Mag-log inการอดหลับอดนอนและร่างกายที่อิดโรยจากการโหมทำงานหามรุ่งหามค่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของเรนอ่อนแอไม่น้อย และเพิ่งจะมารู้ตัวเอาก็วันนี้ ภายใต้ความคับแคบท้ายรถ นอกจากกลิ่นอับชื้นและมวลอากาศที่แสนบางเบา ยังมีละอองฝุ่นเล็กๆ ที่เขาสูดเข้าปอดไปเต็มๆ ไม่นานก็ไอแล้วสำลักไม่หยุด เลือดกำเดากำลังไหลออกทางโพรงจมูกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเป็นตัวส่งสัญญาณว่าร่างกายของเขากำลังย่ำแย่
“ไม่ทันถึงมือนาย มึงก็ออกอาการขนาดนี้แล้ว” ไม่รู้ว่ามาถึงจุดหมายตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกทีเรนก็ถูกชายคนเดิมกระชากร่วงลงจากท้ายรถ
“แค่กๆ” เล่นยังคงสำลักน้ำลายตัวเองเป็นว่าเล่น กลิ่นคาวของเลือดกำเดาหยดอยู่ที่ปลายจมูก แม้จะปาดออก ก็ยังหยดลงพื้นราวกับน้ำกระฉอก”
“ให้มันไปเจอนายในสภาพนี้กูว่าไม่ดีแน่ เป็นโรคอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ พวกมึงเอามันไปไว้ที่ห้องใต้ดินดีกว่า เดี๋ยวกูไปตามนายมาให้เอง” เรนจับใจความได้ว่าชายคนที่พูดชื่อ ‘สิงห์’ เพราะเขาเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง สิงห์บอกคนอื่นแบบนั้นก่อนที่จะแยกตัวเดินไปอีกทาง
เสียงของคนคุยกันดังพอที่จะทำให้เรนได้ยินทุกอย่าง ร่างกายของเขากำลังสั่นเทาอย่างที่ควบคุมไม่ได้ แม้แต่จะอ้าปากต่อเหมือนก่อนหน้าก็ดูจะยากลำบาก
ร่างของเขาถูกลากไปเหมือนกระสอบทราย แผ่นหลังถูไปกับพื้น จากพื้นราบเรียบสู่ขั้นบันได ทีละขั้นๆ จนกระทั่งถึงห้องใต้ดินที่ว่า
“เบาๆ ดิไอ้ห่า ขืนมันตายขึ้นมา มึงได้กินตีนนายแทนแน่ นายบอกให้จับเป็นนะไม่ใช่จับตาย”
“มันไม่ตายหรอกน่ะ อย่าไปหลงหน้าตามันเชียว แห้งๆ แบบนี้แหละแต่พิษสงรอบตัว เสียดายว่ะ ใช้หน้าตาผิดที่ผิดทางซะแล้วมึง”
สภาพของเรนนอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้น ดวงตาของเขาพร่ามัวแม้แต่เสียงก็ได้ยินไม่ถนัด ก่อนทุกอย่างจะมืดมิดลง
ซ่าาาาาา
ลืมตามาอีกทีเขาก็อยู่ในสภาพเปียกชุ่ม ห้องใต้ดินแห่งนี้ดูเหมือนจะมีความชื้นมากกว่าท้ายรถร้อยเท่า แค่ตัวถูกน้ำร่างกายของเขาก็เหมือนจะช็อกให้ได้ ร่างกายก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เรนได้แต่สงสัยว่าเขาไปทำอะไรให้คนพวกนี้ แต่พอชื่อของคนรู้จักถูกเอ่ยถึงก็เริ่มเข้าใจ
“มันแสดงละครเก่งครับนาย แต่ที่เรารู้มามันคือเด็กไอ้ฟรานซ์เพื่อนไอ้จินไตย์ครับ”
ฟรานซ์? เขาเนี่ยนะจะเป็นเด็กพี่ฟรานซ์ นั่นมันเพื่อนพี่ชายเขาต่างหาก ร้อยวันพันปีจะได้เจอที โยงกันไปได้ไง
