เข้าสู่ระบบเรือนไม้กลางป่า ในห้วงเหมันต์
ลมหนาวยามราตรีพัดต้องยอดสนให้เอนเอียง เสียงไม้ไผ่กระทบกันดังแว่วอยู่ในความเงียบของผืนป่า แสงจันทร์ขาวนวลลอดผ่านม่านหมอกบางต้องพื้นไม้บนเรือนเรียบง่ายกลางป่า เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าซึ่งเต็มไปด้วยเอกสารและสมุดบัญชี เสียงดีดลูกคิด “แกรก ๆ” ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งบอกถึงความตั้งใจของหญิงผู้เป็นนายเหนือบ่าวทั้งหลาย เซี่ยหลัวเยี่ยน บุตรีแม่ทัพเซี่ยอวี้เทียนที่เคยรุ่งเรือง เพียงไม่ถึงเดือนจวนถูกยึด บิดาถูกเนรเทศไปเมืองทุรกันดารทรัพย์ถูกอายัดเข้าคลังหลวง ยังดีที่บิดาและนางไหวตัวทันนำทรัพย์สินของมีค่าเคลื่อนย้ายออกมาพอให้อยู่ได้อย่างสบายตลอดชาติ หากลำพังตัวเองคงไม่ลำบาก ยังมีบ่าวที่ติดตามมาอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องดูแล บัดนี้นางจึงต้องลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยสองมือตนเอง เพื่อพลิกฟื้นฐานะตนเองอีกครั้ง “ท่านพ่อบ้าน หลงจู๊ที่ข้าให้ไปช่วยดูแลร้านอาหารในเมืองหลวง เป็นเช่นไรบ้าง?” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน ทว่าแฝงด้วยอำนาจและความมั่นใจ มือเรียวไม่หยุดเคลื่อนไหวเหนือเม็ดลูกคิด พ่อบ้านชราผู้ยืนอยู่เบื้องหน้ารีบค้อมศีรษะต่ำ ตอบด้วยเสียงนอบน้อม “เรียนคุณหนู หลงจู๊ผู้นั้นทำงานได้ดีนักขอรับ เพียงแต่…” คำพูดขาดห้วงกลางอากาศ ดวงตาแฝงแววลังเล หลัวเยี่ยนเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ ใบหน้างามต้องแสงตะเกียงเรืองรองยิ่งขับให้ผิวพรรณนวลละมุน ดูเยือกเย็นดังหิมะฤดูหนาว “แต่…อะไรหรือ?” พ่อบ้านสูดลมหายใจเบา ก่อนตอบด้วยความจริงใจ “คือว่า ข้าน้อยรู้สึกกระดากใจนัก ที่ต้องแสดงตนเป็นเถ้าแก่เจ้าของร้านน่ะขอรับ” มุมปากของหลัวเยี่ยนคลี่ยิ้มบาง ๆ “ในเมื่อท่านเป็นผู้ดูแลแทนข้า ย่อมต้องรับหน้าที่นี้อยู่แล้ว หากมิใช่ท่าน แล้วจะให้ข้าไว้ใจผู้ใดเล่า?” น้ำเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจและความเชื่อมั่น ร้านอาหารในเมืองหลวงที่นางให้ตั้งขึ้นนั้น เป็นผลงานแรกในแผนการใหญ่ของนาง กิจการที่หลัวเยี่ยนใช้ความรู้จากโลกก่อนมาวางรากฐานอย่างรัดกุม ตั้งแต่การบริหารจัดการ ระบบบัญชี ไปจนถึงการบริการลูกค้า นางคัดเลือกหลงจู๊ฝีมือเยี่ยมมาคุมร้าน ให้พ่อบ้านและเอ้อเหนียงถือสิทธิ์ในนาม พร้อมพ่อครัวใหญ่และเหล่าบ่าวที่ซื่อสัตย์ช่วยกันทำงานประจำวัน แม้เรือนไม้กลางป่าจะอยู่ห่างไกล แต่ทุกคืนหลัวเยี่ยนก็ยังคงตรวจสอบบัญชีด้วยมือของตน ถ่ายทอดวิชาคำนวณและการทำบัญชีให้อเอ้อเหนียง ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะยืนหยัดได้ แม้นางไม่อยู่ก็ตาม “เมื่อทุกสิ่งลงตัว วันนั้น...