LOGINยามเหมาเฉินมู่หยางลุกมาหุงข้าว เมื่อวานเขาขายหมูป่าได้60ตำลึง ต้องแย่งให้สหายครึ่งหนึ่ง ส่วนเงินที่ขายเขากวางได้100ตำลึงเป็นจ้าวเฟยเฟยบอกกับเขาว่าให้แยกชิ้นส่วนขาย เงินส่วนนี้ควรเป็นของนาง
เฉินมู่หยางซื้อข้าวสารและเกลือกลับมาด้วยเมื่อวานนี้แต่ไม่มาก เนื่องจากฝนตกบ้านไม่สามารถอยู่ได้ เดิมจะไปเช่าบ้านท่านปู่กั่วต้งแต่พอกลับมาจ้าวเฟยเฟยก็สร้างที่พักเรียบร้อยแล้ว เขาช่วยนางใส่หลังคาและกั้นราวกันตกเท่านั้น
เขาคิดไม่ออกจริงๆว่าจะอยู่อย่างไรคิดได้แค่ว่าต้องเช่าบ้านอยู่ไปก่อนจึงไม่อาจซื้อข้าวของได้เยอะแยะมากมาย ไก่ถูกเฉินมู่หยางนำมาสับก่อนจะใส่ลงในหม้อและเติมน้ำ เขาพอทำอาหารได้แต่ไม่ถึงกับรสชาติดี
ฝนเพิ่งหยุดตก ฟ้าหม่นแต่ไม่อึมครึมอีกต่อไป จ้าวเฟยเฟยที่เริ่มมีอาการดีขึ้นก็ลืมตาขึ้น นางพับผ้าห่มอย่างเรียบร้อยก่อนจะเดินออกมา สายตาก็เหลือบไปเห็นเฉินมู่หยางกำลังจะลงมือทำอะไรบางอย่างกับหม้อใหญ่หน้าเตาอย่างเก้ๆ กังๆ
"ตาเฒ่า ข้าทำเอง!"
นางเอ่ยเสียงเรียบๆคนตัวโตชะงักมือ หันกลับมามอง
"ท่านช่วยไปล้างผักตีนเป็ดที่ข้าเก็บมาเมื่อวานหน่อย"
เฉินมู่หยางเลิกคิ้ว
"ของสิ่งนั้นเจ้าเอามาทำอะไร?"
"กินไง ไม่เคยกินหรือ?"
"มันกินได้ด้วยหรือ?"
"ไม่รู้จักของดี มีเต็มถนนหนทางแต่กลับไม่รู้ว่ากินได้ หลบไป ข้าทำเอง ไปๆ ล้างผักมา แล้วก็ไปบ้านปู่กัว ซื้อไข่ไก่ให้ข้าสิบฟอง ไวๆ ด้วย"
" ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ต้องการอย่างอื่นหรือไม่"
"อยากได้น้ำมัน ถ้ามีสุราก็เอามาด้วย!"
เฉินมู่หยางขมวดคิ้วทันที
"เจ้าเพิ่งหายไข้ อีกอย่าง...ดื่มสุรายามเช้ามีที่ไหนกัน?"
