تسجيل الدخول“...คุณมาร์ตินเหรอคะ?”
“...อืม ห้องฉัน”
“ห้องคุณ... ทำไมเหรอคะ?” อลิซถามกลับไปอย่างซื่อๆ ในใจแอบค้อนนิ่งๆ 'มาพูดสั้นๆ แค่นี้ ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าห้องคุณมันทำไม... แปลกคนจริงๆ' “คืออลิซไม่เข้าใจค่ะ”
“มาที่ห้องฉันเดี๋ยวนี้”
“แต่เอ๊ะ... ทำไมอลิซต้องไปด้วยคะ?”
“แฟ้มที่เธอสรุป... มีหน้าหนึ่งหายไป” เขาตอบเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจนคนฟังแทบหายใจไม่ออก “เอาขึ้นมา!”
ติ๊ด!
สายถูกตัดไปดื้อๆ ทิ้งให้อลิซก้มมองแฟ้มในมืออีกชุดอย่างลนลานเดี๋ยวนั้น เธอรีบพลิกเช็กดูทุกหน้าอย่างรวดเร็ว “ก็ครบถ้วนดีนี่นา ฉันถ่ายเอกสารมาจากต้นฉบับชุดนี้เลยนะ”ทว่าเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่ง ขาที่แทบก้าวไม่ออกถูกบังคับให้พาตัวเองขึ้นไปยังชั้นบนสุดอีกครั้งด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะก๊อก...
“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอนุญาตทันทีที่มือเธอเคาะประตู ประหนึ่งเขานั่งรอจังหวะนี้อยู่แล้ว อลิซก้าวเข้าไปในห้องที่เย็นเฉียบและมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ พลางยื่นแฟ้มวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
“ทุกหน้าอยู่ครบค่ะ อลิซตรวจทานดีแล้ว”
มาร์ตินเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาชำเลืองมองเธอด้วยสายตาที่เหมือนจะกรีดลึกลงไปในความคิด ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มจางๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบแฟ้มขึ้นพลิกดูอย่างเชื่องช้า“จริงด้วย...” เขาพึมพำเรียบๆ ก่อนจะวางมันลง โดยที่สายตายังคงตรึงอยู่บนใบหน้าสวยของเธอแทน “...ครบ”
“...เอกสาร... คุณมาร์ตินดูแค่นี้เหรอคะ?”
“อืม”
คำตอบสั้นๆของมาร์ตินทำเอา อลิซขยับตัวอย่างเก้อเขิน ความรู้สึกเหมือนถูกจับขังไว้ในห้องเย็นขนาดย่อม...และเธอก็รู้สึกว่าเขานั้นทำให้เธอเสียเวลาจริงๆ
“เธอรู้ไหม... ว่าฉันไม่ชอบให้ใครมาต่อปากต่อคำ แม้กระทั่ง ‘เถียง’ ในใจตัวเอง”
“ขะ... ขอโทษค่ะ อลิซ... ไม่ได้เถียงอะไรในใจนะคะ”
มาเฟียหนุ่มจ้องเธอเขม็งก่อนจะยันกายลุกขึ้นเต็มความสูง เขาขยับเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าเธอ ในจังหวะเดียวกันอลิซเผลอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ จนกระทั่งแผ่นหลังเล็กชนเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบ
“จะ...ทำอะไรคะ..”
ใบหน้าหล่อเหลาก้มต่ำลงมาจนชิด ร่างสูงใหญ่กักขังเธอไว้ในวงแขนแกร่งที่ค้ำยันกับผนัง แม้จะไม่ได้สัมผัสตัวโดยตรง แต่มันกลับทำให้อลิซรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนล่องหน แล้วลมหายใจอุ่นจัดก็เฉียดผ่านข้างแก้มนวลจนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“ดี...” เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่า จงใจลากยาวกระซิบลงข้างใบหูจนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากริมฝีปากหยัก “อย่าเถียง... อย่าขัดใจ... และอย่าคิดหนี”
“คะ?... หนีเหรอคะ? ทำไมอลิซต้องหนีด้วย...”
