LOGINจินหว่านเองก็พอจะมองออกถึงความปรารถนาของนาง แต่นางยังเป็นเด็กเพียงสิบหนาวจึงทำได้เพียงนั่งกินของว่างแล้วจับตาดูต่อไป
“พี่ใหญ่เล่า อาจิ้นบอกว่าเขากลับมาแล้วมิใช่หรือ” นั่นไง สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากถามออกมา
“ท่านพี่มีงานมากนัก ยามนี้คงจัดการงานอยู่ในห้องตำรา น้องสะใภ้มีเรื่องใดอยากบอกหรือ บอกข้าก็ได้เหมือนกัน”
“ได้อย่างไรเล่าเจ้าค่ะ อาอี้นางมาพักอยู่ในตระกูลชุยอย่างไรก็ต้องบอกกล่าวพี่ใหญ่เอาไว้เสียหน่อย ข้าจึงพานางมาให้พี่ใหญ่เห็นหน้า ไว้ต่อไปพบหน้ากันจะได้ทักทายกันได้ถูก”
“หึหึ เรื่องของบ้านรองพวกเจ้าไม่ต้องมาบอกบ้านใหญ่หรอก อย่างไรก็แยกบ้านกันแล้ว แขกของเจ้า เจ้าดูแลให้ดีเถิด” ไป๋ซื่อยิ้มเย็นออกมา นางจะไม่รู้ว่าหวงซื่อกับฟู่ซื่อคิดสิ่งใดได้อย่างไร
ชุยเซียวไม่มีอนุหรือสาวใช้ห้องข้างในจวนสักคน หากนางโชคดีเข้าตาชุยเซียวเข้า ต่อไปอาจจะช่วยพูดให้ความสัมพันธ์บ้านใหญ่กับบ้านรองดีขึ้นก็ได้
จินหว่านเม้มปากกลั้นหัวเราะกับคำพูดของมารดา ถึงจะถูกเลี้ยงดูจากตระกูลบัณฑิตของบ้านท่านตา แต่ฝีปากของมารดาก็นับว่าสามารถทำให้คนกระอักเลือดออกมาได้
“ไหนๆ ก็มาแล้ว อย่างไรก็แนะนำไว้สักหน่อยเถิด” หวงซื่อยังไม่ลดความพยายาม ฟู่ซื่อเหลือบมองไป๋ซื่ออย่างสนใจ สตรีใบหน้างดงามทั้งท่วงท่าที่สง่างาม นางไม่มีสิ่งใดเทียบได้ คำพูดที่ออกมาจากปากก็ดูล่วงรู้ถึงแผนการของพวกนางไปเสียทั้งหมด แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว นางจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด ชุยเซียวเป็นถึงเสนาบดีกรมการคลังอายุก็ยังไม่มาก หวงซื่อยังบอกอีกว่าตัวเขาทั้งรูปงามและสง่าผ่าเผย หากนางต้องเป็นอนุสู้หาหนทางเข้าตระกูลชุยให้ได้เสียดีกว่า
“อาสะใภ้รองไม่ต้องเสียเวลารอท่านพ่อแล้วขอรับ เมื่อครู่ใต้เท้าหยวนเพิ่งจะเดินทางมาพบท่านพ่อเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องงาน ดูท่าอีกนานกว่าจะปลีกตัวออกมาได้” ชุยจิ้นสบตากับจินหว่านก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างนาง
“เอ่อ...เช่นนั้นไว้ข้าน้อยมาใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ” ฟู่ซื่อก้มหน้าลงราวกับถูกรังแกเสียเต็มที่
หวงซื่อเมื่อเห็นว่า ต่อให้นั่งอยู่ก็ไม่รู้ว่าชุยเซียวจะจัดการเรื่องงานเสร็จเมื่อใดก็พาฟู่ซื่อเดินกลับไปที่บ้านรองด้วยกัน
“เหอะ หวงซื่อนี่อย่างไร ดูเหมือนนางอยากจะหาทางยัดคนเข้ามาในจวนของข้าเสียจริง” ไป๋ซื่อยกชาขึ้นดื่มเพื่อดับอารมณ์ขุ่นมัว
