LOGIN“พานางขึ้นมา”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าเจือเอาไว้ด้วยความเย็นชา ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงเด็ดขาดของชายหนุ่มในรถม้ายังขาดพลังไปมาก มันคล้ายกับเขา...ไม่ใคร่จะสบาย??
ตอนเดินไปจนถึงรถม้าด้วยความช่วยเหลือของคนคุ้มกันผู้นั้น กู้หรั่นเยวี่ยชะงักเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษร ‘เว่ย’ “อา...บังเอิญยิ่ง”
ม่านประตูถูกเลิกขึ้นพร้อมกับคนที่นั่งอยู่ในนั้นเหลือบตามองนาง กู้หรั่นเยวี่ยแอบกลั้นหายใจกับความหล่อเหลาเย็นชาของอีกฝ่าย ทว่าใบหน้าค่อนไปทางซีดขาวของเขากับเสื้อคลุมที่ทำจากขนหมาป่าสีเทา ทำให้คิ้วของนางมุ่นลงเล็กน้อย “รบกวนแล้ว”
หญิงสาวละสายตาออกมาอย่างมีมารยาท นั่งลงห่างจากเขาเล็กน้อย
“ออกรถ” คนคุ้มกันผู้นั้นออกคำสั่ง ไม่นานรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัว
ความเงียบที่น่าอึดอัด... นางเหลือบมองอีกฝ่ายหลายครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอดในประมวลความทรงจำของกู้หรั่นเยวี่ยก็ไม่มีคนผู้นี้
“คือ...” นางกอดห่อผ้าแน่น เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางอีก “ท่านเป็นคนตระกูลเว่ยหรือ”
คิ้วของเขากระตุกคราหนึ่ง เหลือบตามองนางในที่สุด “คุณหนูเก้า ท่านขึ้นรถม้ามาโดยไม่รู้ว่าเป็นรถม้าของผู้ใด เรื่องนี้มิใช่โง่งมมากหรอกหรือ เห็นชัดว่าท่านเห็นป้ายอักษรบนรถม้าแล้ว เหตุใดถามคำถามที่แสดงความเขลาออกมา หรือว่า...แม้แต่หนังสือก็อ่านไม่ออก??”
ปากร้ายมาก!!! กู้หรั่นเยวี่ยแอบสบถในใจ นางก้มลงค้นห่อเสื้อคลุมจากนั้นลังเลที่จะส่งป้ายหยกของอาจารย์ให้เขา ถึงอย่างนั้นนางจะนำของเหล่านี้กลับเข้าจวนตระกูลกู้ด้วยไม่ได้ในที่สุดก็ยื่นป้ายหยกให้เขา “ท่านรู้จักหรือไม่”
เขาเลิกคิ้วมองป้ายหยกจากนั้นยื่นมือออกมารับ “เจ้าได้มันมาอย่างไร”
“รู้จักหรือไม่”
เขาไม่ตอบแต่จ้องนางเขม็งย่อมแสดงว่ารู้จัก “ข้าไว้ใจท่านได้หรือไม่”
เขามองนางด้วยสายตาประหลาด มองนางราวกับนางมีเขางอกออกมาจากหน้าผาก จนกระทั่งนางรอไม่ไหวค้นห่อเสื้อคลุมมอบกวานหยกของจอมมารให้ “นี่เป็นสินน้ำใจให้ท่าน แต่ข้าต้องรบกวนฝากของเอาไว้กับท่าน” นางตัดสินใจยื่นตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงให้เขา
เขามองตั๋วแลกเงินนั้นและรับไปเปิดดูทีละใบ “เจ้าขึ้นไปบนคุนหลุนซานหรือ”
“ใช่” นางตอบ
“ลักขโมยของที่ไม่ใช่ของตนเป็นเรื่องไร้ยางอาย”
“ข้าไม่ได้ขโมยของผู้ใด เป็นผู้อาวุโสมอบให้ข้า”
“ผู้อาวุโส??”