อลิซพยายามเค้นเสียงถามพลางรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวสูงโดยตรง ทว่าทันทีที่ดวงตากลมโตสบเข้ากับดวงตาคมสีเทาเข้มคู่นั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนกำลังดิ่งลึกลงถูกกลืนลงไปในดวงตาคู่นั้น แล้วเผลอมือเล็กกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือเพื่อสะกดอาการสั่นสะท้านที่ลามไปทั่วร่างกาย
มาร์ตินไม่ตอบ ทว่าเขากลับเลื่อนมือหนาขึ้นมาเชยคางมนของเธอให้เชิดขึ้นเบาๆ ปลายนิ้วโป้งไล้ไปตามแนวกรามอย่างถือวิสาสะ สัมผัสจากมือที่กร้านโลกทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้ายเมื่อเห็นแววตาไหวระริกของคนใต้ร่าง
“อึก...”
“หึ..” เขาจ้องมองริมฝีปากอิ่มของเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังตัดสินใจบางอย่าง ก่อนจะผละออกอย่างกะทันหันแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานตามเดิม
“ฟู่ว...”
อลิซลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกเมื่อเห็นผู้ชายตรงหน้าเงียบเสียงลง เธอรีบหันหลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปที่ประตู หวังจะพาร่างที่สั่นเทานี้ออกไปให้พ้นเขตอันตราย ทว่ายังไม่ทันที่ปลายเท้าจะก้าวพ้นธรณีประตู เสียงทรงอำนาจที่เย็นเยียบกว่าเดิมก็สั่งขึ้นชัดเจน
“ฉันจะไปส่ง”
“มะ... ไม่เป็นไรค่ะ อลิซกลับเองได้...”
“ไม่ได้ถาม” น้ำเสียงเย็นเยียบตัดบทอย่างเด็ดขาด “เก็บของซะ แล้วไปรอหน้าลิฟต์”
ดวงตากลมโตจ้องมองคนตัวสูงอย่างไม่เข้าใจ เขาคิดอะไรอยู่กันแน่? เธอเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานนะ บอสใหญ่ที่นี่ดูแลพนักงานดีแบบนี้ทุกคนเลยหรือยังไง? แต่ไม่ทันได้สงสัยนาน เสียงเข้มก็ย้ำคำสั่งอีกครั้งจนร่างบางสะดุ้งสุดตัว
“บอกให้ไปรอ!”
“คะ... ค่าาา!” อลิซยิ้มแห้ง ยอมก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยไม่กล้าเถียงออกไปอีก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ถูกบีบบังคับ แต่นาทีนี้... เธอต้องทำตามคำสั่งเขาเท่านั้น
@ภายในรถคันหรู
อลิซนั่งเกร็งอยู่บนเบาะข้างคนขับพลางกอดกระเป๋าไว้แน่น เธอไม่แน่ใจว่าความเย็นที่สัมผัสได้นั้นมาจากเครื่องปรับอากาศ หรือเป็นเพราะสายตาคมกริบที่คนข้างตัวลอบมองมาเป็นระยะกันแน่ที่ทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ดึกขนาดนี้... ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะกลับบ้านยังไง?”
“ก็... รถไฟฟ้าค่ะ”
“หึ... รถไฟฟ้า? ฉันรู้ดีว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายเพิ่งออกไปเมื่อสิบห้านาทีที่แล้ว” มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุก ดวงตาคมเข้มจับจ้องเสี้ยวหน้าของเธออย่างไม่ปิดบัง
“คุณมาร์ตินรู้ด้วยเหรอคะ?”
ปากเธอเอ่ยถามไปตามมารยาท ทว่า ในใจกลับเผลอคิดเลยเถิดไปไกล... หรือแท้จริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นเพราะความสวยของเธอเอง? ตั้งแต่การสั่งงานเพิ่ม การจงใจรั้งให้เธออยู่ล่วงเวลา จนกระทั่ง ปล่อยให้ดึกดื่น... ราวกับว่า ทุกอย่างถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เหลือเพียงเขาคนเดียวที่มีสิทธิ์พาเธอกลับบ้าน
“คิดอะไรอยู่... กำลังคิดเข้าข้างตัวเองอยู่หรือเปล่า?”
