LOGINซูอี้จินเคลื่อนไหวไปตามแนวพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบ...
นางลัดเลาะผ่านเส้นทางที่คนไม่ใช้สัญจร
ในที่สุด กำแพงสูงของจวนสกุลซูก็ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า นางไม่ได้ตรงไปยังประตูใหญ่ แต่เลือกที่จะอ้อมไปยังกำแพงด้านข้างที่ติดกับสวนหย่อม ซึ่งมีต้นไม้สูงใหญ่ทอดกิ่งก้านสาขาเลยออกมาด้านนอก ซูอี้จินใช้ความคล่องแคล่วว่องไวจากกำลังของปราณอัคคีภายใน ปีนป่ายขึ้นไปบนกิ่งไม้ใหญ่แล้วหย่อนตัวลงบนพื้นหญ้าภายในเขตจวนได้อย่างเงียบกริบ
เมื่อเท้าสัมผัสพื้นดิน หญิงสาวจึงได้ถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก นางปลอดภัยแล้ว วันนี้นางรอดพ้นจากกับดักมรณะและแผนการอันสกปรกโสมมมาได้ถึงสองครั้งสองครา ซูอี้จินปัดเศษดินออกจากชุดที่สวมใส่ สวมรองเท้ากลับเข้าที่เดิม แล้วจึงเดินกลับไปยังเรือนพักของตนด้วยท่าทีสงบนิ่งราวกับเพิ่งกลับมาจากการไหว้พระปฏิบัติธรรมที่อารามป่าไผ่แห่งนั้น
ณ ทางแยกเชิงเขาหลงซาน
เฉินซิวหยวนรอซูอี้จินอยู่หลายชั่วยาม เขาเริ่มหัวเสีย ความมั่นใจและรอยยิ้มละมุนที่เคยประดับบนใบหน้าเมื่อครู่ก่อน บัดนี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความหงุดหงิดและกระวนกระวายใจ
“หลายชั่วยามแล้ว! เหตุใดนางยังไม่ลงมาอีก!” เขาตวาดถามบ่าวรับใช้คนสนิทที่ยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล
“บะ...บ่าวเองก็ไม่แน่ใจขอรับคุณชาย” บ่าวคนนั้นตอบเสียงสั่น
“แต่เส้นทางลงจากเขามีเพียงเส้นนี้เส้นเดียวจริงๆ นะขอรับ”
“ไร้ประโยชน์!”
เฉินซิวหยวนสบถออกมาอย่างไม่คิดจะรักษาภาพลักษณ์คุณชายผู้สุภาพอ่อนโยนอีกต่อไป
“หรือว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับนางบนเขากันแน่”
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวของเขา หรือว่านางจะประสบเหตุร้ายระหว่างทาง? หากเป็นเช่นนั้นจริง แผนการทั้งหมดของเขาก็จะพังทลายลงไม่เป็นท่า เขาจะไม่ได้ทั้งตัวนาง และจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตระกูลซูอีกต่อไป
“เป็นไปไม่ได้” เขาสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน
“นางอาจจะแค่เดินช้า หรืออาจจะแวะพักที่ไหนสักแห่ง”
เวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป ความอดทนของเฉินซิวหยวนก็ขาดสะบั้นลง เขากระทืบเท้าลงบนพื้นดินอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้ง
“ข้าทนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว! พวกเจ้า! ไปหยิบกระบองมา เราจะขึ้นเขาไปตามหานางกัน”
“แต่ว่าคุณชาย นี่มันใกล้จะค่ำแล้วนะขอรับ การขึ้นเขาตอนนี้อาจจะอันตรายได้” บ่าวคนหนึ่งท้วงขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“หุบปาก!” เฉินซิวหยวนหันไปตวาดแว้ด
“ถ้าหาคุณหนูใหญ่ซูไม่พบ พวกเจ้าทุกคนก็เตรียมตัวไปรับโทษกันได้เลย!”
