LOGIN๔
ทางด้านองค์ชายสี่อู๋เยี่ยนหยา…
“องค์ชายทรงพระสรวลใส่หม่อมฉันหรือเพคะ”
ท่าทางของนางตอนถามประโยคนี้จริงจังมาก นางจะรู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังทำสีหน้าต่างไปจากคนเดิม
ที่เหลียงกงกงกล่าวว่านางเปลี่ยนไปนั้น...
ข้าเริ่มจะเชื่อแล้ว!
ว่าแต่…อะไรทำให้นางเปลี่ยนไปกัน
“เปิ่นหวางหัวเราะเจ้าเพราะรู้สึกเอ็นดู เมื่อครู่ให้เปิ่นหวางรับหน้าคนเดียวเลยนะ”
“บุรุษที่รักหยกถนอมบุปผาต้องทำเช่นนี้อยู่แล้ว”
ข้าเลิกคิ้วเมื่อนางนางโต้ตอบทันทีทันควัน เพราะสิ่งนี้เป็นการแสดงออกว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่
“เอ่อ หม่อมฉันหมายความว่า เปิดทางให้บุรุษได้แสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกมาเพคะ”
นางคงรู้ตัวแล้วว่าได้เผยธาตุแท้ออกมา ตอนนี้จึงกลับมาสวมบทบาทดรุณีผู้ลุ่มหลงในรัก
อย่างที่บอกว่าข้าอ่านคนเก่งมาก แม้นางจะพยายามปรับแววตาให้ระยิบระยับราวกับว่ากำลังมองสิ่งสวยงามที่สุดในโลกในเวลาที่มองข้า
แต่ก็ยังไม่อาจตบตาข้าได้อยู่ดี!
“อ้อ เปิ่นหวางคงต้องขอบคุณคุณหนูติงที่ให้โอกาสนี้แล้วกระมัง”
ข้าแสร้งถามเสียงเข้มซึ่งนางก็รีบโบกมือปฏิเสธไปมา ท่าทางติดร้อนรนจนเหมือน…แสร้งทำ!
“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ จะเรียกว่าหม่อมฉันให้โอกาสพระองค์ได้อย่างไร เป็นองค์ชายแล้วที่เมตตาหม่อมฉัน ซึ้งใจยิ่งนักเพคะ”
ว่าแล้วนางก็ก้มหน้าลงต่ำบีบตัวให้แคบลง แสดงความเขินอายออกมา ข้าทนไม่ไหวหลุดหัวเราะในลำคอ
แล้วก็เป็นไปตามคาด นางรีบเงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่ข้าในทันที!
“องค์ชายทรงพระสรวลใส่หม่อมฉันอีกแล้ว”
“เปิ่นหวางไม่คิดว่าคุณหนูติงจะเป็นคนตลกแบบนี้”
ข้าปิดปากหัวเราะนางที่แสดงสีหน้าตื่นตะลึงใส่
ไม่มีสตรีคนใดแสดงท่าทีเช่นนี้ใส่ข้ามาก่อน ดังนั้นจึงรู้สึกแปลกใหม่ไม่น้อย
“หม่อมฉันแสดงท่าทางตลกออกไปหรือเพคะ เหตุใดหม่อมฉันไม่รู้ตัวเลยสักนิด”
ไม่ว่าเปล่านางยังยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า ก้มหน้าลงต่ำเล็กน้อยลูบคิ้ว แตะมุมปาก
แล้วตอนที่นางยื่นมือไปแตะที่ริมฝีปากสีหวานของตนนั้นข้าถึงได้หยุดหัวเราะ เริ่มจะไม่ตลกแล้ว
นางแตะริมฝีปากตัวเองเช่นนี้ใช่มีใจทอดสะพานให้ข้าหรือไม่
นางกำลังทอดสะพานให้ข้าใช่หรือไม่!