นางสบตากับเขานิ่ง “คิดว่าท่านคงได้ยินแล้วว่าข้าเขียนจดหมายเอาไว้จากนั้นข้าก็ขึ้นไปยังผาคุนหลุนซาน กระโดดลงไป”
“จากนั้นเล่า...”
“จากนั้นก็ได้พบผู้อาวุโส...หรั่น”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงสีหน้าอื่นนอกจากความเย็นชา เขาดูมีท่าทีตื่นตระหนก “เป็นไปไม่ได้”
“หาไม่ท่านคิดว่าข้าจะรอดมาได้อย่างไร หน้าผานั่นสูงถึงหมื่นจั้ง อีกทั้ง...ของพวกนี้หากไม่ใช่นางชี้ทางข้าจะหาเจอได้อย่างไร”
“นาง...เป็นอย่างไรบ้าง”
กู้หรั่นเยวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง “นางสิ้นใจแล้ว ข้าฝังนางเอาไว้ที่ใต้หุบผาคุนหลุนซานตามที่นางปรารถนา สาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่บอกใครว่าหลุมศพนั้นอยู่ตรงไหน”
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครไปรบกวนหลุมศพ นางจำเป็นต้องโกหกเช่นนี้ อีกอย่างหากจะโกหกว่านางได้พบคนที่ตายไปแล้วสิบห้าปี นางต้องมั่นใจว่าหลุมศพจะไม่ถูกพบ
“แล้วนอกจากนาง...”
“จอมมารตายแล้ว ตายแน่นอน ข้าฝังเขาเอาไว้ที่นั่นเช่นกัน ใช้ดาบของเขากับกระบี่ของนางเป็นป้ายหน้าหลุมศพ”
“เจ้า...ทิ้งกระบี่ล้ำค่าเอาไว้ที่นั่น??”
นางกลอกตา “หาไม่จะให้ข้าแบกกลับมาหรือ อีกอย่างนั่นก็เป็นของคนตาย แบกกลับมาก็มีแต่จะนำความวุ่นวายมายังเมืองหยวนเฉิง”
เขาเลิกคิ้วมองนางราวไม่อยากเชื่อว่านางคิดเช่นนั้น
นางโบกมือ “เอาเป็นว่าข้าฝากท่านไว้ได้ใช่หรือไม่”
“เพราะอะไรต้องฝากเอาไว้ที่ข้า”
“เพราะข้าไม่อยากให้ผู้ใดรู้ว่าข้ามีเงินหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ ยังมี...” นางถลกกระโปรง
เขารีบดึงสายตาไปมองผนังรถม้า “เจ้าจะทำอะไร”
“ฝากของ” นางงุนงงจากนั้นคลายแถบผ้าออกจากด้ามมีดสั้นที่น่อง ดึงมีดสั้นของจอมมารออกมา ตอนที่เขาเห็นมีดสั้นก็เบิกตาอ้าปากค้าง“เจ้า...”“มีดสั้นของจอมมาร ข้าแกะพลอยออกไปเม็ดหนึ่งเพื่อเป็นค่าเสบียง”“ค่าเสบียง!” เขากัดฟันกรอดราวอยากบีบคอใครสักคนให้ตาย...นางรู้น่า...พลอยนั่นมีค่าเทียบเท่ากับจวนหลังงามทั้งหลัง แต่นางไม่มีทางเลือกนี่นา “หาไม่จะให้ข้ามอบหยกประดับที่มีตราพรรคมารให้เขา? หรือกำไลหยกเมฆของจอมมาร?”ของที่นางกล่าวมาล้วนมีราคาสูงกว่าพลอยเม็ดนั้นทั้งสิ้น ด้วยจอมมารพรรคอวิ๋นซานเป็นคนฟุ่มเฟือยยิ่ง ที่สำคัญหากของเหล่านี้ถูกขายทอดตลาด คนไม่รู้จักก็แล้วไป แต่หากมีคนจดจำของของจอมมารได้ นั่นไม่ใช่การหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ!!