สิ้นคำสั่ง บ่าวรับใช้ชายฉกรรจ์อีกสี่ห้าคนที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ก็ปรากฏตัวออกมา ในมือของแต่ละคนมีกระบองไม้ท่อนใหญ่เตรียมพร้อม พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของผู้เป็นนาย
ทันทีที่เฉินซิวหยวนกำลังจะก้าวเท้าแรกขึ้นสู่เส้นทางบนภูเขา เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงเกราะกระทบกันก็ดังกระหึ่มขึ้นจากทุกทิศทุกทาง!
“หยุดอยู่ตรงนั้น!!!”
เสียงตะโกนกึกก้องทรงอำนาจดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มทหารรักษาการณ์ในชุดเกราะเต็มยศ พวกเขาถืออาวุธครบมือ วิ่งกรูกันเข้ามาปิดล้อมเฉินซิวหยวนและกลุ่มบ่าวรับใช้เอาไว้จนหมดหนทางหนี แสงจากปลายหอกและดาบในมือของเหล่าทหารส่องกระทบกันจนเป็นประกายวาววับน่าหวาดหวั่น
“พวกเจ้าเป็นใคร! บังอาจมาขวางทางข้าได้อย่างไร! รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร!” เฉินซิวหยวนตวาดถามด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว พยายามใช้ฐานะของตนข่มขวัญอีกฝ่าย
นายทหารผู้เป็นหัวหน้าก้าวออกมาข้างหน้า แววตาคมกริบจ้องมองกลุ่มของเฉินซิวหยวนอย่างประเมิน
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร แต่ตอนนี้พวกเจ้าทุกคนคือผู้ต้องสงสัย!”
“ผู้ต้องสงสัยรึ?” เฉินซิวหยวนแค่นหัวเราะ
“เรื่องอะไรกัน! พวกข้าก็แค่มาเดินเล่นที่เชิงเขาอารามเท่านั้น!”
“เดินเล่นรึ?” นายทหารเลิกคิ้วสูง สายตาของเขามองเลยไปยังกระบองไม้ในมือของบ่าวรับใช้
“เดินเล่นตอนใกล้พลบค่ำในสถานที่เช่นนี้ พร้อมด้วยอาวุธครบมือเช่นนี้ ช่างเป็นการเดินเล่นที่น่าสนใจเสียจริง”
“นี่มันเรื่องเข้าใจผิด!” เฉินซิวหยวนเริ่มมีสีหน้าซีดเผือด เขารู้สึกได้ถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามา “พวกเรากำลังจะขึ้นไปตามหาคนบนเขาต่างหาก!”
“ตามหาคน?” นายทหารหัวเราะในลำคอ
“ช่างประจวบเหมาะเสียจริง เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน เพิ่งมีคนถูกสังหารหมู่บนเส้นทางขึ้นเขาเส้นนี้! และเราได้รับแจ้งเบาะแสว่าพบบุคคลน่าสงสัยพร้อมอาวุธป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ!”
คำพูดของนายทหารเป็นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของเฉินซิวหยวน เขายืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ฆาตกรรม? สังหารหมู่? เรื่องบ้าอะไรกันนี่! เขามาที่นี่เพื่อดักรอสตรีเพียงนางเดียว เหตุใดจึงกลายมาเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีสังหารหมู่ไปได้!
“จับกุมพวกมันทั้งหมด!” นายทหารออกคำสั่งเสียงกร้าว
“เดี๋ยวก่อน! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์! ข้าเป็นบุตรชายใต้เท้าเฉิน! ข้าเป็นบัณฑิต! ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด!” เฉินซิวหยวนร้องโวยวายพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็ถูกทหารร่างกำยำสองนายบิดแขนไพล่หลังแล้วกดลงกับพื้นอย่างแรง
“ปล่อยข้า! นี่มันเรื่องเข้าใจผิด! ข้าบริสุทธิ์!”