“หากหม่อมฉันเผลอขมวดคิ้วหรือเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว หม่อมฉันขออภัยองค์ชายด้วยเพคะ”
“ไม่ถือสา! ว่าแต่...คุณหนูติงมาซื้อหนังสืออะไรหรือ”
ข้าตัดเรื่องที่นางกำลังทอดสะพานใส่ข้าออกไปเมื่อเห็นสีหน้าแววตาของนาง
แต่หากข้าอ่านผิดไป เป็นนางตบตาข้าได้ ข้าก็จะขอชมเชยนางที่แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติ
“อ้อ หม่อมฉันมาหาหนังสือนิยายอ่านเพคะ องค์ชายเล่าเพคะ”
ข้ารู้ตัวเองเลยว่าตอนนี้ดวงตากำลังเปล่งประกายมากแค่ไหน สถานการณ์เดียวกันต่างกันเพียงแค่เวลา
เหมือนนางจะเปลี่ยนไปจริง!
เมื่อเดือนก่อนข้าบังเอิญเจอนางที่ร้านหนังสือแห่งนี้ นางกล่าวว่ามาหาหนังสือรวมบทกลอนอ่านทั้งที่ข้ายังไม่ได้เอ่ยถาม
สืบรู้ในภายหลังว่าหนังสือที่นางซื้อกลับไปอ่านแท้จริงแล้วเป็นหนังสือนิยาย
วันนั้นนางทำข้าหัวเราะได้ วันนี้เองก็เช่นกัน!
“เปิ่นหวางคิดว่าคุณหนูมาหาหนังสือรวมบทกลอนอ่านเสียอีก”
นางนิ่งไปทันทีเมื่อข้าเอ่ยประโยคนี้ ท่าทางคล้ายคนกำลังนึกสิ่งใดออก ข้าพยายามคาดเดาลักษณะอาการนี้
หรือนางไม่คิดจะสร้างภาพต่อหน้าข้าแล้ว!
“ถูกองค์ชายจับได้แล้ว แท้จริงแล้วหม่อมฉันกำลังมาหาหนังสือรวมบทกลอนเพคะ เผื่อจะต่อกลอนกับองค์ชายได้บ้าง”
กล่าวจบนางก็ก้มหน้าลงแสดงท่าทางเขินอายอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างไม่ต้องพยามยาม
ข้าคิดว่านางคงจะอายมากกว่าเขิน!
“เช่นนั้นให้เปิ่นหวางเลือกให้ดีหรือไม่”
“เป็นพระมหากรุณาเพคะ”
นางย่อกายลงขอบคุณข้า ยังคงแสดงท่าทางเขินอาย ไม่กล้าสบตากันโดยตรง
ภาพของพวกเราที่คนภายนอกเห็นในตอนนี้ก็คงเป็นสาวงามกำลังถูกเกี้ยวพานจากบุรุษ
ไม่ต้องเดา! เรื่องในวันนี้จะต้องถึงหูพระชายาทั้งสองของข้าเป็นแน่
เอาเป็นว่าในอนาคตข้าจะพยายามปกป้องเจ้าเท่าที่จะสามารถทำได้ก็แล้วกัน
(จบองค์ชายสี่อู๋เยี่ยนเหยา)
ทางด้านติงหลีซือ…
“กว่าจะเลือกเสร็จ ข้าจะบ้าตายรายวัน”
ตอนนี้ข้ากลับมาขึ้นรถม้าประจำจวนแล้ว เพราะต้องรับมือกับองค์ชายสี่เพียงลำพังโดยไม่มีสาวใช้อยู่ด้วย
นอกจากจะต้องคอยระวังองค์ชายสี่แล้วยังต้องระวังสายตาของคนภายนอกอีก
“รู้อย่างนี้ให้ซิงซิงมาด้วยก็ดีไป ไม่รู้เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องว่าที่สนมกับองค์ชายสี่เล่าลือไปถึงหูพระชายาของเขาหรือยัง”
ตามธรรมเนียมแล้วชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานกันไม่ควรชิดใกล้ วันนี้ข้าไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย องค์ชายสี่ก็ให้องครักษ์อยู่ห่าง ๆ อีก