เสียงจอแจกลางตลาดทำให้หญิงสาวแอบเลิกม่านรถม้าขึ้นมอง ใกล้จะถึงจวนตระกูลกู้แล้ว... “เสื้อคลุมนั่น...ขอข้าได้หรือไม่” นางทั้งมอมแมมและสกปรก ทันทีที่ลงรถม้าสายตาก็จะจ้องมองมา อย่างน้อยๆ ขอให้นางหลงเหลือศักดิ์ศรีเอาไว้ให้กู้หรั่นเยวี่ยสักเล็กน้อย“นั่นเป็นเสื้อคลุมของเส้าชิง เจ้า...” เขากำลังจะปลดเสื้อคลุมของตัวเอง”“ไม่เป็นไรท่านสวมเอาไว้เถิด วันนี้ลมแรงทางที่ดีหากยังไม่เข
“พานางขึ้นมา”น้ำเสียงนุ่มทุ้มทว่าเจือเอาไว้ด้วยความเย็นชา ถึงอย่างนั้นนางกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงเด็ดขาดของชายหนุ่มในรถม้ายังขาดพลังไปมาก มันคล้ายกับเขา...ไม่ใคร่จะสบาย??ตอนเดินไปจนถึงรถม้าด้วยความช่วยเหลือของคนคุ้มกันผู้นั้น กู้หรั่นเยวี่ยชะงักเงยหน้าขึ้นมองป้ายอักษร ‘เว่ย’ “อา...บังเอิญยิ่ง”ม่านประตูถูกเลิกขึ้นพร้อมกับคนที่นั่งอยู่ในนั้นเหลือบตามองนาง กู้หรั่นเยวี่ยแอบกลั้นหายใจกับความหล่อเหลาเย็นชาของอีกฝ่าย ทว่าใบหน้าค่อนไปทางซีดขาวของเขากับเสื้อคลุมที่ทำจากขนหมาป่าสีเทา ทำให้คิ้วของนางมุ่นลงเล็กน้อย “รบกวนแล้ว”หญิงสาวละสายตาออกมาอย่างมีมารยาท นั่งลงห่างจากเขาเล็กน้อย“ออกรถ” คนคุ้มกันผู้นั้นออกคำสั่ง ไม่นานรถม้าก็เริ่มเคลื่อนตัวความเงียบที่น่าอึดอัด... นางเหลือบมองอีกฝ่ายหลายครั้ง ทว่าจนแล้วจนรอดในประมวลความทรงจำของกู้หรั่นเยวี่ยก็ไม่มีคนผู้นี้“คือ...” นางกอดห่อผ้าแน่น เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางอีก “ท่านเป็นคนตระกูลเว่ยหรือ”คิ้วของเขากระตุกคราหนึ่ง เหลือบตามองนางในที่สุด “คุณหนูเก้า ท่านขึ้นรถม้ามาโดยไม่รู้ว่าเป็นรถม้าของผู้ใด เรื่องนี้มิใช่โง่งมมากหรอกหรือ เห็นชัดว่าท่านเห็น
“อาจารย์ ข้าไม่เหมาะที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้าแล้ว ท่านว่าข้า...กลับไปเป็นคุณหนูในห้องหอดีหรือไม่ กลับไปช่วยเจ้าของร่างนี้แก้แค้นบุรุษที่หลอกลวงนาง”สายลมพัดผ่านจมูกที่แสบร้อน กู้หรั่นเยวี่ยถอนหายใจออกมาแล้วลุกขึ้น มองป้ายหลุมศพเงียบๆ เช่นนั้นนานมาก นางลุกขึ้นหมุนตัวเดินไปยังเนินเขาข้างๆ ลานดอกปี่อั้น มองเห็นโพรงหินขนาดใหญ่คล้ายถ้ำ ในนั้นเต็มไปด้วยข้าวของผุพังระเกะระกะหญิงสาว...