บ่าวรับใช้คนอื่นๆ ก็ถูกจับกุมตัวเช่นกัน พวกเขาทิ้งกระบองลงบนพื้นแล้วยอมให้ทหารควบคุมตัวแต่โดยดี เสียงร้องปฏิเสธและด่าทอของเฉินซิวหยวนยังคงดังลั่นไปทั่วบริเวณป่าเชิงเขา แต่กลับไม่มีผู้ใดสนใจฟัง
ทหารนายหนึ่งเดินไปหยิบกระบองไม้ขึ้นมาตรวจสอบ ก่อนจะหันไปรายงานหัวหน้าของตน “ท่านหัวหน้า บนกระบองพวกนี้มีรอยดินโคลนที่ยังไม่แห้งติดอยู่ขอรับ! เหมือนเพิ่งลงจากเขามา”
“อะไรนะ!” เฉินซิวหยวนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เป็นไปได้อย่างไร! กระบองพวกนี้เป็นของใหม่ที่เพิ่งเตรียมมา จะมีคราบดินโคลนบนภูเขาติดอยู่ได้อย่างไรกัน!
“ดี!” นายทหารพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นี่คือหลักฐานมัดตัวชั้นดี! คุมตัวพวกมันทั้งหมดกลับไปที่กรมอาญาเพื่อสอบสวนทันที!”
เฉินซิวหยวนถูกลากตัวไปพร้อมกับเสียงก่นด่าและปฏิเสธที่ยังคงดังไม่หยุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวและสับสน เขาไม่เข้าใจเลยว่าตนเองเดินพลาดไปตอนไหน เหตุใดเรื่องราวถึงได้พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ถึงเพียงนี้
บนยอดไม้สูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลนัก เว่ยชางหลางมองลงไปยังภาพเหตุการณ์โกลาหลเบื้องล่างด้วยดวงตาที่เรียบเฉย องครักษ์ของเขาทำงานได้ดีเยี่ยม การสร้างสถานการณ์ให้แพะรับบาปปรากฏตัวขึ้นอย่างพอดิบพอดีเช่นนี้ ช่วยตัดความรำคาญเรื่องการสืบสวนคดีสังหารหมู่ไปได้เปลาะหนึ่ง เขาสามารถเบนความสนใจของทางการออกไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง
แต่...สิ่งที่ควรจะทำให้เขารู้สึกพึงพอใจ กลับถูกรบกวนด้วยเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งที่ผุดขึ้นมาในความคิด
ดวงตาที่เด็ดเดี่ยวคู่นั้น... ไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของนาง!!!
ขณะที่มองไปที่ภัตตาคารหอเฟิ่งหวงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม...สายตาของซูอี้จินไม่ได้จับจ้องไปยังประตูทางเข้าที่ชั้นล่าง แต่กลับมองขึ้นไปยังชั้นสอง...ชั้นสำหรับรับรองแขกที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งหน้าต่างถูกปิดไว้ด้วยม่านมู่ลี่ไม้ไผ่อย่างมิดชิด บ่งบอกถึงความเป็นส่วนตัวสูงสุด“ท่านเห็นหรือไม่ เถ้าแก่หลิว” นางกล่าวเสียงเย็น“ปลาตัวใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้ว่ายปะปนอยู่กับปลาซิวปลาสร้อยที่ชั้นล่างหรอกนะ”เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของนางไปยังชั้นสองของหอเฟิ่งหวง ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งมีเพียงเชื้อพระวงศ์ ขุนนางขั้นหนึ่ง หรือคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ย่างกรายเข้าไป“ท่านกำลังหมายถึง...แขกพิเศษเหล่านั้นหรือขอรับ”“คนเหล่านั้นน่ะหรือจะยอมเดินลงมาเข้าตรอกแคบๆ สกปรกของเรา” ซูอี้จินกล่าวต่อราวกับอ่านใจเขาออก“ไม่เลย...พวกเขาไม่ลดตัวลงมาทำเช่นนั้นแน่”ความสิ้นหวังฉายชัดขึ้นในดวงตาของเถ้าแก่หลิวอีกครั้ง“แล้ว...แล้วเช่นนั้นแผนการทั้งหมดที่ทำมาก็สูญเปล่าสิขอรับ”“