ข้าจะได้ก้าวต่อไป” เส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนาม นางรู้ดีว่าเพื่อจะพลิกชะตาและอยู่รอดในเกมแห่งอำนาจ จำเป็นต้องก้าวให้เร็วกว่าผู้อื่นหนึ่งก้าวเสมอ ร้านอาหารกลางเมืองหลวงที่นางเปิดมาร่วมอาทิตย์ เริ่มคึกคัก ด้วยผู้คนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารหอมอบอวลทั่วถนน ภายนอกร้านดูเรียบแต่หรู ใช้โครงไม้โบราณขัดด้วยไม้เนื้อเข้ม ป้ายร้านสลักชื่ออย่างประณีต ตัดกับพื้นหินขัดสะอาดตา ภายในร้านอบอุ่นและมีระเบียบ เมนูอาหารมีทั้งภาพและราคาให้ลูกค้าเลือกสะดวก พนักงานแต่งกายด้วยชุดประจำร้านสีสุภาพเหมือนกันหมด ต่างกันเพียงหลงจู๊ซึ่งสวมชุดที่แตกต่างเพราะตำแหน่ง แต่ละคนได้รับชุดประจำกายหกชุด ผลัดวันหยุดกันคนละหนึ่งวัน ได้ค่าแรงและอาหารครบสามมื้อ พ่อครัวใหญ่ได้รับอิสระรังสรรค์เมนูใหม่ตามคำแนะนำของเซี่ยหลัวเยี่ยน ซึ่งนางมักปลอมตัวเข้าไปในร้านเพื่อทดสอบบ่อยครั้ง ทั้งรสชาติ การบริการ และบรรยากาศ เพื่อประเมินด้วยตนเองจนมั่นใจ นี่คือก้าวแรกที่มั่นคง ก้าวที่หญิงสาวผู้มาจากต่างยุคเริ่มใช้ความสามรถปลูกฝังรากฐานแห่งอำนาจด้วยสติและความรู้ ค่ำวันนั้น ลมหนาวพัดผ่านเรือน เสียงไม้กระทบดังแผ่ว หลัวเยี่ยนนั่งร่วมโต๊ะกับทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการเดินทาง “เอ้อเหนียง เจ้าต้องอยู่ช่วยพ่อบ้านดูแลกิจการที่นี่ พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปหัวเมืองทางใต้ ฝากพวกเจ้าด้วยนะ” เอ้อเหนียงน้ำตาคลอ พ่อบ้านมีสีหน้าเศร้า หลายคนก้มหน้าอย่างอาลัย “กิจการนี้ข้าสร้างขึ้นเพื่อให้พวกเจ้ามีงาน มีชีวิตที่มั่นคง จะรอดหรือไม่...อยู่ที่มือของพวกเจ้าแล้ว ข้าเชื่อว่าทุกคนทำได้” นางยิ้มบาง ก่อนเอ่ยติดตลก “อย่าทำเจ๊งเสียก่อนล่ะ มิฉะนั้นข้าคงต้องกลับมาดุด่าแน่” เอ้อเหนียงหัวเราะทั้งน้ำตา “คุณหนูอย่าล้อบ่าวเล่นเลยเจ้าค่ะ” พ่อครัวเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้าน้อยทำหมูสวรรค์สูตรตามที่คุณหนูสอนไว้ให้สำหรับเดินทาง อีกทั้งยังมีอาหารจานใหม่ให้คุณหนูได้ลองชิมด้วยขอรับ” หลัวเยี่ยนหัวเราะเบา “ดี งั้นตั้งโต๊ะเถอะ” ทุกคนนั่งร่วมโต๊ะไม้ยาว แสงตะเกียงอุ่นไหวต้องใบหน้าแต่ละคนราวภาพในความทรงจำ คืนนี้คือค่ำคืนแห่งคำอำลา แต่ในใจของหญิงสาวกลับนิ่งสงบ เพราะนางรู้ดี หลังสายฝน ย่อมมีฟ้าที่สดใสเสมอ แสงจันทร์ทอแสงสว่างจ้า หญิงสาวสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ ยืนมองความงามยามค่ำคืน ด้วยหัวใจอันโดดเดี่ยวและว่างเปล่า แผนการต่อไปคือการเดินทางลงใต้ เพื่อเข้าพบท่านตา เจ้าเมืองหัวเมืองทางใต้ ขอให้ท่านรับนางเป็นบุตรบุญธรรม เพื่อสร้างรากฐานอำนาจและเครือข่ายในราชสำนัก เพราะในสนามการเมืองนี้ หากรอเพียงโชคชะตา ย่อมช้าเกินไปสำหรับผู้ที่นางคิดจะล้างแค้น