“ท่านแม่ อย่าได้มีโทสะเลยขอรับ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง” ดวงตาชุยจิ้นเปล่งประกายออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ จินหว่านที่เห็นเช่นนั้นก็นึกสนุกตามไปด้วย นางเพียงแค่นั่งรอชมก็พอแล้ว
“เจ้าจะทำอันใด แล้วใต้เท้าหยวนมาพบพ่อเจ้าจริงหรือไม่” นางไม่รู้เรื่องที่ใต้เท้าหยวนมาที่จวน
“มาจริงขอรับ เสี่ยวเซาบ่าวของท่านพ่อ ไปรอรับที่หน้าจวนแล้วพาไปที่ห้องตำราทันที ท่านแม่ไม่รู้เรื่องก็ไม่แปลก”
“อืม น่าจะบอกสักคำแม่จะได้จัดหาของว่างให้”
“ท่านแม่ไปดูแลท่านพ่อเถิด เรื่องในวันนี้ท่านก็ไม่ต้องบอกท่านพ่อ อย่างไรก็ไม่สำคัญ”
“ได้” ไป๋ซื่อพยักหน้ารับ ก่อนจะพาสาวใช้ออกไปดูความเรียบร้อยของสามีแทน
ชุยจิ้นมิได้บอกจินหว่านว่าเขาคิดจะจัดการหวงซื่อกับฟู่ซื่อเช่นใด แต่นางเชื่อว่าพี่ชายของนางจะจัดการได้อย่างดี นางจึงนั่งรออยู่ภายในเรือนของนางอย่างสบายใจ
รอเพียงสองวันเท่านั้น เสี่ยวผิงก็วิ่งเข้ามาในเรือนเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทันที เสียงทะเลาะของบ้านรองดังจนไม่อาจปกปิดสิ่งใดได้ แม้ไม่ได้แอบฟังอย่างไรบ่าวที่บ้านใหญ่ต่างก็ได้ยินทุกคำพูดของหวงซื่ออย่างชัดเจน
เสี่ยวผิง เล่าอย่างออกรสชาติว่า หวงซื่อจับได้ว่าฟู่ซื่อกับชุยหมิ่นมีสัมพันธ์สวาทกัน เสียงก่นด่าว่าฟู่ซื่อเป็นนางจิ้งจอก สุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่องดังก้องไปทั่วบ้านรอง ฟู่ซื่อก็ไม่ยอมแพ้นางตอบโต้กลับอย่างถึงพริกถึงขิง เรื่องที่ชุยหมิ่นเป็นฝ่ายเข้าหานางเช่นใด แม้นางจะปฏิเสธแล้วแต่เขาพึงใจในตัวนาง ทั้งยังรับปากว่าจะเลี้ยงดูอย่างดี นางจึงได้ยินยอมพร้อมใจ
แต่ความเป็นจริงแล้ว เรื่องมิได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด ฟู่ซื่อเองก็ไม่รู้เช่นกันว่านางกับชุยหมิ่นเกิดเรื่องใดขึ้น ตื่นขึ้นมา นางก็พบว่าบนเตียงนอนของนางมีร่างเปลือยเปล่าของชุยหมิ่นกอดรัดนางไว้อย่างแน่นหนา ยังไม่ทันจะได้ปลุกชุยหมิ่นขึ้นมาสอบถาม หวงซื่อก็เข้ามาตบตีนางเสียแล้ว
ชุยหมิ่นเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แม้รูปร่างและใบหน้าของฟู่ซื่อจะมิได้น่าเกลียดแต่ก็ไม่ใช่สตรีเช่นที่เขานึกชอบ เมื่อคืนเขาคิดจะไปห้องของอนุอีกคน อาจจะเป็นด้วยความเมาจึงทำให้เข้าห้องผิด แต่ผิดอย่างไรก็ไม่น่าจะปล่อยตัวปล่อยใจจนเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น แล้วเขาก็ยังไม่ได้ยินเสียงของฟู่ซื่อร้องห้ามอีกด้วย
“คุณหนูจะออกไปดูหรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมต้องไป” ดวงตาของนางระยิบระยับชวนมอง เสี่ยวผิงรีบช่วยจินหว่านเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะพากันเดินไปที่บ้านรอง
ยามนี้บ้านใหญ่ทั้งหมดต่างก็มารวมตัวกันที่บ้านรองแล้ว ชุยจ้านเป็นคนที่มาตามชุยเซียวไปห้ามบิดามารดาและฟู่ซื่อที่กำลังตบตีกันอย่างวุ่นวาย หูซื่อเองก็ทนมองไม่ได้เกือบจะเป็นลมเสียหลายหนแล้ว บ่าวจึงได้ประคองนางเข้าไปพักอยู่ในเรือน แต่เสียงทะเลาะวิวาทก็ยังดังเข้าไปกวนใจนางจนลมเกือบจะตีขึ้นมาอยู่หลายหน
ชุยจิ้นเมื่อเห็นจินหว่านเดินเข้ามาแล้ว เขาก็รีบเดินเข้ามาดึงน้องสาวไปหลบอยู่ด้านหลัง ด้วยไม่อยากให้เห็นสภาพของบ้านรองที่เละเทะไม่ชวนมอง
“เจ้ามาทำไม”
“ข้าเองก็อยากจะเห็นเรื่องสนุกเช่นกัน”
“มันน่ามองเสียที่ไหน เจ้ากลับไปก่อน ไว้พี่จะไปหาเจ้าที่เรือน”
“ให้ข้าอยู่ต่ออีกหน่อยเถิดนะท่านพี่” จินหว่านจับแขนของชุยจิ้นเขย่าอย่างออดอ้อน เมื่อเจอดวงตาที่กลมโตราวกับลูกกวางน้อยจ้องมองอย่างมีความหวังเช่นนี้ ผู้เป็นพี่ชายที่รักและตามใจน้องสาวจึงยอมปล่อยให้นางอยู่ชมเรื่องสนุกต่ออีกหน่อย
“หลบอยู่ด้านหลังพี่” เขายังไม่วางใจ ด้วยกลัวว่าหวงซื่อจะเกิดบ้าขึ้นมาอีกครั้ง
ฟู่ซื่อเพิ่งจะได้เห็นหน้าชุยเซียวเป็นครั้งแรก เมื่อเห็นรูปลักษณ์ระหว่างสองพี่น้องที่แตกต่างกันไม่น้อย ใจก็นึกเสียดายขึ้นมา หากได้เป็นอนุของชุยเซียวนางไม่ต้องตบตีกับอนุหรือสาวใช้ข้างห้อง ทั้งยังมีฮูหยินที่ดูจะไม่ร้ายกาจเช่นหวงซื่อให้รับมือได้ง่ายนางก็ยิ่งเสียดาย แววตาที่จ้องมองหวงซื่อจึงโกรธแค้นมากกว่าเดิม ใบหน้าที่คิดว่างดงามมาโดยตลอดถูกตบเสียจนบวมเหมือนหมู พอเห็นสายตาเย็นชาของชุยเซียวที่มองมา นางก็อยากจะเข้าไปข่วนหน้าหวงซื่ออีกสักสองแผล
หวงซื่อก็ไม่ได้ดีไปกว่าฟู่ซื่อเลย ใบหน้าของนางแม้จะไม่บวมเป็นหัวหมู แต่ก็มีรอบเล็บที่ฟู่ซื่อฝากไว้หลายรอย ไหนจะผมที่หลุดลุ่ยจนไม่น่ามองอีก
“น้องสะใภ้ แม่นางฟู่ พวกเจ้าไปแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนดีหรือไม่” ไป๋ซื่อทนมองดูไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เด็กรุ่นหลังต่างก็มาอยู่กันครบแล้ว
“ท่านมายุ่งอันใดด้วย!!!” หวงซื่อตวาดใส่หน้าไป๋ซื่ออย่างไม่เกรงใจ
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







