LOGIN"เจ้า... เจ้ากล่าวหาข้า" ใบหน้าของอนุเตียวเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดในทันที
"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าของพวกนั้นมาอยู่ในชามได้อย่างไร อาจเป็นเพราะคนครัวทำงานสะเพร่าก็ได้"
"สะเพร่าหรือ"
ปัง!
เจียงสวินตบฝ่ามือลงบนโต๊ะจนถ้วยชากระเด้ง บ่าวรับใช้รอบข้างสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน
"เนื้อบูดหนึ่งอย่าง กรวดทรายอีกหนึ่งอย่าง ทั้งหมดบังเอิญมาอยู่ในชามเดียวกัน แถมยังเป็นชามที่ส่งไปให้เด็กอายุสี่ขวบโดยเฉพาะ ท่านคิดว่าข้าโง่หรือคิดว่าคนทั้งจวนโง่กันแน่"
"เจ้า!"
"ซุ่ยเซียงบอกเองว่าเป็นคำสั่งของท่าน" เจียงสวินชี้ไปยังชามตรงหน้า
"หากท่านบริสุทธิ์ใจจริง เช่นนั้นก็ง่ายมาก" นางเลื่อนชามไปตรงหน้าอนุเตียว
"กินสิเจ้าคะ"
"อะไรนะ"
"ข้าบอกให้ท่านกิน" เจียงสวินยิ้มเย็น
"ในเมื่อท่านบอกว่านี่คือของบำรุงที่ตั้งใจให้คุณชายน้อย เหตุใดท่านจึงไม่ลองกินให้พวกเราดูสักคำเล่า"
"เจ้าเป็นเพียงแม่นม กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า"
"ถ้าไม่กล้ากิน ก็เลิกพูดเสียทีว่าของพวกนี้กินได้"
เจียงสวินสวนกลับทันควัน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว
"วันนี้หากเรื่องนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าจะถือชามแกงใบนี้พร้อมลากซุ่ยเซียงไปพบท่านโหว ให้ท่านโหวตัดสินด้วยตัวเองว่าใครผิดใครถูก และหากยังไม่มีใครจัดการ ข้าก็จะไปร้องทุกข์ต่อที่ว่าการเมือง ให้คนทั้งเมืองรู้กันไปเลยว่าคุณชายสายหลักวัยสี่ขวบของตระกูลหลินต้องกินข้าวปนทรายและเนื้อบูดอยู่ทุกวัน!"
คำว่าที่ว่าการเมืองทำให้สีหน้าของอนุเตียวซีดเผือด
“เจ้า! เจ้ากล้าดียังไง” นางชี้หน้าแม่นมต่ำต้อยที่เคยเหยียบย่ำด้วยมือสั่นเทา ไม่คิดว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายจะกล้าหาญชาญชัยถึงขนาดนี้
ตระกูลหลินเป็นตระกูลขุนนางที่มีหน้ามีตา หากเรื่องรังแกเด็กในสายหลักแพร่ออกไปถึงภายนอก ไม่เพียงนางจะถูกลงโทษ ท่านโหวย่อมไม่มีวันยอมให้ชื่อเสียงของตระกูลเสียหายเพราะอนุภรรยาอย่างนางแน่นอน
"เจ้า! เจ้ามันมารร้าย" อนุเตียวตัวสั่นด้วยทั้งความโกรธและความหวาดหวั่น
เจียงสวินยิ้มตอบกลับไป ก่อนตอบเสียงยียวน
"ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ"
อนุเตียวแทบสำลักลมหายใจ
"ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ" เจียงสวินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"ส่งข้าวสวยร้อน ๆ เนื้อดี ๆ ผักสะอาด และอาหารที่มนุษย์กินได้ไปให้คุณชายน้อย หากข้าพบกรวด ทราย ของบูด หรือสิ่งสกปรกแม้แต่นิดเดียว" นางโน้มตัวลงเล็กน้อย สบตาอนุเตียวตรง ๆ
"ข้าจะถือชามนั้นกลับมาถึงเรือนนี้ แล้วสาดใส่หน้าท่านถึงบนเตียง"
"เจียงสวิน!"