“ออกไปก่อน”
“ครับนาย”
เสี่ยงทุ้มต่ำในลำคอฟังแล้วเย็นยะเยือก หลังจากที่ปรับโฟกัสสายตาได้ สิ่งแรกที่เรนทำก็คือเพ่งมองไปยังบุคคลชุดดำเบื้องหน้า ร่างสูงใหญ่ยืนปรายตามมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ กรอบใบหน้าทั้งหูตาจมูกที่ได้สัดส่วนกลับชวนให้เรนมองอีกฝ่ายอย่างไม่ละสายตาเช่นกัน
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เรนได้เจอ ตอนเด็กเขาเคยถูกลักพาตัวอยู่บ่อยครั้ง ถ้าไม่ถูกแกล้งพาตัวไปขังไว้ในที่ลับตาคน ก็ถูกพาไปปล่อยที่ไหนสักที่ในป่า และทุกครั้งเขาก็พาตัวเองกลับออกมาได้แม้จะบาดเจ็บบ้างก็ไม่ตาย ครั้งนี้ก็เลยแค่คิดมันคงไม่ต่างกัน
“อลัน?” เสียงที่เปล่งออกมานั้นค่อนข้างแผ่วเบาจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตั้งใจเรียกเขาหรือว่าเผลออุทานออกมากันแน่
“ผมไม่ใช่อลัน คุณเป็นใคร พวกรับจ้างทวงหนี้เหรอ” เรนไม่ได้คิดจะล้อเล่น เขาเพียงแต่เดาสุ่มไปเรื่อยจากพฤติกรรมคนพวกนี้ เบื่อเต็มทนที่จะต้องคอยแก้ชื่อตัวเอง
อีกฝ่ายขยับตัวเล็กน้อยไม่ได้ตอบคำถามของเรน หากแต่ย่อตัวลงขยุ้มกลุ่มผมรั้งขึ้นจนเรนต้องยืดคอตาม ใบหน้าของเขาเหยเกเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความตกใจ
“จะบอกว่าคนของฉันทำงานพลาดงั้นสิ”
“ถ้าสายของคุณบอกว่าผมคืออลัน งั้นเขาควรถูกไล่ออก” เรนโต้ตอบทั้งที่ปากเริ่มสั่นจากน้ำเย็นที่ถูกสาดเข้าในในตอนแรก เขาไม่ได้ถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้เลย แต่กลับทำได้เพียงพยุงตัวเองเอาไว้ไม่ให้หน้าคะมำลงพื้นแค่นั้นราวกับเรี่ยวแรงที่มีมันหายไปหมด
“หืม สายงั้นเหรอ ฉันควรจะเรียกนายแบบนั้นมากกว่า” อีกฝ่ายเลิกคิ้วครางเสียงต่ำในลำคอ ยอมปล่อยมือออกจากเส้นผมของเรน เปลี่ยนมาเชยคางของเจ้าตัวก่อนจะบีบแก้มจนบุ๋มลงไปตามช่องปาก “พวกหนูสกปรกถ้ามันเข้าผิดที่ก็ต้องถูกกำจัด”
กริ๊ก!
อีกแล้ว ดูเหมือนอีกฝ่ายจะชักปืนออกมาควงเล่น คนพวกนี้มันเป็นบ้าอะไรกัน เอะอะก็ขู่ฆ่ากันลูกเดียว
“พูดบ้าอะไรของคุณ” เรนเค้นคำตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง พยายามจะปัดมืออีกฝ่ายออก แต่แม้แต่แรงสะบัดหน้ายังไม่มี ทำได้แค่เถียงสู้เท่านั้น “ผมไปทำอะไรให้คุณ มีอะไรก็พูดมาตรงๆ อย่าทำเหมือนตัวเองมีอำนาจเหนือกฎหมายแล้วจะทำอะไรใครก็ได้” เรนเห็นภาพนี้มานักต่อนัก ทั้งพ่อและพี่ชายต่างก็พกปืนกันทุกคน ขนาดในเวลาปกติยังยกปืนขึ้นมาเล็งที่เขาราวกับนึกสนุก แค่นี้ไม่ได้ทำให้เขากลัวเลย