“ปะ... เปล่าค่ะ!” อลิซรีบสวนกลับทันควัน มือเล็กวางนิ่งอยู่บนตัก ทั้งที่หัวใจเต้นผิดจังหวะไปหมด เธอได้แต่ภาวนาเงียบๆ ให้เขาขับไปถึงคอนโดเสียที แต่แล้วอลิซก็ต้องชะงักเมื่อมองออกไปนอกกระจก
ทางนี้มันคือทางกลับคอนโดของเธอชัดๆ หญิงสาวขมวดคิ้วพลางลอบมองคนขับพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก... เขารู้จักที่พักเธอได้ยังไง ทั้งที่เธอยังไม่ได้บอกเขาเลยสักคำ
จนกระทั่งรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดสนิทหน้าคอนโด อลิซรีบหันไปโค้งตัวเล็กน้อยพลางยกมือไหว้ด้วยความประหม่า
“ขอบคุณค่ะคุณมาร์ตินที่มาส่ง... อลิซเกรงใจมากเลยค่ะ”
“หึ... เกรงใจทำไม” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ พร้อมกับดับเครื่องยนต์ลง ไฟหน้ารถมอดดับ แต่ สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่เธอ “เธอเป็นของฉันอยู่แล้ว”
“คะ...?” คำพูดนั้นหนักอึ้งจนอลิซเผลอหยุดหายใจ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาคล้ายจะสื่อความหมายที่เธอไม่กล้าทำความเข้าใจ จนสุดท้ายเป็นเธอเองที่ทนไม่ไหวต้องหลบสายตาก่อน “มะ... ไม่ใช่สักหน่อยค่ะ อลิซเป็นแค่พนักงาน...”
“หึๆ... แค่พนักงานงั้นเหรอ?” เขาหัวเราะต่ำในลำคอ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนอลิซต้องเบือนหน้าหนีติดพนักพิง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวเมื่อรับรู้ถึงลมหายใจอุ่นที่จงใจรดรินข้างแก้ม
“เดี๋ยวฉันเดินไปส่ง... ถึงห้อง”
“อ๊ะ! ไม่ต้องก็ได้ค่ะ!” อลิซสะดุ้งหันกลับมาตามเสียง ส่งผลให้ปลายจมูกรั้นชนเข้ากับสันจมูกโด่งของเขาอย่างจัง เธอรีบเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน แก้มใสขึ้นสีแดงจัดจนปิดไม่มิด “หนูเดินเองได้ค่ะ...ไม่ลำบากคุณมาร์ตินหรอก”
“...ฉันไม่ได้ถาม”
มาร์ตินผละตัวออก น้ำเสียงเข้มจัดและเด็ดขาดนั้นไม่เปิดช่องให้โต้แย้งแม้แต่น้อย เขาก้าวนำลงจากรถทันที ประตูปิดลงดัง 'ปัง'ก่อนที่เขาจะสาวเท้าเข้าไปในคอนโดโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง ราวกับ มั่นใจว่ายังไงเธอก็ต้องตามมา... และเป็นอลิซที่ทำได้เพียงรีบคว้ากระเป๋าแล้ววิ่งตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปอย่างเลี่ยงไม่ได้“เฮ้อ... มองไปทางไหนก็มีแต่คนคลั่งรักจนน่าหมั่นไส้เนอะว่าไหมคะที่รัก” เอลลี่ เอ่ยจิกกัดพลางขยับกายเต้นรำในอ้อมกอดของสามี เธอหวนคิดถึงจุดเริ่มต้นที่แสนจะชุลมุนของคู่ตัวเองความรักของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มจากความหวาน แต่มันเริ่มจากการที่แม่ของดีแลนพยายามหาคู่เดทมาประเคนให้ลูกชาย และเอลลี่ในตอนนั้นที่ไม่อยากจะคบหากับใครเลย ตัดสินใจส่งประวัติและรูปภาพที่ 'เชย' สะบัดและดูจืดชืดที่สุดไปให้ เพื่อหวังจะให้ฝ่ายชายปฏิเสธแต่ใครจะคิดว่ามาเฟียจอมเจ้าเล่ห์อย่าง ดีแลน จะบุกมาพิสูจน์ถึงที่!