Masuk
อึ่ก!!
“คุกเข่าไอ้ขยะถ้าไม่อยากตายตรงนี้ก็ทำตัวว่าง่าย” ปลายกระบอกปืนจ่อติดอยู่กับท้ายทอยของร่างเล็กที่ถูกถีบจากทางด้านหลังจนขาพับยวบลงกับพื้นห้องน้ำ เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มยังคงดึงความสนใจจากนักท่องราตรีใน RJK คลับได้เป็นอย่างดี ได้ดี ในขณะที่คนอีกกลุ่มกำลังจัดการคนบางคนในมุมมืดอย่างเงียบๆ
‘เรน’ มาที่คลับแห่งนี้ก็เพื่อจะมาส่งของขวัญที่พี่ชายของเขาวานให้มาส่งให้ แต่คนพวกนี้เป็นใครกันถึงได้ลากเขาเข้ามุมแถมยังยึดทุกอย่างจากตัวเขาไว้ มิหนำซ้ำยังใช้วาจาขู่เข็ญกันอีก
ชิ้นส่วนโลหะบางอย่างแตะโดนท้ายทอยทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้ง ถึงเขาจะไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ก็พอจะเดาได้ว่าถ้าโดนมันเข้าล่ะก็คงได้วิญญาณหลุดจากร่างแน่ๆ
“หน้ามึงเหมือนไอ้อลันจังวะ เป็นอะไรกับมัน ญาติกันเหรอ” ชายที่ยืนจ่อปืนใช้ปลายกระบอกของมันกดน้ำหนักลงบนศีรษะของเรนจนเขาต้องเบี่ยงหน้าลงอัตโนมัติ “ตอบ”
“ผมไม่รู้จักคนชื่ออลัน คุณคงจำผิดคนแล้ว ปล่อยผม” ด้วยใบหน้าที่หวานเหมือนผู้หญิง เรนมักจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ถ้าให้เขาวิเคราะห์ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนหมั่นไส้แล้วจ้างคนพวกนี้มารังแกเขาเหมือนที่เคยมีแน่ๆ แต่มันแรงไปหน่อยหรือเปล่า ถึงขั้นเอาปืนมาจ่อหัวกันเล่นแบบนี้
“ไม่ใช่ก็ได้ เรื่องไอ้อลันช่างมันก่อน แต่หุ่นผอมแห้ง ผิวขาวอมชมพู เส้นผมสีทองแดงกับหน้าสวยๆ ของมึง กับคนที่กูดูในรูปไม่ผิดแน่” อีกฝ่ายมองเรนสลับกับรูปภาพที่ถืออยู่ในมือ สาธยายรูปลักษณ์ของเขาละเอียดยิบ ราวกับว่ามั่นใจว่าไม่มีทางจับผิดตัว
“พวกคุณต้องการอะไร”
“ต้องการเอาเลือดหัวพวกลอบกัดไง หึ หลักฐานแน่นขนาดนี้ มึงไปแก้ตัวกับนายกูเองแล้วกัน แต่กูไม่รับประกันนะว่าถ้ามึงไปถึงตรงนั้นแล้วจะได้ตายดีหรือตายทั้งเป็นน่ะ”
“ผมทำอะไรผิด”
“เห้ย! หน้าตามึงก็ดูฉลาดนะแต่ก็ไม่คิดว่าจะถามอะไรโง่ๆ ของในตัวมึงก็บอกอยู่แล้วว่ามึงมาทำอะไรที่นี่ แต่ช่างเถอะ ยังไงมึงก็คงไม่รอด” ว่าเสร็จเขาก็ลากคอเสื้อของคนตัวเล็กออกไปทางด้านหลังร้านและโยนเขาเข้าหลังรถยนต์ไปเหมือนของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
ฝากระโปรงหลังรถยนต์ถูกปิดลงแล้ว ทุกอย่างด้านในเหม็นอับและมืดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับกลิ่นน้ำมันที่คละคลุ้งเท่านั้นที่ทำให้เรนพอจะรู้ว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไปที่ไหนสักแห่ง
เมื่อแหกปากร้องให้คนช่วยแล้วไม่มีใครได้ยิน สิ่งเดียวที่เรนพอจะทำได้คือการขยับตัวหาท่าที่สบายตัวที่สุด หัวเข่าของเขาดูเหมือนจะระบมการโดนโยนขึ้นรถเมื่อครู่ ถ้านี่เป็นเรื่องล้อเล่นล่ะก็เขาขอให้มันจบโดยเร็วเถอะ เมื่อกี้ที่ล้มลงทำให้เข่าของเขากระแทกพื้นเต็มๆ ให้ลุกตอนนี้ก็ไม่รู้จะยืนได้หรือเปล่า