“รู้รึเปล่าว่าของที่นายถือเข้าร้านเป็นของผิดกฎหมาย”
“คุณรู้เหรอว่าของในกล่องนั่น...คืออะไร”
“นายถือมาเองกับมือมาถามอะไรฉัน”
“หึหึ” กลับเป็นเรนเองที่หัวเราะออกมาจนอีกฝ่ายเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ยังคงปาดเอาคราบเลือดกำเดาที่เพิ่งจะหยุดไหลไปออกอย่างไม่รีบร้อน “มันก็แค่ตุ๊กตาหมีใส่คำพูดบอกรักตัวหนึ่งเอง ดูท่าคุณอาจจะต้องไล่ตัวเองออกด้วยละมั้งครับ...นาย”
ร่างสูงไม่ได้แสดงท่าทีตกใจ ท่าทีของเขายังคงนิ่งเฉย มีเพียงสายตาที่กำลังจดจ้องเรนแล้วเลือกจะปล่อยมือจากแก้มนิ่ม ขายาวสาวเท้าไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่วางกล่องของขวัญนั่น แล้วกระตุกปลายริบบิ้นเล็กน้อย ก็เปิดกล่องได้แล้ว
ด้านในเป็นตุ๊กตาหมีจริงๆ และมันก็พูดได้เพียงแค่กดปุ่มที่กลางลำตัวด้านหลัง
รักนะคะคนดี
เรนคิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ถึงได้หาของมาเปลี่ยนไส้ใน พี่ชายของเขาไม่ใช่คนซื่อตรงและพร้อมจะเสียสละทุกอย่างเพื่อความต้องการของตัวเอง และตอนนี้จินไตย์คงพร้อมที่จะสละชีวิตของเขาเต็มที ถึงได้เอาผงวิเศษสีขาวยัดไว้ในกล่องนั่น
แอรอนโยนตุ๊กตาตัวนั้นลงกล่องดังเดิม ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจมันอีกแล้ว แต่หันหลังกลับเดินมายังตรงที่เรนประคองตัวเองนั่งอยู่ ก่อนที่เขาจะเตะเข้าที่กลางลำตัวของเรนอย่างแรงจนตัวกระตุก
อั่ก....!
เรนขดตัวกุมท้องไว้สำลักน้ำลายตัวเองตาแทบจะถลนออกจากเบ้า ความเจ็บนี้สะเทือนทั่วร่างใจจะขาดให้ได้
“ไอ้บ้าเอ๊ย! แค่ก ๆ เตะมาได้ ไม่ได้ดั่งใจ แค่ก...แล้วก็ลงไม้ลงมือ อึ่ก....ลูกน้องเป็นแบบไหน นายมันก็แบบนั้นสินะ” เขาพูดขณะที่ไอจนเสียงแตก
“แผนสกปรกของคนอย่างจินไตย์ทำไมฉันจะไม่รู้ ของนั่นอยู่ที่ไหน” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบแต่การกระทำไม่ใช่เลย
“จับผิดคนแล้วยังไม่คิดจะขอโทษกันหน่อยเหรอ มาจับกระทั่งคนส่งของขวัญแล้วคิดจะยัดความผิดให้กัน แบบนี้น่ะเหรอที่ขาวสะอาด คุณมันก็สกปรกพอกัน”
“ฉันไม่เคยว่าตัวเองขาวสะอาด แต่ก็ไม่คิดจะใช้วิธีสกปรกแบบที่พวกนายทำ”
“พวกงั้นเหรอ ผมไม่ใช่พวกใครทั้งนั้นแหละ คุณต่างหากที่กำลังทำเรื่องสกปรกอยู่ เลิกยัดเยียดความผิดให้คนอื่นได้แล้ว”
“นายนี่น่าสนใจดีนะ ไม่ค่อยเห็นใครปากดีทั้งที่รู้ว่าตัวเองจะโดนอะไร”
“ไอ้พวกบ้าอำนาจ เห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลา คนอย่างคุณก็ไม่ต่างอะไรจากไอ้พี่ชายเฮงซวยของผมนักหรอก...แค่กๆ...”