“จำได้ไหมคะ... วันที่ที่รักบุกมาหาเอลถึงในคลับ แล้วพยายามแกล้งทำตัวเป็น 'คนดี' จนเอลเชื่อสนิทใจหัวใจจนหัวใจหวั่นไหว” เอลลี่หัวเราะร่าเมื่อนึกถึงภาพมาเฟียในคราบสุภาพบุรุษ“พี่ก็เลยต้องทุ่มทุนสร้างภาพหน่อยสิ” ดีแลนแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระชับอ้อมกอดรัดเอวบาง“แต่สรุปเป็นยังไงคะ... สุดท้ายที่รักก็เผยธาตุแท้ว่า 'เลว' ไม่ใช่หรอไง”“หึๆ... ก็เอลบอกเองว่าชอบคนเลวพี่ก็เลยแค่เผยตัวตน ทั้งปล้ำทั้งฉุดจนได้มาเป็นเมียเนี่ยไง” ดีแลนก้มลงกระซิบที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ขอบคุณความเจ้าเล่ห์ของตัวเองจริงๆ ที่ไม่ปล่อยให้สาวน้อยในรู
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลากสไตล์ดังประสานกันขึ้นอย่างผ่อนคลาย เมื่อต้นแบบความคลั่งรักอย่างคาร์เตอร์นำพาความสุขมาให้พวกเขาทุกคน“เออ...” คาร์เตอร์ รับคำสั้นๆ อย่างขอไปที ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดที่ มิลิน ภรรยาสุดที่รักเพียงคนเดียว ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืน“แด๊ดดี้จะไปไหนครับ?”“ไปหาแม่ไง... เราก็มากับพ่อสิ” คาร์เตอร์เอ่ยชวนลูกชาย ซึ่ง อาเธอร์ ก็พยักหน้ารับอย่างรู้ความ ทว่าทายาทมาเฟียตัวน้อยกลับเดินเลี่ยงไปยังจุดเปิดเพลง เขาเปลี่ยนท่วงทำนองให้กลายเป็นเพลงช้าหวานซึ้ง พร้อมกับกวักมือเรียกน้องๆ ให้เข้ามารวมกลุ่มกัน“ทุกคนมาหาพี่เร็ว”“ค่าาา / ค๊าบบบ!” เด็กๆ วิ่งกรูมาหาพี่ชายใหญ่ เปิดทางให้พื้นที่ตรงกลางชายหาดกลายเป็นฟลอร์เต้นรำสุดพิเศษ“อ๊ะ... แดดดี้ มีอะไรหรือเปล่าคะ?” มิลินหันมามองสามีด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเขาเดินตรงเข้ามาหา“เต้นรำกันนะ...” คาร์เตอร์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาคมกริบจ้องมองภรรยาราวกับจะหลอมละลาย จนมิลินเผยรอยยิ้มหวานตราตรึงใจ“ได้สิคะ...”สิ้นคำตอบตกลงของภรรยาสาว มือหนาของคาร์เตอร์ก็รั้งเอวบางเข้าหาตัวจนร่างกายแนบชิด ทั้งคู่เริ่มขยับกายเต้
“ผมก็จะไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับน้องสาวเหมือนกันครับ” อาเธอร์ ที่ยืนนิ่งมานานพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มและสายตาที่กดต่ำลงเฉกเช่นคนเป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ทำเอาบรรดาลุงๆ ถึงกับเงียบกริบ... เพราะดูท่าว่า ด่านพี่ชาย จะโหดกว่า ด่านพ่อ เสียแล้ว“คิกๆ ดูท่าปาร์ตี้คืนนี้จะกลายเป็นสงครามแย่งชิงลูกสาวไปซะแล้วนะคะ” อลิซ หัวเราะร่าพลางมองภาพความวุ่นวายของคุณพ่อมาเฟียแต่ละคนที่เริ่มโดนเด็กๆ ล้อมวงป่วนจนเสียอาการกันเป็นแถว“ลินว่า... เราอย่าเพิ่งไปเครียดเรื่องอนาคตลูกเขยลูกสะใภ้กันเลยค่ะ วันนี้เรามาเริ่มปาร์ตี้ให้สุดเหวี่ยงกันดีกว่า!” มิลิน เอ่ยตัดบทอย่างอารมณ์ดี เรียกสติให้บรรดาคุณแม่ยังสาวเห็นดีเห็นงามด้วยทันที“พูดดีมากยัยลิน! ในเมื่อพวกหนุ่มๆ เขาติดพันสงครามลูกกันอยู่... งั้นพวกเราเปิดเพลงฉลองเลยจ้า!” พริบพราว เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงร่าเริงพลางดีดนิ้วส่งสัญญาณให้เริ่มงานปาร์ตี้ริมหาดที่ควรจะเป็นการพักผ่อน กลับกลายเป็นเวทีประชันความแซ่บของเหล่า "ตัวแม่" ทันทีที่เสียงบีทหนักๆ ของเพลงสากลจังหวะเร้าใจดังขึ้น“ถูกใจมากค่ะพี่ลินพี่พราว! ไปค่ะ... เราไปแดนซ์กันเถอะใบบัว อลิซแกก็ตามมาเร็ว!” เอลลี่ สาวสวยสุดมั่นไม่ร