**********
[3 ชั่วโมงก่อน]
เรนที่ออกมาเช่าห้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนานหลายปีถูก ‘ธนิน’ ผู้เป็นพ่อเรียกให้กลับไปเจอที่บ้าน แต่พอไปถึงกลับเจอแค่ ‘จินไตย์’ ผู้เป็นทั้งพี่ชายและนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนหลายกลุ่ม
จินไตย์เกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม แต่เพราะความกดดันจากผู้เป็นพ่อทำให้เขากลายเป็นคนโหยหาอำนาจ เงินทอง และลาภยศ
“เรน” ทุกครั้งที่พี่ชายเรียกชื่อเขา ในน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นมักจะมีอะไรซ่อนอยู่ “มานี่สิ”
“พ่อล่ะครับ”
“ติดธุระด่วน ออกไปกับคุณน้าวิจิตราแล้ว” หลังจากแม่เสีย พ่อที่สนใจแต่เรื่องอำนาจก็แต่งภรรยาใหม่อย่าง ‘วิจิตรา’ เข้าบ้านและเธอเองที่เป็นคนเขี่ยเรนให้ออกจากบ้านด้วยการป้ายความผิดต่าๆ นานาให้กับเรน และเป่าหูให้สามียิ่งเกลียดลูกชายคนเล็กมากขึ้นไปอีก ขนาดจินไตย์คัดค้านหัวชนฝาก็ไม่ได้ผล แต่พักหลังเมื่อพ่อใจอ่อน จินไตย์จึงโน้มน้าวให้พ่อเห็นใจ และยอมให้เรนกลับมาเยี่ยมบ้านแทนเป็นครั้งคราวแทน
คนถูกเรียกค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ บทเรียนบางอย่างในอดีตสอนให้เขาระมัดระวังตัวแม้คนคนนั้นจะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม เรนช้อนสายตาขึ้นมองพี่ชายที่ตอนนี้กำลังยิ้มให้เขา แต่รอยยิ้มนั้นช่างปลอมเปลือก
“พี่มีเรื่องอยากจะให้เรนช่วยหน่อย” เรนตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ไม่เจอหน้ากันตั้งนาน ถามไถ่ความเป็นอยู่กันสักหน่อยก็ไม่มี เป็นแบบนี้จนเขาชินแล้ว แต่นี่แหละที่มันน่ากลัว เพราะนั่นหมายความว่าชีวิตของเขาไม่ใช่เรื่องที่จินไตย์จะต้องแคร์ “วันนี้วันเกิดเดียร์ เธอจะฉลองวันเกิดที่ RJKคลับ แต่พอดีพี่มีงานด่วนไปไม่ได้ เลยจะฝากให้เรนเอาของขวัญวันเกิดไปให้แทนหน่อย”
“พี่เดียร์?” เท่าที่เรนจำได้ เดียร์คือแฟนเก่าของจินไตย์ เคยคบหากันเพราะผู้ใหญ่แนะนำให้แต่ก็เลิกรากันไปสักพักแล้ว
“ทำไม มีปัญหาอะไร อย่าถามให้มากความ เอานี่ไป แล้วอย่านิสัยเสียแอบเปิดดูล่ะ” จินไตย์ยื่นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีขาวขนาดสิบสองคูณสิบสองนิ้วผูกโบว์สีแดงให้
“เรนถามได้มั้ย ว่าของนี่คืออะไร”
“เรน! เสียมารยาทว่ะ” จินไตย์ขึ้นเสียงเล็กน้อยแต่พอรู้ตัวก็ลดระดับเสียงลงให้เป็นปกติ “ทำไมต้องถาม ถ้ารู้มันก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”
“พี่จะเซอร์ไพรส์พี่เดียร์ไม่ใช่เหรอครับ ไม่ใช่ผมซะหน่อย”
“ก็เพราะไม่ใช่ พี่ก็คิดว่าเรนไม่จำเป็นต้องรู้”
“งั้นเรนจะจ้างไรเดอร์ไปส่งให้แล้วกัน”