“พี่ชาย? นายหมายถึงจินไตย์น่ะเหรอ”
“หึ ก็นับว่าฉลาด โอ๊ย!...” ฝ่ามือที่วางแนบพื้นถูกบดขยี้ด้วยรองเท้าหนังเงาวับ คราวนี้เรนรีบกัดฟันก้มหน้า กลืนเอาเสียงที่กำลังเล็ดรอดออกมาลงคอ จะให้พวกมันเห็นความอ่อนแอของเขาไม่ได้ ในเมื่อเขาเลือกแล้วที่จะไม่โยนชีวิตตัวเองให้อยู่ในกำมือใครอีก
“ไม่ยักรู้ว่าไอ้จินไตย์มีน้องชาย” สิงห์เอ่ยขึ้น หลายคนในนั้นก็ล้วนแต่คิ้วขมวดเป็นปม
ไม่แปลกเลยที่จะไม่มีใครจดจำเรนในฐานะลูกชายคนเล็กของตระกูลวินิชวาณิชย์ ตระกูลการเมืองที่มีอิทธิพลสูงในท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า ‘บ้านใหญ่’ เพราะเขาไม่ได้ใช้นามสกุลฝั่งพ่อ แต่เป็นนามสกุลฝั่งแม่ ‘อนัยเรช’ ซึ่งไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหน วินิชวาณิชย์จะออกตัวแทนเสมอ สถานะเรนของจึงไม่ต่างอะไรจากคนนอก
“นายคิดจะใช้ชื่อมันขู่ฉันรึไง”
“ผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อเขาเลยสักคำ จะเอามาใช้ขู่คุณได้ยังไง หึ จะทำอะไรก็ทำสิ มัวแต่พล่ามอยู่ได้”
พูดดีด้วยก็เท่านั้น เรนเติบโตมาในครอบครัวที่สอนเขาให้เอาตัวรอดเองมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะอ้อนวอนถ่วงเวลาไปก็เสียเวลาเปล่า ไม่มีใครมาช่วยเขาอยู่แล้ว เป็นหรือตายก็อยู่ที่ตัวเขาอยู่ดี ถึงลึกๆ จะอยากมีชีวิตอยู่ แต่ไอ้ร่างกายเวรนี่กลับไม่มาไม่เอาไหนตอนนี้เสียได้
อึ่ก...อ่อก....
จังหวะนั้นเองที่เขาเริ่มกุมหน้าอกแล้วกระอักเลือดออกมา ของเหลวสีแดงฉานนองอยู่ที่พื้น เรนเริ่มหายใจหอบถี่ ดวงตาพร่ามัว อาจเพราะร่างกายมาถึงขีดจำกัดแล้ว
วาระสุดท้ายของชีวิตคงมาถึงแล้ว เรนไม่ได้คิดจะร้องขอชีวิตให้ตัวเอง เขากลับเอ่ยสิ่งยั่วยุออกไปราวกับต้องการให้อีกฝ่ายเจ็บใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดสนิทลง
“แย่หน่อยนะที่คุณจะไม่ได้อะไรจากผม แต่คุณก็ไม่สมควรได้มันหรอก ไอ้พวกเฮงซวย”
เรนยังคงใจแข็งไม่ยอมกลับไปอยู่เพนต์เฮาส์ของแอรอน เขาเลือกที่จะอยู่คนเดียวเพื่อทบทวนอะไรหลายอย่าง การเลือกเส้นทางชีวิต หากก้าวพลาดแม้แต่นิดเดียว อาจทำสูญเสียตัวตนของตัวเองไปตลอดกาล และการไม่เป็นตัวของตัวเองนี่แหละที่น่ากลัว เรนไม่ต้องการแบบนั้น“คุณจะพาผมไปไหนอีกแล้ว วันนี้ผมจะไปสมัครงานนะ ไหนบอกจะส่งผมลงป้ายรถเมล์ตรงนั้นไง”พอเขาเริ่มเชื่อใจ แอรอนก็ทำแบบนี้อีกแล้วกว่าสองชั่วโมงที่แอรอนขับรถพาเขาออกนอกเส้นทาง ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ เรนโมโหจนไม่อยากคุยด้วย เขานิ่งเงียบไปตลอดทางรถยนต์แล่นเข้าสู่ตัวเมืองชายทะเลที่เงียบสงบ ลมพัดเอากลิ่นไอทะเลจางๆ เข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เรน นั่งมองทิวทัศน์ด้วยความสงสัย เขาไม่รู้ว่าแอรอนจะพาเขาไปไหน จนกระทั่งรถหยุดลงหน้าบ้านสวนหลังเล็กที่ดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา“ที่นี่ที่ไหนครับ” เรนถามพลางมองรั้วไม้ที่มีดอกไม้สีสดใสเลื้อยพันอยู่“ที่ที่ความดีของนายถูกเก็บรักษาไว้ไง” แอรอนตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มที่มุมปากที่เรนเริ่มจะคุ้นตาทันทีที่ก้าวลงจากรถ เสียงฝีเท้าเล็กๆ ก็วิ่งรัวมาตามทางเดินสั้นๆ ในสวน พร้อมเสียงเจื้อยแจ้วที่ทำให้หัวใจของเรนหยุดเต้นไปชั่วขณะ“พี่เรน