“มากันครบสักทีนะ หายกันไปเป็นชาติ!”คาร์เตอร์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมตามสไตล์เจ้าพ่อผู้นัดหมาย ทว่าแววตาที่เขาก้มลงมอง มิลิน ที่ซุกตัวอยู่ข้างกายกลับอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดจนเพื่อนๆ หมั่นไส้“แด๊ดดี๊อย่าทำเสียงดุสิคะ เดี๋ยวเพื่อนๆ ก็กลัวหมดหรอก” มิลินเอ่ยปรามสามีพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะหันไปทักทายกลุ่มของอลิซ “ลินคิดถึงทุกคนมากเลยนะคะ นานๆ ทีจะได้รวมตัวปาร์ตี้กันแบบนี้ เด็กๆ เองก็คงดีใจมากที่ได้วิ่งเล่นด้วยกัน”“เจ้าแฝดอาร์เดนกับอาร์เดลน่ารักมากเลยล่ะมิลิน เมื่อกี้พราวแอบเห็นตอนวิ่งไปรุมหอมแก้มเดลล่าด้วยนะ!” พริบพราว ที่ซบหน้าอยู่กับอกของ เซน รีบโผล่หน้ามาแจมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“น่ารักแต่แสบมากเลยล่ะค่ะพี่พราว ดูสิ... ทำเอาพี่ดีแลนหน้าเขียวปัดไปหมดแล้ว” อลิซตอบพลางหัวเราะร่วนเมื่อหันไปเห็นอาการของพี่เขย“หึ... ถ้าไม่ใช่หลาน ฉันสั่งคนลากไปโยนทะเลให้ฉลามกินไปแล้ว” ดีแลน พ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจที่ลูกสาวสุดที่รักโดนรุมจีบแต่เด็ก“แหม... คุณดีแลนคะ หลานแค่หยอกเล่นตามประสาเด็กเอง อย่าเพิ่งรีบสั่งฆ่าใครเลยค่ะ วันนี้วันดี... เรามาฉลองให้ครอบครัวมาร์ตินกันดีกว่า!” พริบพราวเอ่ยอย่างร่าเริง
แสงแดดอ่อนๆ ยามเย็นทอแสงสีทองระยิบระยับบนผืนน้ำทะเลสีคราม หน้าคฤหาสน์พักตากอากาศสุดหรูริมชายหาดส่วนตัวถูกจัดเตรียมด้วยโต๊ะยาวสีขาวสะอาดตา กลิ่นบาร์บีคิวหอมฉุยลอยมาตามลม ผสมกับเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่บนทรายขาวอลิซ ในชุดเดรสผ้าพริ้วสีขาวสะอาดตา กำลังตั้งอกตั้งใจปักดอกกุหลาบสีนวลลงในแจกันใบใหญ่เพื่อประดับมุมพักผ่อน เธออมยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นบรรยากาศที่แสนสงบนี้ ทว่าเพียงครู่เดียว วงแขนแกร่งที่คุ้นเคยก็สวมกอดเธอจากทางด้านหลัง พร้อมกับจมูกโด่งที่ฝังลงบนแก้มเนียนฟอดใหญ่ฟอด!“ชื่นใจจัง... เหนื่อยไหมคะเมียครับ จัดดอกไม้คนเดียวตั้งนานแล้วนะ” มาร์ติน กระซิบถามเสียงทุ้ม พลางเกยคางไว้บนไหล่บางอย่างออดอ้อน“ไม่เหนื่อยเลยค่ะพี่มาร์ติน เห็นทุกคนมาพร้อมหน้ากันแบบนี้ อลิซมีความสุขมากกว่า” เธอหันไปยิ้มหวานให้สามีที่ตอนนี้สลัดลุคมาเฟียจอมโหดทิ้ง เหลือเพียงคุณพ่อสายละมุนในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนปลดกระดุม“แด๊ดดี๊! ปล่อยหม่ามี๊นะ!” เสียงเล็กๆ ของ อาร์เดน ดังขึ้นพร้อมกับเจ้าตัวแสบที่วิ่งเข้ามากอดขาอลิซไว้แน่น ส่วน อาร์เดล ก็วิ่งเข้ามากอดขาของผู้เป็นแม่อีกข้างไว้แน่นเหมือนกัน“ดูสิ... หน่วยตรวจสอบมาอีก
