เข้าสู่ระบบ๓
เพราะเทพแห่งดวงชะตาใช้นิยายจากโลกมนุษย์มาเขียนชะตาชีวิตของเทพผู้ฝ่าด่านเคราะห์หลายท่าน
ข้าจึงอยากไปดูร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ดูว่ามีเรื่องใดที่น่าสนใจหรือไม่
เผื่อจบสิ้นการเป็นมนุษย์แล้วจะได้ไปนำเสนอเจ้านาย!
ไม่คิดว่าจะเห็นร่างคุ้นตาของเทพแห่งดวงชะตาเปิดอ่านตำราตัวอย่างทีละหน้าทีละหน้าจนเจ้าของร้านหันมาเขม่นใส่บ่อยครั้ง
โทษฐานที่อ่านจนจบแล้วไม่จ่ายเงิน!
“เถ้าแก่ว้าวุ่นใจอยู่ใช่หรือไม่ ทำอย่างไรก็แก้ปัญหาคนอ่านตำราแล้วไม่จ่ายเงินไม่ได้เสียที”
ข้าเดินเข้าไปใกล้เถ้าแก่ร้านสูงวัยแล้วเอ่ยเสียงเบา นินทาเทพแห่งดวงชะตาในคราบบัณฑิตย์ทรงภูมิ
เทพแห่งดวงชะตาค่อย ๆ เปิดอ่านหนังสือทีละหน้าจนกระทั่งเปิดอ่านจนหมดเล่มแล้วถึงค่อยวางลงที่เดิม เพราะเปิดอ่านเล่มใหม่
“หนักใจมากเลยคุณหนู ที่สำคัญบัณฑิตย์ท่านนี้ยังมาบ่อยมาก แล้วซื้อหนังสือแค่เล่มเดียวทั้งที่เปิดอ่านไปตั้งหลายเล่ม”
เถ้าแก่ร้านเห็นโอกาสระบายความทุกข์ที่แฝงเจตนาบ่นเทพแห่งดวงชะตาก็จัดเต็ม ทั้งยังพูดเสียงดังจนคนในร้านหันมามอง รวมถึงเทพแห่งดวงชะตาด้วย
“หนังสือไม่ได้มัดเอาไว้ความหมายคือให้เปิดอ่านได้ อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ทำหนังสือยับ เช่นนี้ข้าผิดหรือ”
เจ้านายข้า! ถามหน้าซื่อตาใสแท้
“ก็คนอื่นไม่ได้เปิดอ่านจนหน้าสุดท้ายเช่นท่าน คนอะไรไม่รู้อ่านหนังสือได้เร็วแท้ แบบนี้ข้าก็ขายหนังสือไม่ได้พอดี”
“เช่นนั้นเถ้าแก่ก็คิดเงินตามเวลาจับหนังสือสิเจ้าคะ คิดเงินแบบเหมาจ่ายไปเลย”
“นี่เจ้า!”
เทพแห่งดวงชะตาถลึงตาใส่ข้าอย่างดุร้าย ข้าจึงรีบหนีจากจุดนี้ไปยังมุมหนึ่งของร้าน ปล่อยให้เถ้าแก่จัดการปัญหาลูกค้าหน้าหนาเอง
“เป็นเทพที่งกอันใดเช่นนี้ เอาเรื่องของคนอื่นมาใช้ประโยชน์แต่ก็ไม่คิดจ่ายเงินให้เขา”
“บ่นข้าหรือ!”
ข้าสะดุ้งเมื่อเทพแห่งดวงชะตาโผล่หน้าผ่านชั้นหนังสือเข้ามา
จากสถานการณ์นี้ทำให้ข้าทราบว่าสัญชาตญาณที่ได้มาจากการเป็นเทพได้หายไปหมดแล้ว
มีไม่กี่อย่างที่สามารถทำได้ หนึ่งในนั้นคือการมองเห็นเทพ เซียน ปีศาจ สามารถแยกออกว่าใครเป็นคนหรือผี เพียงแค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้น
“ท่านเทพ ตกใจหมดเลยเจ้าค่ะ”
“กลายเป็นสตรีขวัญอ่อนไปแล้ว แม่มนุษย์!”
ไม่มีคำหยาบอยู่ในประโยคเลย แต่เหตุใดรู้สึกเจ็บ!