“กลิ่นหอมราวกับอยู่ในหุบเขาไร้ทุกข์ ข้าไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนเลย!”ชาวบ้านเริ่มมุงดูอยู่บริเวณปากตรอก พวกเขาชี้ชวนกันให้มองหากลุ่มหมอกจางๆที่ลอยออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง แต่ความลึกลับของตรอกยังคงเป็นปราการที่ไม่มีใครกล้าข้ามผ่านไป บางคนพยายามชะโงกหน้าเข้าไปมอง แต่ก็เห็นเพียงความมืดสลัวอยู่ลึกเข้าไป“คุณหนูขอรับ พวกเขาสนใจ แต่ไม่มีใครเข้ามาเลยสักคน!”เถ้าแก่หลิววิ่งขึ้นลงบันไดจนเหงื่อท่วมตัว เขาร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้“เราใช้ของดีที่สุดไปแล้วสองอย่าง แต่ยังขายอะไรไม่ได้เลยนะขอรับ!”“ข้ารู้”ซูอี้จินยังคงสงบนิ่ง นางกำลังตรวจสอบบัญชีวัตถุดิบอย่างใจเย็น ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา"ปลาที่กำลังตื่นน้ำย่อมไม่ฮุบเหยื่อโดยง่าย หากอยากได้ปลาใหญ่...เราก็ต้องรู้จักใจเย็นรอให้มันตายใจเสียก่อน"“ปลาใหญ่หรือขอรับ?” เถ้าแก่หลิวงุนงงกับคำเปรียบเทียบของนางซูอี้จินเงยหน้าขึ้นสบตาเถ้าแก่หลิว แววตาของนางลุ่มลึกจนคนมองอดทึ่งในวิสัยทัศน์ของสตรีตรง
รุ่งอรุณของวันใหม่…ซูอี้จินยืนสงบนิ่งอยู่บริเวณปากตรอกจิ้งสุ่ย แขนเสื้อกว้างสะบัดเบาๆ ตามลมยามเช้า ดวงตาของนางกวาดมองพื้นหินที่บัดนี้สะอาดเอี่ยมอ่องไร้ซึ่งฝุ่นผงและเศษขยะ มีเพียงรอยชื้นจางๆ จากการขัดล้างอย่างดีเมื่อคืนก่อนร้านรวงรอบข้างยังคงปิดบานประตูเงียบสนิท แต่ร้านเครื่องหอม ‘เทียนเซียง’ ของนางพร้อมแล้วสำหรับการเปิดกิจการวันแรกทว่าบรรยากาศกลับเงียบเชียบผิดวิสัยของการเปิดร้านใหม่โดยสิ้นเชิง ไม่มีซุ้มประตูประดับประดาด้วยดอกไม้ ไม่มีผ้าแพรสีแดงมงคล และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีเสียงอึกทึกของประทัดแม้แต่ดอกเดียวเถ้าแก่หลิว ชายวัยกลางคนที่นางไว้ใจให้เป็นผู้ดูแลร้าน เดินวนไปวนมาอยู่ด้านหลังนางด้วยความกระสับกระส่าย มืออวบหนาทั้งสองข้างกุมกันแน่นอยู่ด้านหลังจนข้อนิ้วขาวซีด“คุณหนูขอรับ...แน่ใจหรือขอรับว่าเราจะไม่จุดประทัดจริงๆ”เขาเอ่ยถามเป็นครั้งที่สามของเช้านี้ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล“ธรรมเนียมปฏิบัติของการเปิดร้านใหม่ ค
ซูอี้จินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งความรู้สึกหลากหลายประเดประดังเข้ามาในอกจนจุกแน่นไปหมด ทั้งความอับอาย ความโกรธเคือง และความสับสนที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่สุดท้าย ความดื้อรั้นทำให้นางไม่อาจยอมเงียบไปเฉยๆ“ท่านอ๋อง ข้าไม่ได้พูดเล่น” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน“หากท่านกล้าล่วงเกินข้าอีก ข้าจะเผาจวนของท่านทิ้งจริงๆ”เว่ยชางหลางชะงักฝีเท้า แทนที่จะเดินจากไป ร่างสูงใหญ่กลับหมุนตัวและก้าวเท้าเข้ามาหานางในความมืดอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวแผงอกกว้างก็ต้อนนางจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตู กักขังซูอี้จินไว้ในวงแขนทั้งสองข้างเขาก้มหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดหน้าผากมน น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่างเจือแววหยัน“ไหนเจ้าสัญญาว่าจะเป็นเตาผิงมนุษย์ ให้ข้าอย่างไรเล่า? เพิ่งจะลงมือรักษาเพียงครั้งแรก... เจ้าก็คิดจะผิดสัญญาแล้วหรือ?”