“ข้าแย่แน่เลย…โอ๊ย~”
ข้ากระทืบเท้ากับรถม้า หัวเสียกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่แล้วก็ต้องชะงัก
“เดี๋ยวนะ! ข้าเป็นเดือดเป็นร้อนกับชีวิตติงหลีซือตั้งแต่เมื่อไร ร่างนี้ตายเร็วก็เป็นผลดีต่อข้าไม่ใช่หรือ การฝ่าเคราะห์กรรมจะได้จบง่าย ๆ”
เมื่อคิดได้เช่นนั้นข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้น ในหัวนึกถึงท่าทางของว่าที่สวามีแล้วก็ขนลุก
“ในนิยายบอกว่าเขาเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ แต่ข้ากลับเห็นต่าง เขาคือคนที่ผ่านการฝึกมาอย่างโชกโชนแล้ว คนของราชวงศ์นี่น่ากลัวจริง ๆ”
ข้าลูบแขนตัวเองขึ้นลงอีกครั้ง คลี่ผ้าสีหวานออกก่อนที่จะหยิบตำรารวมบทกลอนที่องค์ชายสี่เลือกให้พร้อมจ่ายเงินให้ด้วยขึ้นมาอ่าน
“รวมบทกลอนของหลี่ป๋ายเช่นนั้นหรือ
ว่าแต่...หลี่ป๋ายคนนี้ใช่คนเดียวกับที่ท่านเทพเอานิยายของเขามาเขียนเป็นชะตาชีวิตท่านเทพอัคนีหรือไม่ เหมือนจะชื่อเรื่องว่า เวหานิรันดร์กาลอะไรสักอย่าง”
ข้าพยายามคิดเนื้อหานิยายเรื่องนั้นฆ่าเวลาการเดินทาง ไม่คิดว่าภาพรอยยิ้มขององค์ชายสี่เมื่อครู่จะย้อนเข้ามาในหัวข้าอีกครั้ง
ท่าทางอ่อนโยนที่ข้าจับได้ว่าแสร้งทำยังคงทำให้ข้ารูัสึกขนลุกแปลก ๆ
ฮี้~
เอี๊ยด~
ตุบ!
ภาพในหัวของข้าหายไปทันทีเมื่อคนบังคับรถม้าหลอนเบรกรถจนข้าเสียหลักลงไปนั่งกองกับพื้น
“ขออภัยขอรับคุณหนู พอดีรถม้าด้านหน้าเราหลอนเบรก บ่าวหยุดรถตามไม่ทันขอรับ คุณหนูเป็นอันใดหรือไม่ขอรับ”
ก็เจ็บนะสิ ถามได้!
“ไม่เป็นไร”
ข้าตอบออกไปเช่นนั้นทั้งที่ความเป็นจริงเจ็บมาก ในตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงไม่คุ้นหูดังขึ้น
“มีใครเป็นอันใดหรือไม่ ข้าเป็นตัวแทนของไท่จื่อมาขออภัยที่คนของเราบังคับรถม้าไม่ดี เป็นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น”
ไท่จื่อเช่นนั้นหรือ ฟังจากเสียงแล้วชายคนนี้คงเป็นองครักษ์ไม่ใช่ขันที
“คุณหนูขอรับ ท่านองครักษ์…”
คนบังคับรถม้ายังไม่ทันเอ่ยจบประโยคข้าก็ลงจากรถม้า คนบังคับรถม้าจึงไม่เอ่ยต่อ
“รถม้าของไท่จื่อนั่นเอง”
เมื่อองครักษ์เอ่ยถึงไท่จื่อเช่นนี้แล้วไม่ลงไปทำความเคารพเลยก็คงน่าเกลียด
“คารวะคุณหนูติง”
องครักษ์ของไท่จื่อโค้งตัวลงทำความเคารพข้าซึ่งข้าก็รีบทำความเคารพตอบ
องครักษ์ของไท่จื่อรู้จักข้าได้เพราะว่าองค์ชายสี่อยู่ฝั่งไท่จื่อกระมัง...อือ~น่าจะ!