“ท่านเทพไม่มีเงินหรือเจ้าคะ สงสารเถ้าแก่ยิ่งนัก เจอเทพที่อ่านหนังสือเร็วขั้นเทพเข้าไปเจ๊งเลย”
“เจ๊งอะไรพูดจาไม่เป็นมงคล อีกอย่างการที่ข้าแตะหนังสือเล่มไหนจะทำให้หนังสือเรื่องนั้นขายดี ไม่เชื่อก็หันไปดูสิ”
ข้าหันไปจ้องแผงหนังสือ ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีหลายคนให้ความสนใจหนังสือเล่มดังกล่าวจริง ๆ
เถ้าแก่จึงไม่ได้ให้ความสนใจพวกเราอีก
“เพิ่งมาขายดีวันนี้หรือไม่เจ้าคะ มิเช่นนั้นเถ้าแก่คงไม่ปรับทุกข์กับข้า”
เทพแห่งดวงชะตาชะงักไปเล็กน้อยแล้วกลบเกลื่อนด้วยการเปลี่ยนเรื่องสนทนาแทน
“อะแห่ม! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้ยังดีเจ้าค่ะ แต่ต่อจากนี้ก็ไม่แน่”
เมื่อเจ้านายเปลี่ยนเรื่องข้าก็ไม่คิดจะอยู่ในหัวข้อนี้ต่อ ตอบคำถามออกไปด้วยความสัตย์จริง
“อ้อ ข้าแค่แวะมาดู เช่นนั้นข้าไปละ!”
เทพแห่งดวงชะตาหมุนตัวเตรียมจะเดินออกไป แต่ในชั่วขณะนั้นก็หมุนตัวกลับมาหาข้า
“เต็มที่ละ อย่าให้เสียชื่อข้า”
ข้ามุ่นคิ้วให้กับท่าทีของเทพแห่งดวงชะตา
ไม่มีใครสังเกตเลยว่าเทพแห่งดวงชะตาได้เดินออกไปจากร้าน เดินผ่านตัวผู้คนไปได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“นี่สินะที่เขาเรียกว่าประสบการณ์ กลับสวรรค์เมื่อใดเห็นทีข้าจะต้องลงมาเที่ยวเล่นเมืองมนุษย์อีกรอบ”
“คุณหนูติงจะกลับสวรรค์หรือ”
ข้าสะดุ้งเมื่ออยู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษคนหนึ่งดังขึ้นฝั่งตรงข้ามชั้นหนังสือ
เมื่อหันไปมองก็เห็นว่าเป็นร่างสูงขององค์ชายสี่อู๋เยี่ยนหยายืนเอามือไพล่หลังมองข้าด้วยสีหน้าอ่อนโยน แม้แต่ดวงตายังเป็นประกายระยิบระยับ
ขนลุก!
ข้าเอามือลูบแขนทันทีเมื่อรู้สึกขนอ่อนบนกายลุกชัน
หน้าตาของเขาในความทรงจำหลีซือคนเดิมเป็นเช่นนี้เสมอ เพราะแบบนี้สาวน้อยวัยแรกแย้มไม่ประสาจึงหลงรักชายหนุ่มจนถอนตัวไม่ขึ้น
สวรรค์! คนเราสามารถมีสีหน้าและแววตาแบบนี้ได้จริง ๆ หรือ
“คุณหนูติงหนาวหรือ ให้เปิ่นหวางถอดเสื้อคลุมให้หรือไม่”
องค์ชายสี่เอ่ยด้วยคำพูดไม่พอยังทำท่าจะถอดเสื้อตัวนอกออก
ข้าไม่ห้ามเขาแต่รีบเดินเข้าชั้นหนังสือแล้วหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่งเอาไว้บังใบหน้า
สวรรค์! เขาจะมาแสดงความอ่อนโยนในที่สาธารณะเช่นนี้ไม่ได้นะ ข้าขนลุก
“คุณหนูติงเป็นอันใดหรือ”
องค์ชายสี่เดินตามเข้ามา สีหน้าชัดเจนว่างุนงง เพราะเช่นนี้ข้าถึงได้นึกขึ้นได้ว่าหลีซือในอดีตไม่ได้ปฏิบัติกับองค์ชายสี่ห่างเหิน
“เอ่อ ไม่มีอันใดเพคะ หม่อมฉันเป็นกังวลว่าผู้คนจะเอาเราไปเล่าลือในทางที่ไม่ดี เลยหลบเข้าที่มิดชิดหน่อย”
ข้านึกถึงสีหน้าของหลีซือในอดีต พยายามเลียนแบบท่าทางของนางในยามที่มองหน้าองค์ชายสาม
ไม่ว่าจะเป็นแสดงท่าทางเขินอายแล้วแสร้งก้มหน้าลงต่ำ หน้าแดงหูแดงไม่กล้าสบตา
แต่ติดปัญหาตรงที่ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้หน้าแดงขึ้น ก็หวังว่าเขาจะจับทางไม่ได้นะ
“อ้อ”
องค์ชายสี่พยักหน้าเข้าใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ที่แท้กลัวคำนินทาของผู้คนนั่นเอง ไม่ต้องกลัวนะ อย่างไรเราก็ต้องเป็นสามีภรรยากันในอนาคต ไม่ต้องกลัวว่าผู้คนจะมองเราในทางที่ไม่ดี”
รวดเร็วนัก!