"ข้าพูดจริง และทำจริง" สิ้นคำ เจียงสวินก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนกลางโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ทิ้งให้อนุเตียวยืนตัวสั่นด้วยความแค้น ขณะที่บ่าวรับใช้รอบเรือนต่างหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนคงต้องมองแม่นมแห่งเรือนหลังเสียใหม่แล้ว เพราะแม่นมเจียงคนนี้ ไม่เพียงไม่กลัวอนุเตียว แต่นางยังกล้าบุกถึงเรือนเพื่อเอาเรื่องซึ่ง ๆ หน้าอีกด้วย
ท่ามกลางสายฝนพรำด้านนอก ตรงมุมมืดใต้ต้นหลิวใหญ่ มีบุรุษผู้หนึ่งยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบงัน
หลินเฟิงเจี๋ยทอดสายตามองสตรีในชุดแม่นมเรียบง่ายที่เพิ่งบุกอาละวาดเรือนกลางจนคนทั้งเรือนแตกตื่น ก่อนเดินกลับไปยังเรือนหลังด้วยท่วงท่าองอาจราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เพิ่งประกาศสงครามกับอนุภรรยาของตระกูล
ดวงตาคมของท่านอาเล็กยังคงเย็นเยียบดังเดิม ทว่าลึกลงไปกลับมีประกายสนใจที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"ไปจัดการคนครัว และสืบเรื่องอนุเตียวมาให้ละเอียด" หลินเฟิงเจี๋ยออกคำสั่งแก่องครักษ์เงาข้างกายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ส่วนแม่นมเจียง คืนนี้ส่งคนไปเฝ้าเรือนหลังไว้ หากมีใครกล้าไปก่อกวนพวกนาง" เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
"จัดการเสีย"
"รับทราบขอรับ นายท่านสาม" องครักษ์เงารับคำ ก่อนลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วอดถามไม่ได้
"นายท่านจะไม่เข้าไปช่วยคุณชายน้อยหรือขอรับ"
หลินเฟิงเจี๋ยเหลือบมองไปยังทิศทางที่เจียงสวินเพิ่งเดินจากไป ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
"ดูจากเมื่อครู่แล้ว" นัยน์ตาคมทอประกายลึกล้ำ
"นางจัดการได้ดีกว่าข้าเสียอีก" เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนทอดสายตาไปยังเรือนหลังที่หลานชายของตนอาศัยอยู่
"เด็กคนนั้นได้เจอแม่นมที่ดีแล้ว" อีกอย่างเขาก็คิดว่าหากหลานชายโดนรังแก หรือแม่นมของเขาโดนรังแก เขาก็จะรีบเข้าไปช่วยในทันที
แสงอรุณของวันใหม่สาดผ่านม่านเมฆ ฉาบเรือนหลังหลังเก่าจนสว่างขึ้น บรรยากาศเงียบสงบแตกต่างจากเมื่อคืนราวกับเป็นคนละโลก
หลังจากเจียงสวินบุกไปอาละวาดถึงเรือนกลาง อนุเตียวก็ยอมส่งอาหารอย่างดีมาให้แต่โดยดี ทั้งข้าวสวยร้อน ๆ เนื้อปลาและผักสด คราวนี้ไม่มีก้อนกรวด เม็ดทราย หรือกลิ่นบูดปะปนมาแม้แต่น้อย
เสี่ยวอวี๋ได้กินอาหารจนอิ่มท้องและหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เช้านี้ใบหน้าเล็กจึงดูสดใสขึ้น แก้มซูบตอบเริ่มมีเลือดฝาด และที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ เด็กน้อยเริ่มยิ้มให้แม่นมเจียงมากขึ้นกว่าเดิม
ทว่าความสงบสุขกลับดำรงอยู่ได้ไม่นาน
ตึง!
เสียงถีบประตูเรือนหลังดังสนั่น
สตรีวัยกลางคนในชุดผ้าไหมปักดิ้นทองหรูหราก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าถมึงทึง เครื่องประดับเต็มศีรษะสั่นไหวตามแรงก้าวเดิน ริมฝีปากแต้มสีชาดเหยียดยิ้มอย่างถือดี
นางคือฮูหยินใหญ่หลิน ป้าสะใภ้ใหญ่ของเสี่ยวอวี๋ ผู้กุมอำนาจฝ่ายในของตระกูลหลินในช่วงที่ผู้อาวุโสและผู้มีอำนาจตัวจริงไม่อยู่ในจวน
ด้านหลังยังมีบ่าวชายหญิงติดตามมาอีกเกือบสิบคน ท่าทางแต่ละคนดูเอาเรื่อง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาเยี่ยมเยียนด้วยเจตนาดี
"แม่นมเจียง เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไปอาละวาดเรือนกลาง แล้วยังบีบบังคับขู่เข็ญอนุเตียว" ฮูหยินใหญ่หลินตวาดเสียงแหลมทันทีที่ก้าวเข้ามา
"วันนี้หากข้าไม่สั่งตบปากเจ้าห้าสิบทีแล้วไล่ออกจากจวน ต่อไปตระกูลหลินยังจะมีกฎระเบียบเหลืออยู่อีกหรือ" เสี่ยวอวี๋ที่กำลังนั่งร้อยลูกปัดเล่นอยู่ข้างเตียงสะดุ้งเฮือก
ใบหน้าเล็กซีดเผือดทันที เด็กน้อยรีบลุกขึ้นวิ่งมากอดเอวเจียงสวินแน่น ร่างเล็กสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
เจียงสวินก้มมองเด็กน้อย ก่อนดึงผ้าคลุมไหล่มาห่มให้ แล้วขยับตัวบังเสี่ยวอวี๋ไว้ด้านหลัง
จากนั้นจึงก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ตายเป็นตายวะ ยังไงก็เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง!
