนดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ใช่ไหมคะคุณกิจ” ใบหน้าเหี่ยวย่นไปตามวัยรีบหันมาหาหมอหนุ่มเพื่อเพิ่มความมั่นใจ แต่ทว่ากิจเลือกที่จะเงียบ เพราะมันไม่เป็นแบบนั้น“ทำไมถึงเงียบล่ะคะ ตอบป้าสิคะคุณกิจ”“อาการของมันไม่ดีสักเท่าไรครับ” เขาเลือกที่จะตอบตามความจริง เพราะอย่างไรแล้วคนทั้งสองก็ต้องรู้อยู่ดี ตอนนี้คุณหมอกำลังพยายามยื้อชีวิตอยู่“พานางไปหาคุณรามันหน่อยนะคะ นางจะไปหาเขา ฮือๆๆ นา
“นางก็อยากให้เขาเจอเรื่องดีๆ บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะทำให้เขาดีใจหรือเสียใจ” เมื่อได้ยินหัวใจดวงน้อยก็เต้นระส่ำ น้ำตาคลอ แววตาเปล่งประกายดีใจ นึกอยากให้เป็นอย่างที่ป้าน้อยบอก แต่พอนึกว่าชายหนุ่มไม่เคยเอ่ยเรื่องลูกกับตนเองเลยสักครั้ง สีหน้าและแววตาของช้องนางก็แปรเปลี่ยนเป็นอมทุกข์“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะคะหนูนาง คุณรามันก็ต้องดีใจสิคะที่กำลังจะมีลูก หนูนางไม่ต้องกังวลนะคะ คุณรามันก็ฟอร์มจัดปากแข็งไปแบบนั้นล่ะค่ะ ป้าว่าหนูนางกินข้าวก่อนดีกว่านะคะจะได้มีแรง”“นางก็ภาวนาให้เขาดีใจไม่ใช่เสียใจ” เธอบอกเสียงเจือสะอื้น กลัวว่าเขาจะไม่ต้องการลูก ก่อนจะลงมือรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มพลัง พอกินเสร็จไม่นาน บานประตูก็ถูกเปิดออก“เป็นไงบ้างครับ ไอ้รามันโทรบอกผมให้รีบมาดูอาการของคุณนาง รู้สึกดีขึ้นบางหรือยังครับ” กิจเอ่ยถามพลางส่งยิ้มให้ช้องนางและป้าน้อย ก่อนวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงข้างๆ ตัว“ดีขึ้นแล้วค่ะ”“งั้นป้าไปรอข้างนอกนะคะ” พูดจบป้าน้อยก็ยกถาดอาหารออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็หันมาส่งยิ้มให้กำลังใจกับหญิงสาว และภาวนาให้เป็นข่าวดีเมื่อป้าน้อยออกไป หมอกิจก็เริ่มตรวจ โดยรู้อาการคร่าวๆ จากเพื่อนรัก และตนก็มีข
เช้าวันรุ่งขึ้นเสียงอาเจียนที่ดังเล็ดลอดออกมาจากในห้องน้ำ ทำให้รามันรีบเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ก้าวฉับๆ ตรงไปยังต้นเสียง“อาเจียนอีกแล้วเหรอช้องนาง ทำไมอาเจียนมากขนาดนี้” เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยปนไม่พอใจ ก็เดี๋ยวนี้เจ้าหล่อนนั้นป่วยบ่อย แถมพอบอกว่าจะพาไปหาหมอก็ไม่ยอม เจ้าหล่อนไม่รู้บ้างหรืออย่างไรว่าเขานั้นเป็นห่วง เห็นช้องนางป่วยทีไรหัวใจมันเจ็บตื้อๆ ทุกที พลอยทำให้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร นอกจากเฝ้าดู พลันเข้าไปช่วยลูบหลัง ซึ่งใบหน้าหญิงสาวนั้นซีดเซียวไร้สีเลือดคนถูกถามส่ายหน้าเป็นคำตอบ เพราะหล่อนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ทำไมถึงอาเจียนขนาดนี้ แถมยังรู้สึกมึนหัวไปหมด ก่อนจะหันไปโก่งคออาเจียนอีกครั้ง ฝ่ายรามันก็คอยลูบหลังให้อย่างสงสาร เมื่อเห็นหญิงสาวอาเจียนจนตัวโยน“ทำไมถึงไม่รู้ ตัวของตัวเองจะไม่รู้ได้ไงว่าเป็นอะไรฮึ” เขาถามเสียงดุ ไม่พอใจในคำตอบและโมโหที่เจ้าหล่อนชอบใส่ใจแต่คนอื่น จนลืมใส่ใจตัวเอง ก่อนช้อนร่างเล็กที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่ไปที่เตียง เพื่อให้เธอได้พักผ่อน พลันส่งสายตาดุให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะลุกขึ้น“วันนี้นอนพักเลยนะ ห้ามออกไปช่วยคนงาน แล้วเดี๋ยวฉันจะตามไอ้กิจให