“ไม่ได้” จินไตย์เริ่มขึ้นเสียงหนักขึ้น “เรนต้องไปส่งเอง พี่จะได้มั่นใจว่าของจะถึงมือเดียร์จริงๆ”
คิ้วของเรนเริ่มขมวดเป็นปม เขาเงียบลงแล้วกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ทำไมเรนต้องไปส่งเอง”
“ก็ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็เสียมารยาทไง เดียร์เป็นถึงลูกสาวโฆษกพรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติเธอบ้าง ไปเถอะน่าเรน ช่วยพี่หน่อย” จินไตย์ผุดยิ้มพรายเดินเข้ามาหา ยกมือขึ้นลูบแก้มน้องชาย ทำเอาเรนขนลุกขนชันอยู่ไม่น้อยถึงกับรีบถอยห่าง
“พี่คิดจะทำอะไรกันแน่....อึก!” แววตาที่แข็งกร้าวต่างจากเดิมของเรนทำให้จินไตย์หมดความอดทน เขาปรี่เข้าหาแล้วบีบคอเรนในทันที “ทำตามที่พี่บอกถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“ไม่”
“ไอ้เรน มึงจะลองดีกับกูเหรอ” จินไตย์โมโหเงื้อมืออีกข้างขึ้นจะตบ แต่ก็ยั้งใจไว้ทัน ถึงอย่างนั้นก็เลือกจะกำหมัดชกเข้ากลางอกของเรนแทนจนอีกฝ่ายไอแห้ง
แค่กๆ
“พี่จินนนนนนไต....” เสียงใสดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะโผล่มาเสียอีก ‘เมลินดา’ เด็กน้อยวัย 4 ขวบ ลูกบุญธรรมที่พ่อเขาประกาศรับอุปการะไว้อย่างเป็นทางการเนื่องจากวิจิตรามีลูกไม่ได้ วิ่งเข้ามาทำให้จินไตย์ต้องรีบผละมือจากเรน เปลี่ยนมาอ้าแขนรับน้องสาวคนเล็กแทน เมลินดาโผกอดพี่ชายทั้งสองด้วยความดีใจ ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูที่หอบมาด้วยบวกกับดวงตาที่แสนฉ่ำปรือบ่งบอกว่าเธอน่าจะเพิ่งตื่นนอน
“ขอโทษด้วยนะคะ พอดีน้องเมงอแงอยากมาหา พี่วิ่งตามก็ไม่ทัน น้องเมคะ เดี๋ยวเราไปหาอะไรหม่ำกันดีกว่าค่ะ อย่าเพิ่งไปกวนพี่ ๆ เขาเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่แดง พี่ไปเตรียมอาหารให้น้องเมก่อนเถอะ เดี๋ยวผมพาเธอตามไปทีหลัง”
“ค่ะ” พี่เลี้ยงรับคำแล้วก็ออกจากห้องไป
“ตื่นแล้วเหรอคะ แม่กวางน้อยของพี่” จินไตย์เปลี่ยนน้ำเสียงเล็กน้อยก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นหอมแก้มฟอดใหญ่ ในขณะที่เรนกลับถลึงตาใส่เขา
“อย่าเรียกเธอแบบนั้น” ในความหมายของเมลินดา กวางน้อยก็แค่สัตว์ตัวหนึ่ง เธอชอบใจที่ถูกเรียกแบบนั้น กลับกันสำหรับเรน กวางคือตัวแทนของหญิงสาวที่จินไตย์ตั้งใจพูดมันออกมาเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้กับเขา
“ทำไมจะเรียกไม่ได้ ก็แค่กวาง ใช่มั้ยคะ น้องเมเองก็อยากเป็นใช่มั้ยคะ”
“ใช่ค่ะ พี่จินไตย์บอกว่า หนูเป็นกวาง หนูจะเป็นเหมือนพี่เรน เป็นกวางสวย”
“ไม่นะน้องเม เป็นไม่ได้” เรนบอกกับน้องสาว ในขณะที่จินไตย์หัวเราะเหี้ยม
“เลือกเอานะเรนว่านายจะทำรึเปล่า น้องเมจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย”
ยิ่งเห็นเรนกำหมัดแน่นไม่โต้ตอบ จินไตย์ยิ่งหัวเราะดังขึ้นอีก แล้วก็พาเจ้าตัวเล็กออกจากห้องไป
