LOGINส่วนจินหว่าน ตอนนี้นางยังเป็นแค่เด็กน้อยวัยสิบหนาว จะจัดการนางตอนไหนก็ยังได้ เมื่อชาติก่อนก็วางแผนจัดการนางจนสิ้น แต่ไม่คิดว่า เมื่อนางจับจินหว่านวางยาอ่อนแรงแล้วยัดใส่เกี้ยวมอบให้หลี่หรงฝู จ้าวตงหยุนที่แต่งนางเข้ามาจะหมางเมินนางในระยะเวลาไม่กี่เดือน ทั้งยังพาสตรีที่มีใบหน้าคล้ายจินหว่านเข้าเรือนไม่หยุด ต่อให้เหมือนเพียงแค่ส่วนเดียวหรือความชอบสตรีนางนั้นเหมือนจินหว่าน จ้าวตงหยุนก็รับเข้ามาทั้งหมด
แต่ในชาตินี้ไม่เหมือนกัน นางได้ย้อนเวลากลับมา จะต้องตามหาจ้าวตงหยุนเพื่อให้เขาพึงใจต่อนางก่อน ต้องทำให้เขาไม่อาจพบเจอจินหว่านเลยสักหน นางจะต้องเป็นฮูหยินตราตั้ง สตรีของจ้าวตงหยุนที่ต่อไปจะได้ขึ้นเป็นถึงราชเลขาคนสนิทของฮ่องเต้ จ้าวตงหยุนได้เป็นราชเลขาจริงหรือเท็จก็ยังไม่รู้ ด้วยเป็นคำพูดของจ้าวตงหยุนที่หลี่หรงฝูจะมอบให้เขาเท่านั้น แต่จินหร่วนมิได้อยู่เห็นความสำเร็จนั้น หลังจากนางคลอดบุตรคนที่สองก็ถูกอนุภายในจวนลอบทำร้าย จนถึงแก่ความตาย พอลืมตาขึ้นมานางก็พบว่าได้ย้อนเวลากลับมาเสียแล้ว
จินหว่านเมื่อกลับถึงจวนก็แยกย้ายกับบิดามารดาแล้วพาชุยจิ้นไปพูดคุยที่เรือนของนาง
“ท่านพี่ เก็บกวาดเรียบร้อยหรือไม่” ทุกคนในจวนดูจะละเลยเหตุผลที่ชุยหมิ่นเข้าห้องของฟู่ซื่อไปเสียหมด ตอนนี้ชุยหมิ่นอาจจะยังไม่สงสัย แต่เมื่อใดที่เขาได้สติจะไม่ตรวจสอบเรื่องนี้เลยหรือ
“เจ้าไม่ต้องห่วง พี่ลงมือย่อมไม่อาจให้ผู้ใดจับได้” จินหว่านพยักหน้ารับอย่างวางใจ นางไม่สงสัยฝีมือของพี่ชาย เพียงแค่อยากได้คำยืนยันอีกครั้งเท่านั้น
“ท่านพี่ ข้าว่าท่านจับตาดูน้องหญิงรองหน่อยก็ดี สายตาที่นางมองพวกเราเมื่อครู่แตกต่างไปจากเดิม” จินหว่านก็ตอบไม่ได้ว่าแตกต่างไปเช่นใด แต่ไม่เหมือนแววตาของจินหร่วนที่มองนางก่อนหน้านี้ แม้จะอิจฉาหรือโกรธแค้น นางจะต้องโวยวายออกมาในทันที ไม่เก็บอารมณ์มองบิดามารดาทะเลาะกันเช่นในวันนี้แน่
“มีอันใด ข้าก็เห็นว่านางเป็นเหมือนเช่นเดิม” ชุยจิ้นยกชาขึ้นดื่มอย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เหมือน ท่านไม่เห็นหรือว่านางไม่ได้โวยวาย ทั้งยังไม่ได้ร่วมวงกับอาสะใภ้ทุบตีฟู่ซื่ออีกด้วย”
มือของชุยจิ้นที่กำลังจะวางแก้วชาชะงักไปครู่ เขาเองละเลยท่าทีของบุตรในเรือนอารองจริงๆ หากเป็นเมื่อก่อนจินหร่วนย่อมต้องช่วยมารดาลงมือกับฟู่ซื่อเช่นที่น้องสาวบอกแน่นอน
“เจ้ามีความเห็นเช่นใด”