“มีคนลอบวางเพลิงไร่ของผมหรือครับ”“ครับ ทางเราตรวจพบถังแกลลอนน้ำมัน กับไฟแช็กครับ และจากการให้ปากคำของลูกน้องคุณที่ให้การว่าเห็นคนแปลกหน้ามาด้อมๆ มองๆ และแอบเข้ามาในไร่ ทางเราคิดว่าน่าจะเป็นอย่างที่เราสันนิษฐานกันครับ ทางเราจะติดตามหาตัวคนลอบวางเพลิงมาให้ได้เร็วที่สุดครับ คุณรามันไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ย“ครับ ผมขอบคุณมากๆ ครับ ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ”เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปแล้ว รามันจ้องมองไร่ส้มที่ถูกเผาจนวอดด้วยสายตาเศร้าหมอง ไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทำไมเหตุการณ์ร้ายๆ มันช่างเกิดประจวบเหมาะกันขนาดนี่ ทั้งข่าวโจมตีฟาร์มโคนม ทั้งไร่ส้มที่ถูกลอบวางเพลิง เขาว่าสองเรื่องนี้มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังและเชื่อมโยงกันเป็นแน่เหงื่อไคลท่วมทั้งตัวและใบหน้า แต่ทุกคนในไร่อิศวรเวชยังคงช่วยกันทำงานต่อ ไม่มีใครปริปากบ่นสักคำ ต่างทำงานด้วยรอยยิ้ม ถึงแม้ว่าหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเขาจะต้องทำงานหนักมากขึ้นเป็นสองเท่า เพราะทั้งเก็บผลผลิต ทั้งปรับปรุงดิน และลงต้นกล้าส้มใหม่ทดแทนต้นที่ถูกไฟไหม้ไป เพราะไร่ส้มแห่งนี้คือบ้านของพวกเขา“ทุกคน วันนี้พอเท่านี้ละครั
“ฉัน…ฉันขอโทษ” เขาเอ่ยเสียงสั่น หัวใจแกร่งเจ็บราวถูกบีบ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงมีอิทธิพลต่อหัวใจถึงขนาดนี้ ก่อนจะช้อนร่างเล็กไปที่เตียงนอน เมื่อถูกวางลงช้องนางรีบหันหลังหนีทันที หล่อนไม่อยากจะมองหน้าคม ยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บรามันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนอนนุ่มเช่นกัน ดึงหญิงสาวให้กลับมาเผชิญหน้า พอเห็นเจ้าหล่อนหันหนีก็ไม่อาจทนได้ มันเหมือนว่าเขากำลังขาดอากาศหายใจ รู้สึกใจหายวาบ จึงต้องดึงเจ้าหล่อนเข้ามากกกอด ช้องนางพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะสู้ ในที่สุดก็ยอมให้รามันกอดช้องนางยังคงไม่เลิกสะอื้นถึงแม้ว่าจะน้อยลงไปกว่าเดิม แต่ไหล่บางก็โยกขึ้นลง รามันไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะพูดไม่ออก ไม่รู้จะถ่ายทอดความรู้สึกที่มันอึดอัดนี้ไปอย่างไร ทำได้แต่กกกอดช้องนางเอาไว้“คุณไม่รักนางบ้างเลยหรือคะ” เธอร้องถามเสียงสะอื้น หัวใจดวงน้อยอยากรู้สิ่งนี้มากที่สุด พร้อมแหงนหน้าขึ้นมองคนนิ่งไม่ยอมตอบ ริมฝีปากบางเม้มแน่นเมื่อเห็นท่าทีเงียบเฉยนั้น สีหน้าเจื่อนลงแล้วหลับตาแน่นปล่อยให้ความเงียบคือคำตอบที่บาดลึกลงไปในจิตใจชายหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบคำถามว่าอย่างไร เขารักเจ้าหล่อนไหม เขาเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีอย
“อย่ามัวแต่มองอยู่เลยมึง เดี๋ยวก็ตายห่าพอดี ถ้าอยากมองนัก เดี๋ยวกูจะให้มองหรือยกให้เลย แต่ตอนนี้รักษาให้กูก่อน” รีบส่งช้องนางให้กิจ เมื่อรับตัวคนไข้มา กิจก็รู้ได้เลยทันทีว่าอาการหนักพอดู เพราะตัวร้อนราวกับไฟ“ออกไปก่อน ฉันขอตรวจคนไข้โดยละเอียดก่อน”เขาหันมาบอ
“ถอดเสื้อออก”“…”คนได้ยินคำสั่งก็อ้าปากค้าง ไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังจะทำอะไร ทำไมต้องสั่งให้ถอดเสื้อออกอีกแล้วเมื่อเจ้าหล่อนยังคงนิ่ง คราวนี้รามันก็กระชากมันออกเสียเอง ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว หญิงสาวรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดกาย แต่ก็โดนมือหนากระช
“มาไม่นานก็ก่อเรื่องเลยนะ” เอ่ยเสียงเข้มต่อว่า ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันเป็นความผิดของเขาทั้งหมด ถ้าชายหนุ่มไม่ลืมว่าต้องมารับ หญิงสาวก็คงไม่ต้องตัดสินใจเดินกลับมาเองแบบนี้คนที่ถูกต่อว่าก็ร้องไห้สะอื้นดังกว่าเดิม เม้มริมฝีปากแน่น ไม่คิดว่ารามันจะใจร้ายและเย็นชาได้ถึงขนาดนี้
“หรือว่าจะลืมมารับเรา…เฮ้อ”เธอพ่นลมหายใจผ่านจมูกสวยโด่ง เพราะคิดว่าสามีหน้ามึนฝีปากกล้า ต้องลืมมารับเป็นแน่ หรือไม่ก็จงใจไม่มารับ แต่เจ้าหล่อนก็ยังคงนั่งรอ เพราะคิดว่าเขาคงไม่ใจร้ายขนาดนั้น จนเจ้าหล่อนทนรอไม่ไหว ตัดสินใจจะเดินกลับมาที่บ้านเอง ช้องนางพยุงตัวลุกขึ้นแล้วเด