เรนยังคงทำหน้าที่ของตัวเองตามปกติ เขาทิ้งช่วงไว้อีกหลายวันถึงได้ใช้วิธีการแบบเดิมโดยการขอเฮียวุธออกไปพักหลังร้าน แล้วเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้างแวะไปสอดส่องดูอลัน“เรน ผมนึกว่าผมจะไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว” อลันพูดเสียงเครือ แต่สายตายังคงล่อกแล่กดูหวาดระแวงสิ่งรอบตัว เขายื่นมือที่ยังคงสั่นเทาออกมารับของยังชีพที่เรนซื้อมาฝากก่อนจะเชื้อเชิญให้เรนเข้าไปในห้อง“ผมอาจจะไม่ได้มาหาคุณบ่อย แต่ผมจะหาทางช่วยคุณแน่นอน อดทนก่อนนะ” เรนพูดพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้อง เขาไม่ได้คาดหวังอะไรอยู่แล้ว แต่จากที่เห็นก็พอจะรู้ว่า อลันยังคงอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคลุ้ง“ข้างนอกเป็นไงบ้าง พวกมันยังตามเราอยู่มั้ย”“ไม่รู้สิ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ระวังตัวไว้ก่อนดีที่สุด”“คุณเคยบอกว่าจินไตย์ตายไปแล้ว แต่ทำไมที่ผ่านมาผมถึงรู้สึกว่าเขายังอยู่ บางทีก็เหมือนมีคนแอบซุ่มมองตลอดเวลาจนผมไม่กล้าออกไปไหน พวกมันไม่ยอมปล่อยใครไปจริงๆ ไม่นานมันต้องหาผมเจอแน่”“คุณรู้เหรอว่ามีใครอีกที่อยู่เบื้องหลัง”“ผมก็พอรู้ แต่ผมพูดไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้จะพูดกับใครด้วย ทุกที่มีพวกมันอยู่เต็มไปหมด แม้แต่มือถือผมยังไม่กล้าเปิด เดี๋ยวมันแกะร
หลายวันมานี้เรนยังคงทำตัวตามปกติ เขาไม่ได้กลับไปหาอลันอีกเพราะยังหาจังหวะไม่ได้ และยังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครเพราะเขาต้องห่วงสวัสดิภาพตัวเองเหมือนกันถ้าขืนบอกแอรอนไปรับรองได้เลยว่าคงไม่ได้ออกไปเห็นโลกภายนอกอีกนานแต่เพราะเรนรู้ดีว่าความรู้สึกตกนรกทั้งเป็นมันเป็นอย่างไร เขาจึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงแต่อลัน จะว่าไปเขากับอลันถูกกระทำย่ำยีแทบไม่ต่างอะไรกันเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นเรนจึงตั้งใจแน่วแน่ว่ายังไงเขาก็ต้องหาทางช่วยอลันให้ได้ อย่างน้อยก็ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขามีสายเลือดเดียวกันนั้น ตราบใดที่ไม่หลักฐานยืนยันเขาจะไม่ยังไม่ปักใจเชื่อเด็ดขาดหรือว่าเราควรบอกแอรอนไปเลย?แล้วถ้าบอกแล้วอลันกลายเป็นคนมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับจินไตย์ล่ะ เราจะกลายเป็นคนส่งอลันไปลงนรกอีกรอบหรือเปล่า?“นายจะทำหน้าตลกใส่ฉันไปถึงเมื่อไร”เสียงของแอรอนปลุกให้เรนหลุดออกจากภวังค์จนได้ เรนแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเขานั่งหันหน้าไปทางเจ้าตัว แถมจ้องอีกฝ่ายแบบที่คนทั้งโลกดูก็รู้ว่าตั้งใจจ้องเมื่อรู้ตัวว่าโดนจับได้ เขาถึงได้เปลี่ยนเส้นทางสายตาไปโฟกัสที่อื่นแทน“มีอะไรอยากบอกก็พูดมา ฉันรอฟังอยู่”“ปกติคุณน่าจะ