“เหตุสุดวิสัย ข้าเข้าใจ ฝากทูลไท่จื่อด้วย ข้าขอบพระทัยที่ไม่ทรงถือโทษ ว่าแต่…พระองค์ทรงปลอดภัยดีใช่หรือไม่”
ข้าเอ่ยถามแล้วตวัดสายตามองไปยังรถม้าคันหรูหรา ไม่คิดว่าเจ้าของรถม้าจะเดินลงมา
ข้าตกใจเล็กน้อยก่อนที่จะก้มหน้าลงต่ำไม่สบตาชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินลงมาหาข้า
“ถวายพระพรไท่จื่อเพคะ”
“คุณหนูติงไม่ต้องมากพิธี”
ชายหนุ่มไม่เพียงเอ่ยด้วยคำพูดเท่านั้นแต่ยังขยับกายเข้ามาประคองข้าให้กลับมายืนตรงตามเดิม
ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าเชื้อพระวงศ์ชายของราชวงศ์อู๋ปากว่ามือถึงกันทุกคนหรือไม่
ไยกล้าแตะต้องสตรีที่ยังไม่ออกเรือนได้
อีกทั้งสตรีที่ว่าก็ยังเป็นว่าที่สนมของน้องชายที่สนับสนุนการขึ้นครองบัลลังก์ของเขาด้วย
“คุณหนูติงไม่บาดเจ็บใช่หรือไม่”
พอโดนถามอีกครั้งข้าก็เงยหน้าขึ้นมองคนถามอย่างลืมตัว เมื่อนั้นถึงได้สบตาเข้าดวงตาคมกริบที่อยู่บนใบหน้าเรียวยาว
จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาเรียบนิ่งไม่เห็นรอยคลื่น
สายตาของเขาทำเอาแผ่นหลังของข้าร้อนวาบเพียงแค่ได้สบตากัน หัวใจเต้นระส่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
นี่สินะ สายตาของผู้มีอำนาจ!
ในตอนนั้นเองที่ข้าเห็นความทรงจำในร่างหลีซือคนเดิมแว๊บเข้ามาในหัว จนกระทั่งภาพเหตุการณ์หายไปแล้วข้าถึงได้สะท้านในใจ
นี่มันอะไรกัน!
ภาพที่ข้าเพิ่งเห็นเมื่อครู่คืออันใดกัน!!
เหตุใดข้าเพิ่งมาเห็น!!!
๑๙ติงหลีซือกำลังนอนอยู่บนเตียงในช่วงบ่ายคล้อย ตอนนี้นางแพ้ท้องหนักมาก อ่อนเพลียจนต้องนอนอยู่นิ่ง ๆ ไม่อาจทำสิ่งใด“หมดสภาพเลย”ในขณะนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นภายในห้องบรรทม ดวงตาคู่งามลืมขึ้นมองต้นเสียงก็เป็นเทพแห่งดวงชะตาเจ้านายของนางจริงดั่งที่คิด“ท่านเทพ! มาได้อย่างไรเจ้าคะ”“มาดูคนแพ้ท้อง”ติงหลีซือลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าอิดโรย ท่าทางไร้เรี่ยวแรงจนเทพแห่งดวงชะตาต้องเข้ามาพยุงขึ้นนั่ง“ท่านเทพ ไหนเจ้าคะการเนรเทศ เหตุใดข้าถึงได้มานอนแพ้ท้องอยู่แบบนี้”“เจ้านี่แปลก! ไม่ต้องเนรเทศให้ลำบากก็ดีแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงเรียกร้องการเนรเทศนัก”ติงหลีซือเถียงไม่ออก ทำเพียงถอนหายใจเทพแห่งดวงชะตาเห็นแบบนั้นก็เสกผลไม่รสเปรี้ยวมาให้นางหนึ่งถาด“ทานผลไม้เหล่านี้เสีย