หากจะชนะนางต้องเหนือกว่าศัตรู ดวงตาของเซี่ยหลัวเยี่ยนฉายแววลึกล้ำ ใบหน้านิ่งสงบคล้ายผิวน้ำใต้จันทร์ ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ สายลมหนาวพัดกรูผ่านผิวกายบางให้สั่นสะท้านจนนางห่อตัวหากแต่มันมิได้พัดพาเพียงความเย็นเยียบ ยังพัดพาความคะนึงหาของใครบางคนมาถึงนาง“เจ้าคิดว่านี่จะหยุดเขาได้หรือ? ในเมื่อทั่วแผ่นดินเขาฝังรากมาเนิ่นนาน” นางส่ายหน้าเบา ๆ “เพราะเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจึงคิดว่า หากเดินหมากแล้วไม่สำเร็จ เขาย่อมต้องลงมือหนักขึ้น”นางเอ่ยท่าทีครุ่นคิด “เจ้ากลัวแล้วหรือ?”โม่จิ่งเหิงยกยิ้มถาม “หม่อมฉันมิได้กลัว แค่คิดว่าจะจัดการพวกมันยังไงให้สาสม อัครเสนาบดี กับเซี่ยอวี้เฉิง ใส่ร้ายบิดาของหม่อมฉัน มันต้องรับโทษทัน”แววตานางวาววับด้วยแรงแค้น โม่จิ่งเหิงหลุบดวงเนตรต่ำลง ใจพระองค์ย่อมรู้ดีว่า ใครคือผู้วางหมากนี้ หากนางรู้ว่าเป็นเขาที่บีบใช้แผนเสียเอง นางคงจะยากอภัย ขณะความเงียบชั่วอึดใจ พลันบังเกิด ลมพัดจากหน้าต่างเข้ามาสายหนึ่ง ฟึ่บ! เสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เทียนเล่มหนึ่งดับลงในทันที เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานจากคานหลังคาราวกับวิญญาณร้าย ดาบบางเฉียบสะท้อนแสงเทียนวาบหนึ่งก่อนฟันลงตรงพระศอของรัชทายาทอย่างแม่นยำ หลิวจิ้งเหยียนที่เฝ้าอยู่นอกประตูพลันสัมผัสไอสังหารได้ก่อนครึ่งลมหายใจจึงถลันกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” เสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมเสียงโลหะกระทบกัน โม่จิ่งเหิงเอนกายหลบ ดาบเฉียดปลายผมไปหวุดหวิด ประกายไฟแลบวาบในความมืด มือสังหารส
ทว่าผู้ที่อยู่ในกระดานหาใช่มีเพียงหนึ่งไม่ ความละโมบของอัครเสนาบดีหาได้หลุดพ้นจากสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ไม่ค่ำคืนปกคลุมพระราชวังด้วยความเงียบหนักอึ้ง โคมไฟใต้ชายคาตำหนักไท่เหอแกว่งไกวตามแรงลมหนาว เงาทอดยาวบนพื้นหินเย็นเยียบ ราวกับลางร้ายที่กำลังคืบคลานภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ประทับนิ่งหลังโต๊ะมังกร พระพักตร์สงบนิ่ง ทว่าแววพระเนตรลึกดำมืดดุจพายุที่ก่อตัวรายงานลับถูกวางเรียงเบื้องหน้าตราประทับขององครักษ์เงาถ้อยคำสั้นกระชับ แต่หนักแน่นพอจะสะเทือนบัลลังก์อัครเสนาบดีเว่ยชางหลง สั่งการโยกย้ายขุนนางฝ่ายทหารทรัพย์สินไหลเวียนผิดปกติส่งเครือข่ายสายลับแทรกซึมถึงกรมพิธีการและที่ร้ายแรงที่สุด คือการส่งมือสังหารลอบปลงพระชนม์รัชทายาทระหว่างเสด็จช่วยผู้ประสบภัยหัวเมืองใต้ฮ่องเต้ทรงหลับพระเนตรครู่หนึ่งหากบัลลังก์จะตกสู่มือโม่จิ่งเหิง พระองค์ย่อมยินยอมแต่หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือชายชู้ของฮองเฮา มิเท่ากับนั่นคือการเหยียบย่ำสายเลือดมังกรโดยแท้หรอกหรือฮองเฮา…พระองค์ทรงทราบดีว่านางถูกชักใยด้วยความทะเยอทะยานและความหลงผิดทว่าผู้ที่หมายเอาชีวิตโอรสเพียงองค์เดียวของพระองค์นั้นมิอาจอภัย“พวกมัน