“เรน! กูนึกว่าจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้วนะ ไอ้หนวดนั่นมันชอบประชดกู ถามกี่ที่ก็ไม่ได้คำตอบอะไร โคตรกวนตีน” เซนต์เอ่ยเสียงใส ในสายตาของเรน เซนต์ดูดีขึ้นมากเทียบกับที่แยกจากกันคราวก่อน “ที่นี่ปลอดภัยมาก หมอก็มาดูอาการให้กูทุกวันจนหายดีแล้ว ต้องขอบคุณคุณบารมีที่ช่วยพวกเราไว้”ในขณะที่เรนกำลังคุยกับเซนต์ บารมี นายตำรวจตงฉินที่เป็นพันธมิตรกับแอรอนมาตลอดก็เดินเข้ามาในห้อง เรนรีบเดินเข้าไปหาเขาพร้อมพนมมือไหว้ด้วยความซาบซึ้ง“คุณบารมีครับ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยจัดการเรื่องเซฟเฮาส์และคอยดูแลพี่เซนต์กับคุณลุง ถ้าไม่มีคุณ แอรอนก็คงทำอะไรลำบากกว่านี้”บารมีชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะในลำคอ เขาเหลือบมองแอรอนที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่มุมห้อง ก่อนจะหันมามองเรนด้วยสายตาจริงจัง“เข้าใจผิดแล้วล่ะเรน” บารมีเอ่ยขึ้นพลางตบบ่าเรนเบาๆ “ผมเป็นแค่คนช่วยอำนวยความสะดวกเท่านั้นแหละ คนที่จัดการหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยที่สุด จ้างทีมอารักขานอกเครื่องแบบ 24 ชั่วโมง และออกค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้เพื่อนของคุณ คือแอรอนต่างหาก”เรนอึ้งจนพูดไม่ออก “แต่วันนั้น เขาบอกผมว่าเขาทำเพราะต้องช่วยคุณ”“เขาก็พูดไปงั้นแหละ เพราะกลัวว่าถ้านายรู้ว่า
เย็นวันนั้นอากาศในห้องเช่าค่อนข้างอบอ้าว เรนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดนอนตัวโคร่ง เขาชะงักเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของแอรอนนั่งอยู่บนม้านั่งหน้าห้องที่เดิมแต่สิ่งที่ทำให้เรนต้องขยี้ตาซ้ำ คือชุดที่แอรอนใส่...นักธุรกิจหนุ่มที่ปกติจะใส่สูทอิตาเลียนสุดเนี้ยบ ต่อให้อยู่ในชุดลำลองก็ยังดูดีไม่ต่างจากนายแบบ ตอนนี้กลับสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ลายกราฟิกสีนีออนแสบตากับกางเกงขาสั้นผ้าเจอร์ซีย์ที่ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นสตรีทแฟชั่นหลงยุค“คุณ... คุณใส่อะไรของคุณน่ะ” เรนถามพลางกลั้นขำจนหน้าแดงเขาสมองกลับไปแล้วรึไง“คริสบอกว่า...วัยรุ่นสมัยนี้เขาใส่กันแบบนี้ แล้วคนที่ตึกนี้ก็แต่งตัวง่าย ๆ แนวนี้ ฉันจะแต่งตัวแปลกแยกให้อึดอัดสายตาผู้คนไปทำไม” แอรอนตอบด้วยสีหน้าจริงจังขัดกับสีสันของชุดที่สวมใส่“แล้วนั่น...คุณจะทำอะไร” เรนมองไปที่โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กที่มีแอปเปิ้ลวางอยู่สามสี่ลูก ทุกวันแอรอนจะขนอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายมาอยู่ที่หน้าห้องของเรน ไม่สนว่าใครจะผ่านไปมาและมองเขายังไง แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ยังคงมีมาดสุขุมและเค้าโครงใบหน้าที่ดูดีทำให้คนที่ผ่านไปมาคิดไปเพียงว่ามันเป็นรสนิยมของเขาเท่านั้น“วันนี้ฉ