แล้วเจ้าจะไม่แพ้ท้องอีก”ติงหลีซือดวงตาลุกวาว ยื่นมือไปรับถาดมาวางไว้บนเตียง ผลไม้มีหลากหลายชนิดแต่นางเลือกทานเฉ่าเหมย [1] เป็นอันดับแรกเพราะชอบในรูปร่างของมัน“งื้อ~สะใจเจ้าค่ะ”รสเปรี้ยวผสมหวานทำให้นางหลับตาพริ้ม อร่อยจนตัวสั่น เทพแห่งดวงชะตาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ“หากเจ้าชอบข้าจะขอนำเข้าพืชชนิดนี้จากเทพต่างทวีป นี่คือผลไม้จาก
๑๘ตอนนี้ข้ากำลังนอนด้วยดวงตาเหม่อลอยอยู่บนเตียง คำที่หมอหลวงกล่าวเมื่อครู่ทำข้าพูดไม่ออก อยากรู้หรือไม่ว่าหมอหลวงกล่าวว่าอย่างไรเขาบอกว่า…“กระหม่อมยินดีกับกับไท่จื่อด้วยพ่ะย่ะค่ะ ติง เหลียงตี้ทรงพระครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว”นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากล่าวประโยคนี้ครั้งแรกที่บอกผลหลังจากหมอหลวงตรวจอาการก็ได้บอกผลการตรวจแก่ฮองเฮาแล้วไท่จื่อคงได้ยินข่าวว่าตำหนักฮองเฮาเชิญหมอหลวง เขาจึงมาที่ตำหนักฮองเฮาด้วยชุดที่ใช้ประชุมเช้า ท่าทางร้อนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งได้ยินข่าวว่าข้าตั้งครรภ์มังกร จากที่แสดงอาการกังวลใจก็เปลี่ยนเป็นดีใจในทันทีฟอด~ร่างสูงเข้ามาหาข้าพร้อมกดริมฝีปากลงบนหน้าผากต่อหน้าฮองเฮา ไท่จื่อเฟย หมอหลวงนางกำนัลและขันที“ไท่จื่อ!”ฮองเฮาเรียกพระโอรสเสียงเขียว ทว่าไท่จื่อไม่สะทกสะท้าน หันมายิ้มแฉ่งใส่พระมารดา“เสด็จแม่ เฉินเอ๋อร์จะมีบุตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ทุกคนในห้องบรรทมตะลึงไปเลยเมื่อได้ยินคำแทนตัวที่ไท่จื่อใช้เรียกตัวเองเฉินเอ๋อร์เช่นนั้นหรือ…น่ารักแท้!ข้าหันไปสำรวจสีหน้าฮองเฮาก็เห็นว่าพระนางตัวแข็งทื่อ ดวงตาจับจ้องเพียงใบหน้าอาบรอยยิ้มของพระโอรส ไม่นานใบหน้างดงามสมวัยก็ฉายรอย
๑๗สองเดือนผ่านไปคำกล่าวที่ว่า ‘พระสนมคนโปรด’ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ไท่จื่ออู๋เฉินปี้โปรดปรานติงเหลียงตี้ถึงขนาดมาค้างด้วยที่ตำหนักทุกคืนสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะตั้งแต่แต่งไท่จื่อเฟยมา ไท่จื่อก็ยังเสด็จมาหาเฉพาะวันที่ฮองเฮากำหนดไว้ให้เท่านั้น แต่มาเพียงค่อนคืนก็กลับไปค้างกับติงเหลียงตี้จนกระทั่งถึงเช้าข่าวสารนี้รู้ถึงพระกรรณฮองเฮาแล้ว พระนางได้รับสั่งให้สะใภ้เอกหรืออีกฐานะหนึ่งคือหลานสาวพาตัวติง เหลียงตี้เข้าเฝ้าในวันนี้จ้าวฮองเฮาใคร่รู้นักว่าสตรีประเภทใดที่มัดใจพระโอรสของนางได้แต่งตั้งเป็นสนมขั้นสูงก็แล้วไปเถอะ แต่เหตุใดถึงได้เสด็จไปหาทุกเช้าค่ำ!