เขาปรับสีหน้าให้กลับมาอ่อนโยนเช่นเดิมได้ในระยะเวลาสั้น ๆ นับถือ ๆ
“เป็นหม่อมฉันที่กังวลเกินเหตุแล้ว ขออภัยองค์ชายสี่นะเพคะ”
ข้าเอ่ยเสียงหวานแล้วย่อกายลงคารวะเขา
“อย่าได้มากพิธีเลย”
ข้าไม่คิดว่าองค์ชายสี่จะปากว่ามือถึง ปราดเข้ามาพยุงข้าให้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ในจังหวะนั้นข้าเผลอเงยหน้าขึ้นจึงสบสายตาเข้ากับดวงตาคู่โต
เพราะดวงตาคู่นี้ทำให้ใบหน้าของเขาดูอ่อนโยนขึ้น เพียงแค่ฉีกยิ้มตรงมุมปากก็ดูเทพบุตรแล้ว
“ว้าย!”
ในขณะที่เรากำลังจ้องตากันอยู่นั้น เสียงของสตรีคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
เมื่อนั้นเราสองคนจึงผละออกจากกันโดยที่ข้ารีบหลบหลังองค์ชายสี่ ใช้ความสูงใหญ่ของเขาบังตัวเอาไว้
องค์ชายสี่เอียงใบหน้ามามองหน้าข้าเพียงเสี้ยว ข้าเงยหน้ามองเขาแล้วพยักพเยิดให้อีกฝ่ายรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าเพียงลำพัง
“แม่นางอย่าเข้าใจผิด ว่าที่ภรรยาเพียงทำความเคารพเปิ่นหวางเท่านั้น”
ชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่ในตอนนี้เป็นลวดลายมังกร ไม่ต้องแทนตัวเองว่าเปิ่นหวางใครก็รู้ว่าเขาเป็นเชื้อพระวงศ์
“ขออภัยเพคะ”
แม่นางคนนั้นย่อกายลงทำความเคารพแล้วเดินจากไป ไม่นานต่อจากนั้นองครักษ์ขององค์ชายสี่ก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย กระหม่อมบกพร่องในหน้าที่แล้ว”
ไม่แปลกหากองครักษ์จะรู้สึกแบบนี้ หากเมื่อครู่สตรีคนนั้นเป็นมือสังหารองค์ชายสี่ไม่แคล้วได้แผลไปแล้ว
“เฮือก!”
ข้าสะดุ้งเมื่อร่างสูงหมุนตัวมาหาแล้วเอามือไพล่หลังหรี่ตามองข้า
“หม่อมฉันทำอันใดผิดหรือเพคะ เหตุใดทอดพระเนตรหม่อมฉันเช่นนี้”
ข้าถามออกไปทั้งยังเบี่ยงกายหลบไปมุมฝั่งซ้ายอยากออกไปจากมุมนี้
ทว่าร่างสูงก็ขยับปิดทางเอาไว้ ข้าจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมเลิกคิ้วใส่ด้วยความเคยชิน
“ทำอะไรผิดเช่นนั้นหรือ…”
เขาทำท่าคิดจนข้าเผลอกลืนน้ำลายลงคอ แต่เพราะเขาไม่ตอบข้าจึงเอ่ยถามไปตามตรง
“องค์ชายสี่ทรงคิดนานเช่นนี้ ใช่หมายความว่าหม่อมฉันทำผิดหลายกระทงเลยหรือไม่เพคะ”
สิ้นคำถามของข้าเขาก็เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่นานก็หัวเราะเบา ๆ ในลำคอจนข้ามุ่นคิ้วใส่
หัวเราะข้าเช่นนั้นหรือ!