ภายในห้อง ICU ของโรงพยาบาลชั้นนำ กลิ่นยาฆ่าเชื้อและเสียงจังหวะการทำงานของเครื่องช่วยหายใจดังประสานกันอย่างสม่ำเสมอ ร่างของเรนนอนนิ่งสนิทอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด ใบหน้าที่เคยดื้อรั้นบัดนี้ซีดเซียวจนเกือบเป็นสีเดียวกับหมอน สายระโยงระยางและรอยเข็มที่ต้นแขนจากการถูกฉีดยาเสพติดเกินขนาดคือตราบาปที่ย้ำเตือนแอรอนทุกครั้งที่มองเรนเกือบตายก็เพราะเขาแอรอนนั่งอยู่ข้างเตียง มือหนากุมมือที่ผอมบางและเย็นเฉียบของเรนไว้แน่น เขาไม่สนว่าเสื้อสูทราคาแพงจะยับยู่ยี่ หรือใบหน้าของเขาจะดูอิดโรยเพียงใดจากการไม่ได้พักผ่อนมาตลอดครึ่งเดือน“14 วันแล้วนะเรน..." แอรอนกระซิบ เสียงของเขาแหบพร่า “นายนี่มันดื้อจริงๆ ขนาดฉันสั่งให้ตื่น นายยังกล้าขัดคำสั่งฉันอีก”สายตาของแอรอนทอดมองเครื่องวัดสัญญาณชีพที่แสดงเส้นกราฟการหายใจที่ผิดปกติเป็นระยะ ปอดของเรนเสียหายอย่างหนักจากการผลกระทบที่ต่อเนื่องมาจากในอดีตและฤทธิ์ยาที่กดประสาทจนระบบหายใจเกือบหยุดทำงานในคืนนั้นในขณะที่กลางวันแอรอนคือชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าเรนด้วยความหวัง แต่กลางคืนเขาคือมัจจุราชที่ไล่ล่ากวาดล้างซากเดนที่เหลือของจินไตย์กับพรรคพวกอย่างไม่ปรานีโกดังร้างที่ห้องเก็บ
ซ่า!ร่างเปลือยเปล่าของจินไตย์ถูกตรึงแขวนกับผนังในท่าที่เขาทิ้งตัวแล้วเข่าแตะไม่ถึงพื้น เขาถูกปลุกขึ้นมาด้วยน้ำผสมน้ำแข็งที่เย็นเฉียบในห้องเก็บเสียงที่ไม่ว่าจะแหกปากตะโกนลั่นแค่ไหนก็ไม่มีใครด้านนอกได้ยิน“อึ่ก...โอ๊ย! ไอ้เหี้ย มึงทำอะไรกับกูวะ ปล่อยกูสิวะ” แค่เห็นสภาพตัวเองจินไตย์ก็แทบรับไม่ได้ หลังจากที่ลืมตาขึ้นเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ท่างกลางกล้องมากมายที่กำลังบันทึกภาพและวีดีโออันน่าทุเรศของเขา ทั้งมือและหัวไหล่ที่บาดเจ็บตอนนี้ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว มีการพันแผลด้วยผ้าพันแผลสีขาวดูสะอาดตา แต่กระสุนที่ฝังอยู่ไม่ได้ถูกเอาออกแต่อย่างใด“มึงชอบอะไรแบบนี้ไม่ใช่รึไง” เป็นแอรอนที่ตอบคำถามนั้นด้วยคำถามอีกที เขายังไม่พร้อมให้จินไตย์ตาย แต่ก็ไม่พร้อมที่จะให้เรนมาเผชิญหน้าและสะสางปมในใจกับคนระยำพรรค์นี้ “แย่หน่อยนะที่มันอาจจะไม่ใช่พวกสี่แยกไฟแดงหรือไม่ก็หน้ารัฐสภาอะไรพวกนี้ แต่กูไม่ทำให้มึงผิดหวังหรอก อีกไม่นานมันก็คงเกลื่อนเนตแล้ว”จินไตย์ถึงกับถลึงตา เขาพยายามจะขยับตัว แต่แผลที่หัวไหล่นั่นก็สะเทือนจนต้องนิ่งแทน สองขาที่ไม่ได้ใช้การมานานหลายชั่วโมงเพราะสลบตัวห้อยโหนอยู่กับกำแพงกลับมายืน