เดินไปล้วงมือกดหินก้อนหนึ่ง กลไกส่งเสียงครืดคราดจากนั้นก็มีช่องหินถูกเลื่อนออกมา ในนั้นมีจดหมายฉบับหนึ่งถูกทับเอาไว้ด้วย...ป้ายหยกในจดหมายยังมีตั๋วแลกเงินปึกหนึ่ง เป็นเงินจำนวน...หนึ่งหมื่นตำลึง!!!‘ไปเสีย ไปจากที่นี่ หากเจ้ารอดกลับมาก็ออกไปใช้ชีวิตให้ดี มีชีวิตอยู่ต่อไป อย่าได้หวนกลับมาที่คุนหลุนซานอีก!!!’อักษรงดงามหนักแน่นแข็งแกร่ง ทว่าพลังกลับหดหายไปมาก เห็นชัดว่าตอนเขียนจดหมายนี้อาจารย์ของนางก็ป่วยหนักและใกล้หมดลมแล้ว...กู้หรั่นเยวี่ย...สะอื้น นางอยากกลับไปเป็นหรั่นอิงคนเดิมเป็นศิษย์ตัวน้อยที่อาจารย์พาก้าวเข้ามายังคุนหลุนซาน เลี้ยงดูสั่งสอน ฝึกให้นางรู้จักกับวรยุทธ์และโลกกว้างทว่าตอนนี้นางกลับไป
หัวเราะจนพอแล้วนางก็ได้แต่ถอนหายใจ เริ่มแกะห่อโครงกระดูกของตัวเอง ลงมือใช้กระบี่หงส์เหินและดาบพสุธาของจอมมารที่ตกอยู่ไม่ไกลนัก ลงมือ...ขุดหลุมฝังศพขึ้นมาสองหลุม เห็นแก่ที่เขาตายแล้ว ไม่ได้ไปก่อกรรมหลังจากตกลงมาพร้อมกัน นางจึงใจดีฝังเขาเอาไว้ข้างๆ หลุมศพของตัวเอง...หน้าหลุมศพจอมมารมีดาบพสุธาปักอยู่...หน้าหลุมศพของหรั่นอิงมีกระบี่หงส์เหินปักเอาไว้หญิงสาวฝังป้ายหยกของสำนักหอนทีไปกับโครงกระดูกของตน ละทิ้งการเป็นยอดยุทธ์แห่งยุคนับแต่นี้เป็นต้นไปเครื่องประดับของจอมมารนางห่อด้วยชุดตัวนอก ของมีค่าอาจมีประโยชน์ เพราะตอนนี้นางยังต้องขึ้นไปยังคุนหลุนซาน อย่างน้อยก็ต้องตามหาหลุมฝังศพของผู้เป็นอาจารย์ผ่านมากว่าสิบปีอาจารย์ชราก็คง...จากไปแล้วมีดสั้นในรองเท้าหุ้มแข็งของจอมมาร นางตัดสินใจนำไปเพื่อใช้ป้องกันตัว เม็ดพลอยที่ประดับด้ามมีดสั้น นางแกะออกมาโยนส่งๆ เข้าไปรวมกับข้าวของมีค่า ตอนนี้ยังลังเลที่จะกลับจวนตระกูลกู้ เพราะนางอยากออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า อย่างไรเสียคนตระกูลกู้ก็คงคิดว่านางตายไปแล้ว เมื่อกู้หรั่นเยวี่ยเขียนจดหมายลาตายเอาไว้ชัดเจนถึงเพียงนั้น...ในป่ารกทึบ ความมืด ความเงียบ คว
“ยืมร่างคืนวิญญาณ...เฮ้อ”เคยได้ยินอาจารย์กล่าวถึงวิชายืมร่างคืนวิญญาณ ทว่านางก็ไม่เคยพบเจอมาก่อน แม้เคยได้ยินแต่ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าปากต่อปาก ยุทธภพไม่เคยมีผู้ใดเคยทำได้มาก่อน อีกทั้งนี่ยังเป็นวิชาต้องห้ามที่ฝ่ายมารเท่านั้นที่รู้วิธีฝึกนอกจากนั้น... นางยังพบว่ากู้หรั่นเยวี่ยผู้นี้ เป็นสตรีร้ายกาจไร้เหตุผลที่สุด เป็นสตรีที่ผู้คนสมควรรังเกียจไม่อยากเข้าใกล้ เพราะไม่แค่เอาแต่ใจอย่างร้ายกาจ แต่นางเย่อหยิ่งโอหังชมชอบการกลั่นแกล้งรังแกผู้อื่นอีกด้วย!!!