๑๙ติงหลีซือกำลังนอนอยู่บนเตียงในช่วงบ่ายคล้อย ตอนนี้นางแพ้ท้องหนักมาก อ่อนเพลียจนต้องนอนอยู่นิ่ง ๆ ไม่อาจทำสิ่งใด“หมดสภาพเลย”ในขณะนั้นเองนางก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นภายในห้องบรรทม ดวงตาคู่งามลืมขึ้นมองต้นเสียงก็เป็นเทพแห่งดวงชะตาเจ้านายของนางจริงดั่งที่คิด“ท่านเทพ! มาได้อย่างไรเจ้าคะ”“มาดูคนแพ้ท้อง”ติงหลีซือลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าอิดโรย ท่าทางไร้เรี่ยวแรงจนเทพแห่งดวงชะตาต้องเข้ามาพยุงขึ้นนั่ง“ท่านเทพ ไหนเจ้าคะการเนรเทศ เหตุใดข้าถึงได้มานอนแพ้ท้องอยู่แบบนี้”“เจ้านี่แปลก! ไม่ต้องเนรเทศให้ลำบากก็ดีแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงเรียกร้องการเนรเทศนัก”ติงหลีซือเถียงไม่ออก ทำเพียงถอนหายใจเทพแห่งดวงชะตาเห็นแบบนั้นก็เสกผลไม่รสเปรี้ยวมาให้นางหนึ่งถาด“ทานผลไม้เหล่านี้เสีย แล้วเจ้าจะไม่แพ้ท้องอีก”ติงหลีซือดวงตาลุกวาว ยื่นมือไปรับถาดมาวางไว้บนเตียง ผลไม้มีหลากหลายชนิดแต่นางเลือกทานเฉ่าเหมย [1] เป็นอันดับแรกเพราะชอบในรูปร่างของมัน“งื้อ~สะใจเจ้าค่ะ”รสเปรี้ยวผสมหวานทำให้นางหลับตาพริ้ม อร่อยจนตัวสั่น เทพแห่งดวงชะตาเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะ“หากเจ้าชอบข้าจะขอนำเข้าพืชชนิดนี้จากเทพต่างทวีป นี่คือผลไม้จาก
๑๘ตอนนี้ข้ากำลังนอนด้วยดวงตาเหม่อลอยอยู่บนเตียง คำที่หมอหลวงกล่าวเมื่อครู่ทำข้าพูดไม่ออก อยากรู้หรือไม่ว่าหมอหลวงกล่าวว่าอย่างไรเขาบอกว่า…“กระหม่อมยินดีกับกับไท่จื่อด้วยพ่ะย่ะค่ะ ติง เหลียงตี้ทรงพระครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้ว”นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขากล่าวประโยคนี้ครั้งแรกที่บอกผลหลังจากหมอหลวงตรวจอาการก็ได้บอกผลการตรวจแก่ฮองเฮาแล้วไท่จื่อคงได้ยินข่าวว่าตำหนักฮองเฮาเชิญหมอหลวง เขาจึงมาที่ตำหนักฮองเฮาด้วยชุดที่ใช้ประชุมเช้า ท่าทางร้อนใจเป็นอย่างมากจนกระทั่งได้ยินข่าวว่าข้าตั้งครรภ์มังกร จากที่แสดงอาการกังวลใจก็เปลี่ยนเป็นดีใจในทันทีฟอด~ร่างสูงเข้ามาหาข้าพร้อมกดริมฝีปากลงบนหน้าผากต่อหน้าฮองเฮา ไท่จื่อเฟย หมอหลวงนางกำนัลและขันที“ไท่จื่อ!”ฮองเฮาเรียกพระโอรสเสียงเขียว ทว่าไท่จื่อไม่สะทกสะท้าน หันมายิ้มแฉ่งใส่พระมารดา“เสด็จแม่ เฉินเอ๋อร์จะมีบุตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ทุกคนในห้องบรรทมตะลึงไปเลยเมื่อได้ยินคำแทนตัวที่ไท่จื่อใช้เรียกตัวเองเฉินเอ๋อร์เช่นนั้นหรือ…น่ารักแท้!ข้าหันไปสำรวจสีหน้าฮองเฮาก็เห็นว่าพระนางตัวแข็งทื่อ ดวงตาจับจ้องเพียงใบหน้าอาบรอยยิ้มของพระโอรส ไม่นานใบหน้างดงามสมวัยก็ฉายรอย