มาร์ตินคำรามพร่าก่อนจะกระหน่ำกายเข้าใส่ความคับแน่นอย่างป่าเถื่อนและเอาแต่ใจ ภายใต้ฝักบัวที่เปิดน้ำทิ้งไว้จนเกิดเสียงซัดสาด สายน้ำที่เย็นเฉียบไหลรดผ่านสองร่างที่เปียกปอน ทว่ากลับไม่อาจชะล้างหรือดับเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่กำลังสุมทรวงของคนทั้งคู่ได้เลยเขารุกรานริมฝีปากบาง จูบกันอย่างนัวเนียสลับกับเสียงครางคำรามที่ดังระงมประสานไปทั่วห้องน้ำ มาร์ตินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำปรือของอลิซด้วยความหิวกระหาย ก่อนจะกระแทกกระทั้นกายเน้นย้ำลงไปจนสุดทาง“อ๊าาา…”“ผัวบอกแล้วไง... ว่าจะล้างให้ลึกๆ... ลึกจนถึงใจเมียเลย!”มาร์ตินคำรามพร่าพลางวางร่างอวบอิ่มลงที่พื้นห้องน้ำที่เย็นเฉียบ ก่อนจะหมุนเธอหันหลังให้ นิ้วแข็งแรงจุ่มจ้วงคว้านลึกเข้าไปในกายสาวอย่างรุนแรงและหนักหน่วงสวบ!!“กรี๊ดด!” ทำให้อลิซถึงกับร้องเสียงหลงใบหน้าสวยเชิดสูง ตาเหลือกด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว มือหนากระสวกเข้าออกแรงๆ จนแขนกำยำสั่นสะท้าน ร่างบางโยกคลอนหัวแทบชนผนังห้องน้ำสวบ!!สวบ!! แจ๊ะ!! แจ๊ะ!!“อ๊ะๆ...มันเสียวเหลือเกิน…ตะ..ตรงนั้น...อ๊าาา” อลิซอ้าขากว้าง กระดกสะโพกรับฝ่ามือหนาด้วยความรัญจวนอย่างไม่ลดละ จนมาร์ตินทนไ
เมื่อเห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัด พี่ต้นกับพี่อ้อที่ครองสติได้ก่อนใครเพื่อนก็รีบละล่ำละลักเอ่ยชวนเพื่อกู้สถานการณ์ทันที“ฉะ...เชิญบอสร่วมงานกับพวกเราเลยครับ! พวกเราดีใจและยินดีมากจริงๆ ที่บอสให้เกียรติมาร่วมโต๊ะกับแผนกขายแบบนี้” พี่ต้นพูดยิ้มๆ พลางผุดลุกผุดนั่งอย่างประหม่า“ใช่ค่ะบอส ถือว่าเป็นเกียรติขอ
“ฟู่... น่ากลัวชะมัด ทำไมในห้องนั้นมันถึงได้หนาวเยือกเย็นขนาดนี้นะ อลิซไม่อยากจะเฉียดไปใกล้เขาอีกเลยจริงๆ” อลิซพ่นลมหายใจยาวเหยียดออกมาทันทีที่ประตูห้องท่านประธานปิดลง เธอพยายามปลอบใจตัวเองพลางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง เสียงบ่นอุบอิบที่หลุดออกมาตลอดทางช่วยพยุงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข
“ทำไมถึงพูดแบบ—อื้อออ!” คำประท้วงที่เหลือถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อมาร์ตินใช้มือหนาอีกข้างจับท้ายทอยของเธอไว้แน่นก่อนจะกระชากใบหน้าหวานลงมาปิดปากด้วยริมฝีปากร้อนจัดของเขาอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด! อือ..อืออ..” เสียงครางประท้วงในลำคอดังขึ้นแผ่วเบา ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ มือเล็กที่เคยพยายามผลัก
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…’อลิซนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังนุ่ม เธอหันไปมองร่างสูงโปร่งข้างกาย มาร์ตินโน้มตัวลงซบหน้าหลับคาพวงมาลัยไปเสียดื้อๆ ราวกับถ่านหมดกะทันหัน ทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีก่อนเขายังเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานมาถึงที่นี่อย่างคล่องแคล่ว “เมื่อกี้...ยังขับรถมาได้อยู่เลยไม่ใช่เหรอคะ” เธอพึมพำ