จ้าวเฟยเฟยปรายตามองเขาอย่างเอือมระอา
"ข้าจะเอามาทำอาหาร ดับกลิ่นคาวเพิ่มความหอมเข้าใจหรือยัง อีกอย่าง...ข้ามีเรื่องต้องคุยกับท่าน เด็ดขาด"
เขาพยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วหมุนตัวเดินออกไป แต่ระหว่างทางก็อดคิดกับตัวเองไม่ได้
"ข้าเป็นสามีของนางมิใช่หรือ นางควรเชื่อฟังข้าไม่ใช่หรือ แต่เหตุใดข้ากลับต้องเชื่อฟังนางทุกอย่าง... มีบางอย่างไม่ถูกต้องแน่ๆ"
ชายหนุ่มพึมพำในใจ ขณะยกสะพานไม้ลงแล้วเดินขึ้นขึ้นฝั่งไปยังหมู่บ้าน จ้าวเฟยเฟยทำครัว นางเอากระบะดินอีกอันมาวางด้านนอกเรือนแพก่อนจะเตรียมก่อไป เดี๋ยวนางจะลองข้ามสะพานไปดูบริเวณชายตลิ่งเพราะเมื่อวานเหมือนจะเห็นต้นกระเทียมป่ากับกอของต้นขิง
ฟ้ายังไม่สว่างดี จ้าวเฟยเฟยตักน้ำมาหนึ่งชามนางถอดสร้อยออกมาและนำจี้หยกของคุณแม่ล้างในชามเพื่อจะเช็ดให้สะอาด แต่เรื่องมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นกับนาง นางรู้สึกแปล๊บๆที่มือและอยู่ๆแผลที่โดนไม้ไผ่บาดเมื่อวานจบบวมเจ็บก็เริ่มหายทีละน้อยๆ จ้าวเฟยเฟยตะลึงจี้หยกคุณแม่ทำ หรือเพราะน้ำที่นี่มหัศจรรย์กันแน่ จ้าวเฟยเฟยลองเอาจี้หยกแช่ในน้ำแกว่งสามสี่ที่แล้วดื่ม นางรอปฏิกิริยาไม่นาน อาการไข้ที่มีก็หายไปราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน
"ของดีนี่นา เอาวะถึงไม่มีมิติหรือห้วงอวกาศแบบในละครสั้นหรือในนิยายมีแค่นี้ก็ยังดี แต่ว่าต้องมาเลี้ยงวลุกให้เขา เด็กๆยังเล็กป่วยง่ายไม่สบายบ่อยๆ หากเจ้านี่รักษาได้เรื่องเงินที่ต้องไปหาหมอซื้อยาก็ไม่ต้องกังวลแล้ว"
จ้าวเฟยเฟยยิ้มออกมา นางดีใจที่หยกของคุณแม่ติดมาด้วย มันสามารถรกษาอาการป่วยได้ แม้ไม่รู้ว่ารักษาได้ถึงระดับใด จ้าวเฟยเฟยไม่สนใจว่ามันจะเป็นของวิเศษหรือไม่ ของที่เป็นของต่างหน้าคุณแม่ต่อให้แค่ก้อนหินธรรมดามันก็มีค่า จึงเอามันทำเป็นสร้อยข้อมือเพราะนอกจากเธอก็ไม่มีใครเห็น
เสียงกุกกักในเรือนดังออกมา เด็กๆคนตื่นแล้ว คนโบราณตื่นเช้าเสียจริงๆ จ้าวเฟยเฟยหุงข้าวเรียบร้อยก็รินน้ำข้าวเอาไว้ก่อนจะยกหม้อใส่น้ำแล้วตั้งไฟ เมื่อวานเหมือนจะเห็นกอของต้นขิง กับต้นหอมป่า เดินไปดูสักหน่อยเผื่อเจออย่างอื่นด้วย
จ้าวเฟยเฟยเดินเข้าไปในเรือนแพเพื่อหยิบมีดและเสียมอันเล็ก เฉินโม่หวายที่กำลังเทยาจากหม้อใส่ชามหันมาเจอนางก็ลุกมาก่อนจะยื่นชามยาให้ น้ำเสียงห้วนๆเอ่ยกับนาง
"กินยาซะได้เวลาแล้ว"
"ไอ้โย่ว ไอ้เด็กแสบเป็นห่วงคนอื่นเป็นด้วยหรือ"