"ลงโทษข้าหรือเจ้าคะ" เจียงสวินเลิกคิ้ว พลางเหยียดยิ้ม
"ฮูหยินใหญ่ ท่านมาถึงก็เอะอะโวยวาย จะตบปาก จะไล่ข้าออกจากจวน แต่กลับไม่คิดถามสักคำว่าเหตุใดข้าจึงต้องไปถึงเรือนกลาง"
"เจ้ายังกล้าเถียง"
"เหตุใดข้าจะไม่กล้า ในเมื่อข้าไม่ได้ทำอันใดผิด"
เจียงสวินสวนกลับทันควัน
"อนุเตียวส่งเศษข้าวปนกรวดปนทรายมาให้คุณชายน้อยกิน ครั้งที่สองยังส่งเนื้อบูดมาอีก หากข้าไม่ไปทวงความเป็นธรรม ป่านนี้คุณชายสายหลักวัยเพียงสี่ขวบอาจเจ็บป่วยเพราะอาหารสกปรกไปแล้วก็เป็นได้ แล้วคนที่ควรถูกลงโทษคือข้าหรือเจ้าคะ"
"สามหาว!" ฮูหยินใหญ่หลินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เมื่อคนตรงหน้ากล้าต่อปากต่อคำกับนางแบบไม่ลดราวาศอก
"เด็กคนนี้ก็เป็นเพียงมารหัวขน มารดาของมันตายไปแล้ว มีอาหารให้กินก็นับว่าเป็นเมตตาของตระกูลหลินมากพอแล้ว"ทันทีที่ได้ยินคำว่ามารหัวขน มือเล็กที่กำชายเสื้อเจียงสวินอยู่พลันสั่นขึ้นมาเจียงสวินสัมผัสได้ทันที แววตาของนางเย็นยะเยือกลงในทันที"พูดให้ดีนะเจ้าคะ""ทำไม ข้าพูดผิดตรงไหน" ฮูหยินใหญ่หลินแค่นหัวเราะ ก่อนปรายตามองเสี่ยวอวี๋อย่างรังเกียจเดียดฉันท์“เจ้ามันก็แค่แม่นมชั้นต่ำ กล้าดียังไงมาตีฝีปากกับข้า”“ถูกก็ว่ากันไปตามถูก ผิดก็ว่ากันไปตามผิดเจ้าค่ะ”“นี่เจ้า!”“ข้าพูดผิดตรงไหนเจ้าคะ”" วันนี้ข้าไม่ได้มาเพราะเรื่องของเจ้าเพียงอย่างเดียว ข้าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินฝ่ายใน สินเดิมของมารดาเด็กคนนี้ย่อมต้องอยู่ในความดูแลของข้า วันนี้ข้าจะให้คนย้ายหีบสมบัติทั้งหมดไปเก็บไว้ที่เรือนใหญ่ เด็กตัวแค่นี้จะรักษาของมีค่าพวกนั้นไว้ได้อย่างไร"เจียงสวินหรี่ตาลงทันทีที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เอาเรื่องที่นางบุกเรือนกลางมาเป็นข้ออ้าง แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือสินเดิมของมารดาเสี่ยวอวี๋ คิดจะฉวยโอกาสที่เด็กไร้บิดามารดาคุ้มครอง มาปล้นสมบัติของเด็กอายุสี่ขวบถึงในเรือน"ไม่ได้" คำสั้น ๆ ทำให้ฮูหยินใหญ่หลินชะงัก"เจ้าว่
"เจ้า... เจ้ากล่าวหาข้า" ใบหน้าของอนุเตียวเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดในทันที"ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าของพวกนั้นมาอยู่ในชามได้อย่างไร อาจเป็นเพราะคนครัวทำงานสะเพร่าก็ได้""สะเพร่าหรือ"ปัง!เจียงสวินตบฝ่ามือลงบนโต๊ะจนถ้วยชากระเด้ง บ่าวรับใช้รอบข้างสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน"เนื้อบูดหนึ่งอย่าง กรวดทรายอีกหนึ่งอย่าง ทั้งหมดบังเอิญมาอยู่ในชามเดียวกัน แถมยังเป็นชามที่ส่งไปให้เด็กอายุสี่ขวบโดยเฉพาะ ท่านคิดว่าข้าโง่หรือคิดว่าคนทั้งจวนโง่กันแน่""เจ้า!""ซุ่ยเซียงบอกเองว่าเป็นคำสั่งของท่าน" เจียงสวินชี้ไปยังชามตรงหน้า"หากท่านบริสุทธิ์ใจจริง เช่นนั้นก็ง่ายมาก" นางเลื่อนชามไปตรงหน้าอนุเตียว"กินสิเจ้าคะ""อะไรนะ""ข้าบอกให้ท่านกิน" เจียงสวินยิ้มเย็น"ในเมื่อท่านบอกว่านี่คือของบำรุงที่ตั้งใจให้คุณชายน้อย เหตุใดท่านจึงไม่ลองกินให้พวกเราดูสักคำเล่า""เจ้าเป็นเพียงแม่นม กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า""ถ้าไม่กล้ากิน ก็เลิกพูดเสียทีว่าของพวกนี้กินได้"เจียงสวินสวนกลับทันควัน ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว"วันนี้หากเรื่องนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ข้าจะถือชามแกงใบนี้พร้อมลากซุ่ยเซียงไปพบท่านโหว ให้ท่านโหวตัดสินด้วยตั