[2 สัปดาห์ผ่านไป]เรนทำงานเป็นลูกมืออยู่ในครัวอยู่ครึ่งเดือน เขาก็ยังไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้ออกไปหายใจหายคอที่ไหน“ไม่ได้ สถาการณ์ตอนนี้ยังไม่ปลอดภัย”ไม่ว่าจะยืนยันเจตจำนงกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่คำพูดของแอรอนไม่ว่ายังไงก็ยังคำยืนยันคำเดิม แต่เรนทนอยู่ในกรอบแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เขาก็แค่อยากได้ชีวิตปกติคืน“เฮีย เดี๋ยวผมมานะ”“มึงจะไปไหน งานน่ะเสร็จแล้วเหรอ”“เรียบร้อยหมดแล้วครับ กระเทียม หอม พริก ตะไคร้ ใบมะกรูด สารพัดที่เฮียต้องการ ผมจัดการหมดแล้ว ผมขอไปสูดอากาศข้างนอกหน่อย หลังร้านนี่เอง อยู่แต่ในนี้หายใจไม่ออก”เฮียวุธชั่งใจเล็กน้อยเพราะเห็นว่าเรนทำได้ตามที่พูดจริงๆ ก็เลยไม่ได้ว่าอะไร “อย่านานล่ะ วันนี้วันศุกร์ลูกค้าเยอะ”“ครับผม”เรนรับปากดิบดี เขาแค่อยากจะออกไปยืดเส้นยืดสายจริงๆ เหมือนกับคนอื่น แต่ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวดื้อๆเขาหยิบเงินที่มีติดตัวออกมานับดู จำนวนเงินหลายพันที่ได้มาสำหรับงานที่ทำแล้วเรียกว่ารายได้ดีเลยทีเดียว ทั้งที่เขาก็อยู่ฟรีกินฟรีมาตลอด สบายถึงขั้นมีคนคอยมารับส่ง แต่อย่างน้อยมันก็ยังพอจะเป็นเรื่องภาคภูมิให้ตัวเองได้บ้างเพราะมันจะเป็นสมบัติมีค่าที่เหลือติดตัว
“เอ้านี่ เอาไปกรอกให้หน่อย ทางศูนย์อยากได้ข้อมูลของเด็ก นังหนูมันเคยกินยังไงนอนยังไง นิสัย ความชอบ คำถามสำคัญๆ ก็ตามนี้ มึงน่าจะเป็นคนที่จักเธอดีที่สุดแล้ว ช่วยพวกเขาหน่อย”ก่อนกลับเรนรับแบบฟอร์มสำหรับให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมลินดามาชุดหนึ่ง สิงห์มาส่งเขายังเพนต์เฮาส์ได้ก่อนเวลาห้าทุ่มพอดิบพอดีนั่งกรอกเอกสารไป แค่บอกรายระเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับนิสัยและความชอบของเมลินดา หยาดน้ำใสก็เอ่อท่วมขอบตาจนทำให้เบลอมองอะไรไม่เห็น ที่ผ่านมาเรนมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งมาตลอด เขาจำไม่ได้แล้วว่าเคยร้องไห้ครั้งล่าสุดตอนไหน เพราะเคยตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่ทำตัวอ่อนแออีกไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่รอด“บ้าเอ๊ย!” เขาปาดน้ำตาพลางด่าตัวเองไปด้วย ใจก็อยากจะดื่มให้เมาไปให้จบๆ จะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก แต่ถ้าทำแบบนั้นแล้วเขากรอกข้อมูลอะไรมั่วซั่วขึ้นมาคงไม่เป็นผลดีกับเมลินดาแน่นอนหลายคำถามก็ทำให้เรนแน่นิ่งบ่อยครั้ง เพราะบางครั้งมันก็พาให้เขานึกย้อนกลับไปยังวันเก่าๆ ที่เคยใช้เวลาร่วมกันกับเจ้าตัวน้อย ผ่านคืนนี้ไปเขาก็คงกลายเป็นคนอื่นสำหรับเมลินดาโดยสมบูรณ์กว่าจะกรอกเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยใจ เรนไม่เคยตั้งใจกรอกเ