๑๗สองเดือนผ่านไปคำกล่าวที่ว่า ‘พระสนมคนโปรด’ ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตอนนี้ไท่จื่ออู๋เฉินปี้โปรดปรานติงเหลียงตี้ถึงขนาดมาค้างด้วยที่ตำหนักทุกคืนสิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพราะตั้งแต่แต่งไท่จื่อเฟยมา ไท่จื่อก็ยังเสด็จมาหาเฉพาะวันที่ฮองเฮากำหนดไว้ให้เท่านั้น แต่มาเพียงค่อนคืนก็กลับไปค้างกับติงเหลียงตี้จนกระทั่งถึงเช้าข่าวสารนี้รู้ถึงพระกรรณฮองเฮาแล้ว พระนางได้รับสั่งให้สะใภ้เอกหรืออีกฐานะหนึ่งคือหลานสาวพาตัวติง เหลียงตี้เข้าเฝ้าในวันนี้จ้าวฮองเฮาใคร่รู้นักว่าสตรีประเภทใดที่มัดใจพระโอรสของนางได้แต่งตั้งเป็นสนมขั้นสูงก็แล้วไปเถอะ แต่เหตุใดถึงได้เสด็จไปหาทุกเช้าค่ำ!ทางด้านจ้าวฮองเฮา….ช่วงนี้สิ่งที่กวนใจข้ามากที่สุดไม่พ้นเป็นเรื่องข่าวลือเกี่ยวกับพระโอรสที่ว่าหลงใหลได้ปลื้มพระสนมจนไม่เหลียวแลชายาเอกสิ่งนี้เป็นการกระตุ้นความทรงจำเก่าสมัยเป็นไท่จื่อเฟยวังบูรพายอมรับอย่างไม่อายเลยว่าข้าเกลียดที่สุดเมื่อได้ยินบ้านไหนสามีหลงใหลภรรยารองมากที่สุด ก็ไม่คิดว่าพระโอสองค์เดียวของข้าจะเป็นไปกับเขาด้วย“ฮองเฮาเพคะ ไท่จื่อเฟยและติงเหลียงตี้เสด็จมาแล้วเพคะ”“เชิญเข้ามาได้”นางกำนัลโค้งตัวลงทำความเ
๑๖เพราะทราบว่าเขาจะไปลงโทษมี่อิง ใจข้าก็เต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ จนไม่มีสมาธิอ่านนิยายต่อ เดินวนไปวนมาอยู่ในห้องบรรทมรอฟังข่าวจากนางกำนัลที่ข้าส่งไปสืบข่าว“พระสนมเพคะ อย่าทรงกังวลใจไปเลยเพคะ มี่อิงนางสมควรได้รับแล้ว”“ก็ข้าไม่สบายใจ”ตอนอยู่บนสวรรค์ข้าไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกับใคร นี่เป็นครั้งแรกจึงรู้สึกแปลกไปไม่น้อย“เรื่องตั้งใจทำชาร้อนหกใส่ระหว่างบ่าวด้วยกันเองยังนับว่าใจร้ายมากแล้ว แต่นี่นางประสงค์ร้ายในตัวพระสนมที่เป็นชนชั้นเจ้านาย ทั้งยังเป็นคนโปรดของไท่จื่อ ไม่ว่าจะมองมุมไหนนางก็สมควรโดนทำโทษแล้วเพคะ”ข้าเผลอมองหน้าซิงซิงนิ่ง ไม่คิดว่าภาพลักษณ์ที่ดูสดใสจะไม่ใสซื่อเป็นข้าประเมินนางต่ำไปสินะ!“เช่นนั้นระหว่างนี้ข้าจะทำอะไรรอดีล่ะ ไม่มีสมาธิอ่านตำราแล้ว”“หม่อมฉันสอนปักผ้าดีหรือไม่เพคะ เวลาที่พระสนมปักผ้าทีไรจะมีสมาธิทุกครั้งเพราะกลัวเข็มแทงมือ”ข้าไม่เคยปักผ้ามาก่อนเลย น่าสนใจ!“ก็ได้ เอาลายง่าย ๆ นะ ข้าอยากปักผ้าเช็ดหน้าให้ตัวเอง เอาเป็นปักชื่อข้าก็แล้วกัน”ซิงซิงยิ้มกว้างรีบไปเตรียมอุปกรณ์ในทันทีเพราะเช่นนี้ข้าถึงเบนสมาธิมาจากเรื่องมี่อิงได้ เพราะในหัวกำลังคิดว่าเขียนอักษรด้วยลายมือ