เขาคือ 'หลินเฟิงเจี๋ย'ท่านอาเล็กแห่งตระกูลหลิน ผู้เพิ่งเดินทางกลับจากแคว้นเหนือตลอดเวลาที่ผ่านมา เขายืนเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขา สายตาคมทอดผ่านช่องหน้าต่าง ไปหยุดอยู่ที่สตรีผู้กำลังกอดหลานชายของเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม มุมปากของบุรุษผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใด ค่อย ๆ ยกขึ้นเพียงเล็กน้อย"แม่นมเจียงอย่างนั้นหรือ" เสียงทุ้มต่ำดังแผ่วท่ามกลางสายฝน"ปากกล้า ใจก็กล้าไม่น้อย" แววตาที่เคยเย็นชาราวน้ำแข็ง พลันฉายประกายความสนใจขึ้นเป็นครั้งแรกเสียงฝนที่เคยกระหน่ำเริ่มซาลง เหลือเพียงละอองฝนพรำบางเบา ทว่าความอบอุ่นภายในห้องพักเล็ก ๆ ของเรือนหลังกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาดเจียงสวินประคองหลินเสี่ยวอวี๋ออกจากตู้เสื้อผ้า ก่อนพาเด็กน้อยมานั่งบนเตียงเก่า ๆ นางหยิบผ้าสะอาดมาชุบน้ำ บรรจงเช็ดคราบน้ำตาและคราบสกปรกบนใบหน้าให้อย่างเบามือเสี่ยวอวี๋ตัวเล็กเสียจนน่าใจหาย แก้มที่ควรจะนุ่มนิ่มอวบอิ่มตามวัยกลับซูบตอบเพราะขาดสารอาหาร ดวงตากลมโตที่หม่นหมองยังคงมองนางอย่างหวาดระแวง ทว่ามือเล็ก ๆ กลับกำสาบเสื้อของเจียงสวินไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเพียงปล่อยมือ นางจะห
เสียงสายฝนโปรยกระหน่ำลงบนหลังคากระเบื้อง ดังไปทั่วเรือนหลังอันทรุดโทรมของตระกูลหลิน บรรยากาศชื้นเย็นและเงียบเหงาชวนอึดอัด แผ่กระจายไปทั่วบริเวณ'เจียงสวิน' ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมความรู้สึกเจ็บหนึบที่ท้ายทอย ราวกับเพิ่งถูกของแข็งฟาดเข้าอย่างแรง นางยกมือขึ้นแตะศีรษะโดยสัญชาตญาณ แต่ยังไม่ทันได้เรียบเรียงความทรงจำที่ปั่นป่วน เสียงแหลมบาดแก้วหูก็ดังแทรกเข้ามาเสียก่อน"ตื่นแล้วหรือ นึกว่าตายไปแล้วเสียอีก!"เจียงสวินยันกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนเงยหน้ามองสตรีที่ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้าหญิงผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดบ่าวรับใช้เนื้อผ้าดี สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจและดูแคลน ดวงตาที่จ้องมายังนางราวกับกำลังมองสิ่งสกปรกและเพียงสบตากัน ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำหลากนางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายจีนโบราณเรื่องหนึ่ง กลายเป็น 'แม่นมเจียง' สตรีกำพร้าไร้ที่พึ่ง ผู้ถูกว่าจ้างให้ดูแล 'หลินเสี่ยวอวี๋' คุณชายน้อยวัยเพียงสี่ขวบแห่งตระกูลหลินเด็กน้อยผู้แสนอาภัพ ในเนื้อเรื่องเดิม เด็กคนนี้จะเติบโตเป็นตัวร้ายผู้เหี้ยมโหด เลือดเย็น และฆ่าคนโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา เพราะตลอดชีวิตในวัยเยาว์ถูก