“เฮ้อ!”“อะไรของมึงไอ้เรน ทำๆ ไปอย่าบ่น”“ผมยังไม่ได้บ่นอะไรเลยนะเฮีย” หลังจากที่ใช้เวลาอยู่หลายวันฟื้นฟูร่างกายจนหายไข้ เรนก็ได้กลับมาทำงานอย่างที่เขาต้องการจนได้ แต่มันไม่ใช่งานเดิมที่เขาเคยทำแล้วน่ะสิ“อีกนิดมึงก็คงจะพ่นมันออกมาหมดนั่นล่ะ นี่กูเอางานที่เหมาะสมที่สุดให้มึงแล้วนะ อย่ามาขออะไรกูอีกเชียว” เฮียวุธ ผู้ช่วยพ่อครัวยกเอากระสอบใส่บางอย่างมาวางไว้ตรงหน้าของเรนแล้วก็เดินไปอีกทางเรนหน้ามุ่ย มือก็ปอกกระเทียมไปด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เขาอุตส่าห์ตกลงกับแอรอนได้แล้ว แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะโดยสั่งย้ายให้มาช่วยงานในครัวแทน ค่าแรงก็ถูกแสนถูกยังเลือกงานเองไม่ได้อีก“เฮียไม่มีอะไรที่ยากกว่านี้ให้ผมทำแล้วเหรอ จานล่ะใครล้าง ผมทำได้นะ”“ไม่ใช่หน้าที่มึง ขืนกูใช้งานมึงหนัก กูก็ตกงานสิวะ”“ถ้าผมไม่ทำ ผมต้องตกงานสิเฮีย”“อย่าเถียง กูให้ทำอะไรก็ทำๆ ไป ถ้ามึงอยากทำมากกว่านี้ก็ไปบอกนายเอาเอง คำสั่งนายใครจะกล้าขัดวะ ปอกๆ ไปเถอะกระเทียมน่ะ อย่ามาทำให้กูปวดหัว” เฮียวุธบอกปัด แล้วก็ไม่เดินเฉียดเข้าใกล้เรนอีกนับจากนั้นเรนพอจะรู้อยู่แก่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คงเป็นคำสั่งของแอรอนที่ต้องการให้เขาอยู่ในสายตาตลอ
แกรก....ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เรนระมัดระวังตัวแม้ในยามที่เขาหลับตา หูก็ยังคนคอยเงี่ยฟังเสียงรอบข้าง มันคือเสียงที่ดังอยู่เบื้องหลังของประตูหน้าห้องที่เขานอน ดังอยู่เพียงสองสามครั้งก็เงียบไปคืนนี้เป็นคืนที่เรนต้องนอนทรมานไม่น้อย นอกจากไข้ที่ไม่ยอมลดลงแล้ว เขายังคิดถึงน้องสาวตัวน้อยอย่างเมลินดาอย่างอดไม่ได้ เรนล็อกประตูจากทางด้านในตามปกติ เขาเพียงต้องการความสงบเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน แต่เสียงเมื่อครู่ก็ทำให้เขายังตาค้างไม่กล้าหลับรออยู่สักพัก เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็พรูลมออกจมูกอย่างโล่งใจ ขณะที่เคลิ้มกำลังได้ที่ ประตูที่เขาอุตส่าห์ล็อกเอาไว้ดิบดีก็ถูกสะเดาะออกอย่างง่ายดาย“เฮ้ย! ทำอะไรของคุณ” เรนตกใจรีบพูดจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง เขารีบดึงหมอนขึ้นมากอดเอาไว้ เพราะรู้ตัวดีว่าวิ่งหนีตอนนี้ก็ไม่มีทางรอด“ก็นายไม่ยอมเปิด”“คุณก็เรียกผมดีๆ ก็ได้นี่ มาแอบสะเดาะกลอนประตูห้องคนอื่นได้ไง”“ฉันจะทำอะไรก็ได้ที่นี่”“ผมรู้ว่าผมเป็นแค่ผู้อาศัย แต่อย่างน้อยเวลานอนคุณก็ควรจะให้พื้นที่ส่วนตัวผมบ้าง ผมอยากพักผ่อน”“สองทุ่มไม่ใช่เวลานอนของนาย”“โถ่คุณ!” เรนอยากจะพ่นคำหยาบคายมากกว่านี้ แต่เขาก็ยั้งไว้