“ข้าสัญญาว่าจะรักษาพิษให้ท่าน มิได้ให้ท่านมาฉวยโอกาสเช่นนี้!” นางเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้ก้อนเนื้อในอกซ้ายจะเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยินปลายนิ้วของเขาเลื่อนขึ้นมาจัดคอเสื้อคลุมให้เข้าที่ ทว่าข้อนิ้วกลับจงใจลากไล้แ
เว่ยชางหลางยังคงหันหลังให้นางอยู่เช่นนั้น...ร่างสูงใหญ่ตวัดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีดำสนิทขึ้นสวมด้วยท่วงท่าดุดัน ก่อนจะหมุนตัวกลับมาหา สาบเสื้อที่หลวมโพรกเปิดอ้าออก เผยให้เห็นแผงอกกว้างและมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามราวกับรูปสลักชั้นยอด ผิวเนื้อสีทองแดงที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมานั้น ดูทรงพลังเสียจนคนที่ลอบมองอยู่ถึงกับต้องรีบหลบสายตา“ขอบใจ”เสียงทุ้มที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าเล็กน้อย เย็นชาและห่างเหิน เป็นน้ำเสียงของอ๋องที่ทุกคนต่างคุ้นเคย ไม่เหลือร่องรอยของบุรุษที่เคยอ่อนแอและอ้อนวอนอยู่ข้างหูนางเมื่อครู่แม้แต่น้อยซูอี้จินแค่นเสียงหยันในลำคอ แววตาที่สบกับเขามีเพียงความเย็นชาไม่แพ้กัน"ท่านอ๋องมิต้องลำบากเอ่ยคำขอบใจ ที่ข้ายอมรักษาพิษให้ หาใช่เพราะความเต็มใจไม่แต่เป็นเพราะถูกอ๋องผู้สูงศักดิ์เช่นท่านบีบบังคับต่างหาก"เว่ยชางหลางไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองกับคำประชดประชันนั้น นัยน์ตาคมปลาบเพียงหลุบมองนางอย่างเฉยชา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่แทบมองไม่เห็น"ในเมื่อรู้ตัวว่าถูกบังคับ เช่นนั้นก็ดี"น้ำเ
การกระทำของเขาชะงักงันไปครู่หนึ่ง...ราวกับคำขู่ของนางสามารถทะลุผ่านม่านหมอกแห่งสัญชาตญาณเข้าไปถึงจิตสำนึกส่วนลึกที่ยังหลงเหลืออยู่ได้แล้วเขาก็แค่นหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งและแผ่วเบา แต่ก็เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเย้ยหยันอย่างที่บุรุษเช่นเขาพึงมี เขายอมอยู่นิ่ง ไม่ได้ใช้ริมฝีปากล่วงเกินนางอีก แต่วงแขนที่รัดเอวกลับแน่นขึ้นอีกเล็กน้อยเป็นการตอบโต้ที่ชัดเจน“เจ้าคิดว่า… ข้าจะพิศวาสสตรีดุร้ายเช่นเจ้ารึ?” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจับใจความได้คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำให้ความร้อนแล่นปราดขึ้นสู่ใบหน้าของซูอี้จินอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเพราะความโกรธล้วนๆ นางกัดฟันกรอด ไม่ตอบโต้อะไรอีก แต่เร่งพลังปราณในมือให้รุนแรงขึ้นเป็นการระบายอารมณ์ ความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เขาชะงักและครางออกมาเบาๆการถ่ายเทปราณดำเนินมาถึงจุดวิกฤต คลื่นพลังหยินและหยางที่แตกต่างกันสุดขั้วปะทะกันอย่างรุนแรงอยู่ตรงกลางระหว่างร่างของคนทั้งสอง อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็นระล