๑๕ตุบ!“หม่อมฉันขออภัยเพคะพระสนม”มี่อิงคุกเข่าฟุบหน้าลงกับพื้นทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งอันเด็ดขาดของไท่จื่อเฟยข้าก้มมองนางแต่ไม่รับการขอโทษนี้ หันไปมองนางกำนัลคนอื่นเพื่อจะขอน้ำชา“ขอน้ำชาอันใหม่ให้ข้าที”นางกำนัลที่ถูกออกคำสั่งหันไปมองหน้าไท่จื่อเฟยก็ได้รับการพยักหน้ารับเบา ๆตอนที่นางกำนัลยื่นน้ำชาให้ข้ามีความระมัดระวังเป็นอย่างมากข้าที่ไม่มีใจอยากเล่นบทนี้อยู่แล้วก็ตั้งใจรับ เดินเข้าไปคุกเข่าลงตรงหน้าไท่จื่อเฟยโดยไม่สนใจการมี่อิง“น้ำชาเพคะไท่จื่อเฟย”ไท่จื่อเฟยยื่นมือมารับน้ำชาจากมือข้าในทันที จิบชาเล็กน้อยพอเป็นพิธีก็เป็นอันเสร็จพิธียื่นน้ำชา“ไม่ต้องมาคารวะเช้าทุกวันจนเป็นกิจวัตร หากเปิ่นกงอยากเจอเจ้าจะให้คนมาเชิญเอง”เอ่ยสั้น ๆ ก็หันไปออกคำสั่งกับนางกำนัลที่ยื่นน้ำชามาให้ข้า“ไปหยิบยามาทาให้พระสนม โดนน้ำร้อนลวกมากหรือไม่ ไหนให้เปิ่นกงดู”ข้าลุกขึ้นยืนแล้วดึงชายกระโปรงขึ้น พบว่าเป็นรอยแดงตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมายังหน้าขา เพียงเท่านี้ดวงตาคู่งามก็ตวัดไปมองมี่อิงอย่างดุร้ายมี่อิงรีบก้มหน้าลงต่ำไม่สบตาเจ้านาย ไท่จื่อเฟยก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากคาดโทษเอาไว้“เปิ่นกงขออภัยแทนมี่อิงด้วย ต่อ
๑๔ข้าตื่นเพราะนางกำนัลเข้ามาปลุกจึงเดาว่าใกล้ยามซื่อแล้วเมื่อข้าอนุญาตให้พวกนางเข้ามานางกำนัลทั้งสี่ก็ช่วยปรนนิบัติข้าทุกอย่างตั้งแต่การอาบน้ำไปจนกระทั่งการแต่งตัวเพราะชินกับการมีคนช่วยแล้ว ข้าจึงนั่งนิ่ง ๆ อำนวยความสะดวกให้พวกนางได้ทำงานทุกอย่างในขณะที่นางกำนัลกำลังช่วยทำผมให้อยู่นั้น ข้าก็เห็นใบหน้าคุ้นตาผ่านกระจกทองเหลือง“ซิงซิง!”“ถวายพระพรพระสนมเพคะ”ข้าไม่ได้หันหน้าไปมองซิงซิงเพราะนางกำนัลกำลังเกล้าผมขึ้นแล้วใช้ปิ่นปัก ดังนั้นจึงประสานสายตากับสาวใช้คนสนิทผ่านกระจกแทน“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”“ไท่จื่อรับสั่งให้องครักษ์มารับตัวหม่อมฉันที่จวนตระกูลติงเพคะ นายท่านฝากความคิดถึงมาถึงพระสนมด้วยนะเพคะ”นับว่าเขาใส่ใจข้าดี!“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”“นายท่านดูเศร้าซึมไม่น้อยเพคะ ดีว่าคุณชายเล็กกลับมาแล้ว นายท่านจึงไม่ได้รู้สึกเหงามากจนเกินไป”“ติงอวี่มาแล้วหรือ!”น้องชายคนเดียวของติงหลีซืออยู่สำนักยุทธ์ไม่กลับจวนมาหลายปี เขากลับมาตอนนี้นับว่าตรงตามความประสงค์ของข้า“เพคะ คุณชายกล่าวว่ามาครั้งนี้จะอยู่กับนายท่านไม่ไปไหนเลยเพคะ”ข้อดีของการเป็นบุตรชายคือแต่งภรรยาเข้าจวน ไม่เหมือนสตรีอย