สายลมหวีดหวิวพัดโหม ก็เหมือนชะตาของนางที่ล่องลอยอยู่บนสายลมไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อ เพราะร่างกายของกู้หรั่นเยวี่ยนี้ไม่อาจใช้วรยุทธ์!!!“แล้วข้าจะลงจากหุบเหวนี้อย่างไร” นางถามตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยจริงๆ นางควรตีโพยตีพาย ควรก่นด่าใครสักคน ควรตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือไม่ก็ร้องไห้หนักๆ สักยก แต่เพราะนางคือหรั่นอิง ยอดยุทธ์หญิงที่ชีวิตทั้งชีวิตผ่านความโลดโผนมากกว่ายี่สิบห้าปี ทำเช่นนั้นหญิงสาวรู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์ ตอนนี้ที่นางต้องการที่สุดก็คือ...สติและความเยือกเย็นมองดูร่างของตัวเองที่เหลือเพียงโครงกระดูกผุๆ “ก็ได้แต่หวังว่าไม่ได้มีเพีย
เหมือนนานแสนนาน… ทว่าก็ให้ความรู้สึกราวกับหลับฝันตื่นหนึ่ง ชั่วพริบตาที่ความเจ็บปวดพรากสติสัมปชัญญะให้ดับมอด ลืมตาอีกครั้งก็พบว่าทุกอย่างหายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นหรั่นอิงขยับมือ เท้า จากนั้นก็คอ นางรู้สึกถึงความปวดเมื่อยที่แผ่ลามไปตามจุดต่างๆ ร่างกายหนักอึ้งคล้ายกับนอนท่าเดียวนานๆ จากนั้นความรู้สึกชาก็ค่อยๆ แพร่กระจายไปตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า“อา...” ส่งเสียงได้เพียงเท่านั้นก็ต้องหลับตาลงอีกครั้ง นางยังไม่ลุกเพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองบาดเจ็บมากน้อยเพียงใดความทรงจำสุดท้ายที่นึกออกก็คือ...นางกำลังประมือกับจอมมารแห่งพรรคอวิ๋นซาน ฝ่ายมารอันชั่วร้ายซึ่งบุกขึ้นคุนหลุนซาน หมายโค่นล้มฝ่ายธรรมะซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นี่ อาจารย์ของนางกำลังเพลี่ยงพล้ำ ขณะที่นางเอาตัวเข้ามาขวาง ผลักจอมมารพร้อมหลอกล่อเขามายังหน้าผาของคุนหลุนซานกำลังภายในลึกล้ำ ยอดยุทธ์แห่งยุคทั้งสองที่ประมือกัน ทำให้หุบผาแห่งคุนหลุนซานสั่นสะเทือน ชั่วขณะที่นางแทงกระบี่จ้วงลึกยังหน้าอกของจอมมาร อีกฝ่ายกลับตะโกนเรียกอาจารย์ของนาง“หลินซาง!!!”ผ่านการประมือนับร้อยครั้ง กลับมาหลงกลเพียงเพราะกลลวงกระจอกๆ หรั่นอิงที่ในใจมีความห่วงก