ทางด้านจ้าวฮองเฮา….ช่วงนี้สิ่งที่กวนใจข้ามากที่สุดไม่พ้นเป็นเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับพระโอรสที่ว่าหลงใหลได้ปลื้มพระสนมจนไม่เหลียวแลชายาเอกสิ่งนี้เป็นการกระตุ้นความทรงจำเก่าสมัยเป็นไท่จื่อเฟยวังบูรพายอมรับอย่างไม่อายเลยว่าข้าเกลียดที่สุดเมื่อได้ยินบ้านไหนสามีหลงใหลภรรยารองมากที่สุด ก็ไม่คิดว่าพระโอสองค์เดียวของข้าจะเป็นไปกับเขาด้วย“ฮองเฮาเพคะ ไท่จื่อเฟยและติงเหลียงตี้เสด็จมาแล้วเพคะ”“เชิญเข้ามาได้”นางกำนัลโค้งตัวลงทำความเ
๑๖เพราะทราบว่าเขาจะไปลงโทษมี่อิง ใจข้าก็เต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ จนไม่มีสมาธิอ่านนิยายต่อ เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องบรรทมรอฟังข่าวจากนางกำนัลที่ข้าส่งไปสืบข่าว“พระสนมเพคะ อย่าทรงกังวลใจไปเลยเพคะ มี่อิงนางสมควรได้รับแล้ว”“ก็ข้าไม่สบายใจ”ตอนอยู่บนสวรรค์ข้าไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับใคร นี่เป็นครั้งแรกจึงรู้สึกแปลกไปไม่น้อย“เรื่องตั้งใจทำชาร้อนหกใส่ระหว่างบ่าวด้วยกันเองยังนับว่าใจร้ายมากแล้ว แต่นี่นางประสงค์ร้ายในตัวพระสนมที่เป็นชนชั้นเจ้านาย ทั้งยังเป็นคนโปรดของไท่จื่อ ไม่ว่าจะมองมุมไหนนางก็สมควรโดนทำโทษแล้วเพคะ”ข้าเผลอมองหน้าซิงซิงนิ่ง ไม่คิดว่าภาพลักษณ์ที่ดูสดใสจะไม่ใสซื่อเป็นข้าประเมินนางต่ำไปสินะ!“เช่นนั้นระหว่างนี้ข้าจะทำอะไรรอดีล่ะ ไม่มีสมาธิอ่านตำราแล้ว”“หม่อมฉันสอนปักผ้าดีหรือไม่เพคะ เวลาที่พระสนมปักผ้าทีไรจะมีสมาธิทุกครั้งเพราะกลัวเข็มแทงมือ”ข้าไม่เคยปักผ้ามาก่อนเลย น่าสนใจ!“ก็ได้ เอาลายง่าย ๆ นะ ข้าอยากปักผ้าเช็ดหน้าให้ตัวเอง เอาเป็นปักชื่อข้าก็แล้วกัน”ซิงซิงยิ้มกว้างรีบไปเตรียมอุปกรณ์ในทันทีเพราะเช่นนี้ข้าถึงเบนสมาธิมาจากเรื่องมี่อิงได้ เพราะในหัวกำลังคิดว่าเขียนอักษรด้วยลายมือ