อาคารที่ถูกทิ้งร้างมานานเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ มีทั้งกลิ่นอับและอากาศร้อนอบอ้าว แต่กลับเป็นที่ที่ฟรานซ์กับพรรคพวกเลือกใช้เพื่อกบดานมาตลอด เขามีรายชื่อติดโผในกลุ่มนักค้ายารายใหญ่ที่กำลังถูกตามล่าตัวจากตำรวจและต้องหนีมาตั้งหลักเพื่อหาทางออก แสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังคอนกรีตไม่ได้ช่วยให้ความมืดมิดจางหายไป ฟรานซ์ยืนกอดอกมองดูผลงานของลูกน้องด้วยสายตาวาวโรจน์เรนถูกลากลงจากรถตู้สีดำสนิทไร้ป้ายทะเบียน ร่างกายที่เพิ่งจะดีขี้นแต่ไม่เต็มร้อยเมื่อถูกดึงกระชากไปมาก็แทบไม่มีแรงทรงตัว เขาถูกผลักล้มลงบนพื้นคอนกรีตที่สกปรก ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายเข้าตาและจมูกจนเขาไอโขลกออกมาอย่างน่าเวทนา“ปล่อยกู พวกมึงเป็นใคร” เสียงของเรนแผ่วเบาและสั่นพร่า เขาพยายามจะคลานหนีแต่กลับถูกลูกน้องของฟรานซ์กระชากผมจนแทบหงายหลัง“หึ! ก่อนหน้ามึงยังเรียกชื่อกูถูกอยู่เลยไอ้เด็กเมื่อวานซืน” ฟรานซ์กับเรนเคยเจอหน้ากันเพียงครั้งเดียวเมื่อตอนงานฉลองที่จินไตย์ได้เข้าปาร์ตี้ลิสต์ จริงๆ แล้วฟรานซ์คือชื่อในวงการยาเสพติดเท่านั้น แท้ที่จริงไม่มีใครรู้ว่าตัวตนของเขาเป็นใครกันแน่“คนโสโครกอย่างพวกมึงใครจะไปจำวะ”“หุบปาก! ถ้ามึงไม่
[6 ปีก่อน]“พ่อ อย่าตีเรนเลย เรนยอมแล้ว”“ยอมเหรอ ที่ก่อนหน้าทำไมแกไม่คิด หา! ไอ้เด็กเวร ไปเดินตัดหน้าท่านรองแบบนั้น คิดจะทำอะไร”“เรนไม่ได้ตั้งใจนะพ่อ พี่จินไตย์ให้เรนเอาน้ำเข้าไปเสิร์ฟ”“ไม่ต้องมาแก้ตัว ใครใช้ให้แกเสนอหน้าเข้าไปแบบนั้นกัน แต่งตัวซอมซ่อยังกล้าทะเล่อทะล่าเข้าไป แกไม่รู้รึไงว่าทำฉัน
“อึก...”ไม่รู้ต้องอยู่กับไอ้ของแปลกปลอมนี่นานแค่ไหน แต่เรนรู้แล้วว่าความรู้สึกของอาการใจจะขาดแต่ก็ไม่ขาดมันทรมานสิ้นดี ร้องก็ไม่ได้ ขยับทีก็สะดุ้ง ครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมดอาการที่เป็นอยู่ทำให้เรนเหมือนคนหูดับ ตาลายไม่ได้รับรู้ถึงความเป็นไปของสิ่งรอบข้างจนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าของใครสักคนที่เดิน
เฮือก!เรนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในห้องสีขาวสะอาดตา เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ กลับไม่พบอะไรเลยนอกจากเตียงขนาด 3.5 ฟุตโล่ง ๆ กับห้องน้ำที่มีเพียงชักโครกกับอ่างล้างหน้าเท่านั้นนี่เขายังไม่ตาย?ร่างกายของเขายังอยู่ครบ แขนขาขยับได้ ติดอย่างเดียวคือข้อมือทั้งสองข้างถูกใส่กุญแจมือล็อกติดไว้กับหัวเตียง ทำให้เขาต้องอ
อึ่ก!!“คุกเข่าไอ้ขยะถ้าไม่อยากตายตรงนี้ก็ทำตัวว่าง่าย” ปลายกระบอกปืนจ่อติดอยู่กับท้ายทอยของร่างเล็กที่ถูกถีบจากทางด้านหลังจนขาพับยวบลงกับพื้นห้องน้ำ เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มยังคงดึงความสนใจจากนักท่องราตรีใน RJK คลับได้เป็นอย่างดี ได้ดี ในขณะที่คนอีกกลุ่มกำลังจัดการคนบางคนในมุมมืดอย่างเงียบๆ‘เรน’ ม