“ข้าว่า...นางอาจจะฝันเห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับข้า” นี่เป็นสิ่งที่จินหว่านสงสัยว่าจินหร่วนคงย้อนกลับมาได้เช่นเดียวกับนาง ว่าแต่...เหตุใดถึงปล่อยให้ตระกูลชุยแยกบ้านทั้งที่ไม่เป็นผลดีกับนาง หากบอกว่าย้อนกลับมาที่หลังก็พอจะฟังขึ้น แต่หากนางไม่ได้ย้อนกลับมาเลยเล่า อาจจะเป็นที่จินหว่านคิดผิดไปเอง
“หากเจ้ากังวล พี่จะส่งคนคอยจับตาดูนางให้ วันนี้ไม่มีสิ่งใดแล้วเจ้าพักผ่อนเถิด”
“เจ้าค่ะ” จินหว่านลุกส่งพี่ชายที่หน้าประตูห้องเท่านั้น นางไม่ได้ตามออกไปส่งยังมีเรื่องที่ให้คิดอีกมาก
บ้านรองช่วงนี้ไม่อาจสงบได้ หากไม่มีเสียงก่นด่าของหวงซื่อ ก็เปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้ของนางแทน จินหร่วนเองก็เบื่อที่ต้องวิ่งไปปลอบใจมารดาแล้ว ในเมื่อนางไม่คิดเผื่อทุกคนในจวนตนเองที่เป็นบุตรสาววันหนึ่งจะต้องแต่งออกไปย่อมต้องหาหนทางเอง
ร้านค้าที่อยู่ในมือของหวงซื่อเป็นเพียงร้านขายเครื่องปั้นดินเผา ร้านผ้าขนาดเล็กและร้านขายข้าวสาร จินหร่วนที่เป็นคนสองภพมาก่อน นางจึงไปอ้อนวอนขอร้านผ้ามาจากมารดาเพื่อคิดจะหาเงินเพิ่มจากร้านนี้ให้ได้ หวงซื่อจะเชื่อใจบุตรสาววัยสิบหนาวได้อย่างไร จินหร่วนก็คิดถึงข้อนี้แล้วเช่นกัน นางจึงเตรียมแบบร่างมาให้มารดาได้เห็นกับตาตนเอง
“เจ้าวาดออกมาได้อย่างไร” นางมองแบบร่างในมืออย่างไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นฝีมือของบุตรสาวนาง
“ยามนี้ข้าเห็นว่าสิ่งที่ท่านแม่ต้องการคงไม่แคล้วเป็นเรื่องเงิน จึงตั้งใจเก็บตัวฝึกวาดแบบร่างอยู่ในเรือน ทางด้านนั้นจะเป็นเช่นใดก็ปล่อยให้นางชูคอไปก่อนเถิด ท่านจะจัดการนางไม่ได้เลยหรือไร” นางปรายตามองมารดาอย่างดูแคลน
หวงซื่อเมื่อถูกสายตาและคำพูดของบุตรสาวพูดถูกจุดนางก็สะอึกไปเหมือนกัน ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้ามาชื่นชมบุตรสาวไม่ขาดปาก
“ท่านแม่ ส่วนแบ่งจากการขายท่านต้องให้กำไรข้าสามส่วน หากไม่เป็นเช่นนั้นข้าจะไม่ยอมวาดแบบให้ท่านอีก”
“สี่ส่วนยังได้ ขอเพียงเจ้าวาดแบบร่างออกมาได้มากพอ”
“สี่ส่วน ได้” รอยยิ้มของหวงซื่อแข็งค้างไป นางเพียงพูดเอาใจบุตรสาวเท่านั้นไม่คิดว่านางจะรับไว้จริงๆ แต่ช่างเถิด อย่างไรจินหร่วนก็เป็นบุตรสาวนางมีความคิดเฉลียวฉลาดเช่นนี้คงได้มาจากนางแน่
หวงซื่อ หยุดสนใจนางจิ้งจอกฟู่ซื่อทันที นางหันไปสนใจเพิ่มเงินเข้าถุงเงินแทน สองแม่ลูกวางแผนจัดการร้านผ้ากันอยู่นาน ยิ่งจินหร่วนต้องการปรับปรุงร้านใหม่ หวงซื่อก็แทบจะร้อนใจเมื่อเห็นเงินไหลออกอย่างกับน้ำ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของบุตรสาวที่จะได้รายรับเพิ่มมากกว่าที่เสีย นางก็ยอมกลืนเลือดลงคอไป