๑๕ตุบ!“หม่อมฉันขออภัยเพคะพระสนม”มี่อิงคุกเข่าฟุบหน้าลงกับพื้นทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งอันเด็ดขาดของไท่จื่อเฟยข้าก้มมองนางแต่ไม่รับการขอโทษนี้ หันไปมองนางกำนัลคนอื่นเพื่อจะขอน้ำชา“ขอน้ำชาอันใหม่ให้ข้าที”นางกำนัลที่ถูกออกคำสั่งหันไปมองหน้าไท่จื่อเฟยก็ได้รับการพยักหน้ารับเบา ๆตอนที่นางกำนัลยื่นน้ำชาให้ข้ามีความระมัดระวังเป็นอย่างมากข้าที่ไม่มีใจอยากเล่นบทนี้อยู่แล้วก็ตั้งใจรับ เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าไท่จื่อเฟยโดยไม่สนใจการมี่อิง“น้ำชาเพคะไท่จื่อเฟย”ไท่จื่อเฟยยื่นมือมารับน้ำชาจากมือข้าในทันที จิบชาเล็กน้อยพอเป็นพิธีก็เป็นอันเสร็จพิธียื่นน้ำชา“ไม่ต้องมาคารวะเช้าทุกวันจนเป็นกิจวัตร หากเปิ่นกงอยากเจอเจ้าจะให้คนมาเชิญเอง”เอ่ยสั้น ๆ ก็หันไปออกคำสั่งกับนางกำนัลที่ยื่นน้ำชามาให้ข้า“ไปหยิบยามาทาให้พระสนม โดนน้ำร้อนลวกมากหรือไม่ ไหนให้เปิ่นกงดู”ข้าลุกขึ้นยืนแล้วดึงชายกระโปรงขึ้น พบว่าเป็นรอยแดงตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมายังหน้าขา เพียงเท่านี้ดวงตาคู่งามก็ตวัดไปมองมี่อิงอย่างดุร้ายมี่อิงรีบก้มหน้าลงต่ำไม่สบตาเจ้านาย ไท่จื่อเฟยก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากคาดโทษเอาไว้“เปิ่นกงขออภัยแทนมี่อิงด้วย ต่อ
๑๔ข้าตื่นเพราะนางกำนัลเข้ามาปลุกจึงเดาว่าใกล้ยามซื่อแล้วเมื่อข้าอนุญาตให้พวกนางเข้ามานางกำนัลทั้งสี่ก็ช่วยปรนนิบัติข้าทุกอย่างตั้งแต่การอาบน้ำไปจนกระทั่งการแต่งตัวเพราะชินกับการมีคนช่วยแล้ว ข้าจึงนั่งนิ่ง ๆ อำนวยความสะดวกให้พวกนางได้ทำงานทุกอย่างในขณะที่นางกำนัลกำลังช่วยทำผมให้อยู่นั้น ข้าก็เห็นใบหน้าคุ้นตาผ่านกระจกทองเหลือง“ซิงซิง!”“ถวายพระพรพระสนมเพคะ”ข้าไม่ได้หันหน้าไปมองซิงซิงเพราะนางกำนัลกำลังเกล้าผมขึ้นแล้วใช้ปิ่นปัก ดังนั้นจึงประสานสายตากับสาวใช้คนสนิทผ่านกระจกแทน“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”“ไท่จื่อรับสั่งให้องครักษ์มารับตัวหม่อมฉันที่จวนตระกูลติงเพคะ นายท่านฝากความคิดถึงมาถึงพระสนมด้วยนะเพคะ”นับว่าเขาใส่ใจข้าดี!“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”“นายท่านดูเศร้าซึมไม่น้อยเพคะ ดีว่าคุณชายเล็กกลับมาแล้ว นายท่านจึงไม่ได้รู้สึกเหงามากจนเกินไป”“ติงอวี่มาแล้วหรือ!”น้องชายคนเดียวของติงหลีซืออยู่สำนักยุทธ์ไม่กลับจวนมาหลายปี เขากลับมาตอนนี้นับว่าตรงตามความประสงค์ของข้า“เพคะ คุณชายกล่าวว่ามาครั้งนี้จะอยู่กับนายท่านไม่ไปไหนเลยเพคะ”ข้อดีของการเป็นบุตรชายคือแต่งภรรยาเข้าจวน ไม่เหมือนสตรีอย