อรุณแรกค่อย ๆ ทอแสงหลังฝนสุดท้ายโปรย ช่วงเวลาพักฟื้นพระวรกายผ่านไปเจ็ดวันบาดแผลของรัชทายาทเริ่มสมาน เลือดที่เคยซึมหยุดไหล ไข้ที่เคยรุมเร้าก็เลือนหาย ชายหนุ่มในฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่ายทรงก้าวออกมารับลมเช้า พระพักตร์ยังซีดเซียวเล็กน้อย ทว่าแววตากลับสดใสกว่าหลายวันก่อนเซี่ยหลัวเยี่ยนยืนอยู่เคียงข้าง มิห่างกายแม้ก้าวเดียว นางสวมอาภรณ์แพรสีฟ้าอ่อน ปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามสายลม เรือนผมดำขลับเกล้ามวยอย่างประณีต ปักปิ่นหยกขาวเรียบง่าย งามสง่าดุจดอกบัวแรกแย้มกลางสระทั้งสองประทับนั่งตรงศาลา บนโต๊ะไม้เตี้ยมีชาร้อนควันบางลอยกรุ่นรัชทายาททอดพระเนตรหญิงสาวครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเสียงนุ่มต่ำ“หลายวันมานี้ เจ้าคงเหน็ดเหนื่อยที่ดูแลข้า”น้ำเสียงนั้นมิใช่เพียงความเกรงใจ หากแฝงความอ่อนโยนที่มิได้มีต่อผู้ใดง่าย ๆเซี่ยหลัวเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจิบ สีหน้ายังคงเรียบเฉยราวสายน้ำสงบ“หม่อมฉันทำเพื่อตำแหน่งฮองเฮา มิต้องทรงห่วงหรอกเพคะ”ถ้อยคำฟังดูเย็นชาแฝงแววประชดประชัน ทว่าแววตาที่หลุบต่ำกลับไหววูบเล็กน้อย ปลายนิ้วที่จับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แก้มเนียนใต้แสงเช้าดูเรื่อบางอย่างมิอาจปิดบังรัชทายาทยกมุมพระโอษฐ์
จวนเจ้าเมืองสกุลหลิน เรือนฮูหยินใหญ่ยังสว่างด้วยเปลวเทียนนิ่งสงบ“นายท่านไปค้างที่เรือนบุปผาอีกแล้วใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แววตาร้าวลึก“ใช่เจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฮูหยินรองเกิดอาการแพ้กุ้งจากอาหารในงานเลี้ยงเจ้าค่ะ”“แพ้กุ้งงั้นหรือ…”รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้ากู้ซู่อิ๋ง หากดวงตากลับเย็นเยียบ งานเลี้ยงต้อนรับหลานสาวผู้เฒ่าหลินเมื่อเย็น ช่างสบโอกาสให้นางได้ลงมือ กำจัดเสี้ยนหนามหัวใจเสียที กุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ ที่นางสั่งให้คนครัวคัดสรรมาอย่างดี ให้พ่อครัวทำเป็นซุปใสให้เฉพาะฮูหยินรอง ส่วนคนอื่นๆ ได้กุ้งทั้งตัว นั่นเพราะนางรู้ดีว่ามันทำให้คนกินแพ้อาจถึงตายได้ และไม่มีใครรู้ว่าผิงอันฮูหยินรองนั้นแพ้กุ้งนอกจากนางที่พบสมุดบันทึกส่วนตัวของผิงอันเข้าโดยบังเอิญ ดังนั้นผลงานนี้นางต้องไปดูให้เห็นกับตาณ เรือนบุปผาหลินจื่อเยว่เช็ดกายภรรยารองด้วยความกังวลใจ “ผิงอัน เจ้าต้องหาย อย่าเป็นอะไรไปนะ เพื่อข้าและจิ่วเอ๋อ…”แม้หมอจะจัดยาและลดพิษลงได้ แต่ร่างกายนางก็ยังอ่อนแออยู่มากภาพสามคน พ่อแม่ลูกแนบชิดราวโลกนี้มีเพียงกันและกันถึงกับทำให้กู้ซู่อิ๋งที่เพิ่งมาถึงประตู รู้สึกหัวใจถูก
สายฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แสงวาบสว่างชั่วขณะเผยภาพคมดาบที่ฟาดลงอย่างไร้ปรานี จากทางเบื้องหลัง องค์รัชทายาทชายหนุ่มหันมารับดาบไว้ทันด้วยมือข้างเดียว เสียงโลหะกระทบกันดังแกร่งกร้าว โม่จิ่งเหิงถอยหลังครึ่งก้าว เลือดสดกระเซ็นย้อมอาภรณ์สีเข้มให้ยิ่งดำทะมึนชั่วพริบตาก่อนที่คมดาบจะปลิดชีพนั้น ลูกธนูสายหนึ่งพุ่งฝ่าม่านฝนดัง “ฟึ่บ! ฉึก!” ปลายศรปักทะลุคอหอยนักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างในชุดดำทรุดฮวบลงกับพื้นโคลน เลือดไหลปนสายฝน จงฉงจื่อยังคงลดคันธนูลงช้า ๆ แววตาคมดุใต้ม่านฝนเยียบเย็น “คิดลอบปลงพระชนม์รัชทายาท… ช่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” หลิวจิ้งเหยียนไม่รอช้า รีบนำทหารองค์รักษ์ คุ้มกันโม่จิ่งเหิงกลับจวน ท่ามกลางพายุที่ยังคำรามไม่หยุดภายในห้องบรรทม กลิ่นโลหิตผสมกลิ่นยาสมุนไพรลอยคลุ้ง หมอหลวงกำลังจับชีพจร สีหน้าขรึมเคร่ง“พระอาการมิถึงกับสาหัส แต่เสียโลหิตมาก บาดแผลลึกและยาว อีกทั้งต้องระวังพิษไข้แทรกซ้อน อย่างน้อยครึ่งเดือนจึงจะฟื้น สองสามวันนี้ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดขอรับ” หลิวจิ้งเหยียนพยักหน้า แม้สีหน้าเรียบเฉยดั่งหินผา ทว่าแววตากลับเคร่งเครียดเกินกว่าจะปิดบังไป๋อวี่หลงยืนข้างเตียง คอยส่งผ้า ช่วยเปลี่ยน
จวนสกุลเซี่ยเคยโอ่อ่าเป็นที่ยำเกรงของผู้คน ทว่าบัดนี้กลับต้องเปิดประตูรับ “บ้านรอง” เข้ามาอยู่อาศัยแทนที่โดยไม่มีใครกล้าเอ่ยค้าน เมื่อผู้หนึ่งตกต่ำ อีกผู้หนึ่งผงาดขึ้นสูง ความภักดีของคนย่อมเอนเอียงไปตามอำนาจ สกุลเซี่ยเองก็ไม่อาจหนีพ้นชะตานั้นเซี่ยอวี้เฉิง เสนาบดีกรมคลังผู้กุมเส้นเลือดใหญ่ทางการเงินของแคว้น แม้ชื่อเสียงจะรุ่งเรืองจนผู้คนต้องเกรงใจ แต่ต่อหน้าอัครเสนาบดี เขาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไร้สิทธิ์ขัดขืน บัดนี้แม้แต่บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เขาทะนุถนอม ยังต้องบอบช้ำแทบสิ้นสติด้วยน้ำมือผู้มีอำนาจเหนือกว่าเสียงร่ำไห้สะอื้นดังสะท้อนโถงเรือน อวี่เฟิงกอดหลิวอวี้เหวินแน่น ร่างบางในอ้อมแขนสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดราวกลีบดอกไม้ต้องลมหนาว“เป็นเพราะท่าน... ถ้าไม่ใช่เพราะท่าน อวี้เหวินจะเป็นเช่นนี้หรือ ฮือ ๆ…” น้ำเสียงของมารดาแตกพร่า เจ็บปวดจนแทบขาดใจใบหน้าเซี่ยอวี้เฉิงเคร่งขรึม เส้นเลือดที่ขมับเต้นระริก ความโกรธและความอับจนถาโถมอยู่ในอก “เจ้าก็เอาแต่โทษข้า อวี้เหวินเตือนแล้วไม่ฟังเอง”คำพูดแข็งกระด้าง ทว่าดวงตากลับฉายแววปวดร้าวยากจะปกปิดหลิวอวี้เหวินซบหน้ากับอกมารดา น้ำตาไหลอาบแก้มจนแสบผ