ความเคลื่อนไหวทางบ้านรองย่อมมาถึงหูของสองพี่น้องบ้านใหญ่ในเวลาไม่ช้า ชุยจิ้นยังมีความไม่เชื่ออยู่ในแววตาว่าจินหร่วนจะมีความสามารถมากเพียงนั้น แต่พอนึกถึงคำพูดของน้องสาวที่บอกว่า จินหร่วนอาจจะเห็นภาพฝันล่วงหน้าเช่นเดียวกับนาง เขาก็ร้อนใจขึ้นมาในทันที
“ปล่อยให้นางสร้างชื่อเสียงไปเถิด สิ่งที่นางทำมิใช่ผลงานของนาง เจ้าของย่อมตามมาทวงคืนเป็นแน่” ดวงตากลมโตของจินหว่านไม่มีความกังวลอยู่ในนั้น นางเห็นแต่เพียงเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นแทน
“เจ้ารู้หรือว่าเจ้าของแบบร่างที่น้องหญิงรองนางวาดเป็นของผู้ใด”
“ย่อมรู้ คุณหนูห้ามู่ มู่เฟยหยา” คิ้วของชุยจิ้นขมวดอย่างไม่น่ามอง
มู่เฟยหยา ยามนี้มิใช่ว่านางมีพระราชทานสมรสกับองค์ชายใหญ่แล้วหรือ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นว่านางจะวาดแบบร่างออกมาวางขายแต่อย่างใด ด้วยแบบที่องครักษ์ของชุยจิ้นเข้าไปขโมยมาจากเรือนของจินหร่วน ทั่วทั้งเมืองหลวงยังไม่มีสตรีใดตัดออกมา
“แต่ว่า...แบบนี้ ยังมิได้ออกว่างขายเลยมิใช่หรือ”
“ใช่แล้ว แต่คงอีกไม่นาน” จินหว่านยกชาขึ้นดื่มอย่างสบายใจ
เหตุการณ์ในภพที่แล้ว คงอีกไม่กี่วันเสื้อผ้าของตระกูลมู่ก็คงจะเปิดตัว เพื่อสร้างชื่อเสียงให้มู่เฟยหยาเพิ่มขึ้น นางตัดเย็บออกมาเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น ร้านของจินหร่วนต่อให้รีบตัดเย็บออกมาอย่างไรก็เปิดตัวไม่ทันอยู่ดี เรื่องนี้จินหว่านก็เล่าให้ชุยจิ้นเข้าใจอีกด้วย
“เช่นนั้น...พี่จะช่วยเร่งให้ตระกูลมู่เปิดตัวเร็วขึ้น” ดวงตาของชุยจิ้นเปล่งประกายออกมา
หากบ้านรองไม่คิดร้ายกับบ้านใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ตัวเขาที่เป็นบุรุษทั้งยังเป็นบัณฑิตมีชื่อเสียงจะยอมลดตัวไปกวนน้ำให้ขุ่นเพื่ออันใด
“ท่านพี่เรื่องเร่งเปิดตัวของตระกูลมู่ท่านไม่ต้องกังวล อีกเรื่องที่ต้องรบกวนท่าน” นางช้อนสายตาขึ้นมองชุยจิ้นอย่างมีความหวัง สายตาเช่นนี้ของน้องสาวชุยจิ้นจะไม่รับปากได้อย่างไร
“เรื่องของเจ้าจะเป็นการรบกวนไปได้อย่างไร” ไม่ว่าชาติที่แล้วหรือชาตินี้ พี่ชายของนางก็พร้อมที่จะช่วยนางลงเรือลำเดียวกับนางไปทุกเรื่อง หากไม่มีแผนการของจินหร่วนที่ทำให้พี่ชายของนางมัวหมอง ท่านแม่ตรอมใจนางก็คงยังมีครอบครัวช่วยเหลืออยู่
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