"ใครบอกข้าห่วงเจ้า เมื่อวานข้าได้ยินท่านพ่อพูดว่าเจ้าเป็นหนี้เราสิบห้าตำลึง ถ้าเจ้าตายท่านพ่อของข้าก็ขาดทุนน่ะสิ"
จ้าวเฟยเฟยอยากเอาชามยาทุบกะโหลกไอ้เด้กเปรตนี่สักที แหม่นึกว่าจะเป็นคนดีที่ไหนได้หน้าเลือดเหมือนพ่อไม่มีผิด ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้จ้าวเฟยเฟยสัญญากับตัวเองเลยว่าไอ้เด็กเวรนี่กับนางเข้ากันไม่ได้จริงๆ น้ำกับน้ำมันเลย
"ยามีราคาแพง เอามาให้คนไร้ค่า สตรีร้ายกาจอย่างเจ้าก็นับว่าเมตตาแล้ว กินซะข้าไม่อยากให้เสียของ"
"เหอะๆๆ แหม่เมตตาของพวกเจ้าช่างใหญ่คับฟ้าเหลือเกินนะ เหอะ"
หลังจากนั้นรถม้าก็เคลื่อนออกจากเมืองหลวง สกุลมู่มีคนตามไปกว่าห้าสิบคนเพราะนายท่านรองไปกับคุณหนูด้วย จวนมู่เงียบเหงาลงทันทีเมื่อคุณหนูจากไป เมืองหลวงกลับมาปกติดังเดิม หลังจากที่ซ่งมู่หยางไปไม่นานรัชทายาทก็พาเฉินเหว่ยออกเดินทางไปดูความเป็นอยู่ราษฎรและส่งข้อมูลกลับมาให้ฮ่องเต้วินิจฉัยเพื่อมีพระดำริต่อไป จางซือเหยียนออกเดินทางไปด้วยเพื่อคุ้มครองรัชทายาทและสอนวรยุทธทั้งคู่ไปพลางๆด้วยสิบสามปีผ่านไปจวนอ๋องยามนี้เต็มไปด้วยพี่เลี้ยงเนื่องจากพระชายาและท่านอ๋องทรงมีบุตรธิดาถึงแปดคนและพระชายาทรงพระครรภ์ที่เก้าได้ห้าเดือนแล้ว ร่างอุ้ยอ้ายกำลังทำบัญชี เด้กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหานาง เมื่อเงยหน้าก็เห็นยเป็นเวี่ยหยุนที่ไปทำงานดูและพื้นที่กลับมารายงาน ยามนี้เจ้าตัวน้อยที่เคยมาของานทำและขอเสื้อผ้าไปให้มารดาเขาได้สวมหมวกจอหงวนแล้ว"พระชายากระหม่อมไปดูมณฑลหมางหยวนและนำตัวอย่างดินมาให้ทอดพระเนตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ""อืม เอามาดูสิ"มู่เฟยเฟยพิจารณาดินที่เซี่ยหยุนนำมาอย่างละเอียดมือเรียวหยิบดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ ดินนั้นไม่มีความชุ่มชื้นพอจะจับตัวเป็นก้อน แต่มันกลับมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ดวงตาของนางเป็นประกาย"ดินนี่คื
มู่เฟยเฟยยามนี้นางคลอดคู่แฝดได้หกเดือนแล้ว แฝดสามได้หนึ่งขวบแปดเดือนซ่งมู่หยางกำลังเดินทางมารับนางและลูกกลับอวี๋หยาง ท่านตาทวดร้องไห้ไม่อยากให้นางไปจนฝ่าบาททราบเรื่องจึงอนุญาตให้เขาไปอยู่กับนาง แต่หากราชสำนักมีเรื่องจะใช้เขาก็ต้องกลับมา ซึ่งมู่หย่งเหอรีบรับปากเพราะกลัวไม่ได้อยู่กับเหลนและลูกๆ ของนางหลังปีใหม่ที่ผ่านมาฝ่าบาทสถาปนาหลินกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเอาและแต่งตั้งองค์ชายแปดขึ้นเป็นรัชทายาท เฉินเหว่ยได้เป็นเพื่อนเรียนของรัชทายาท ซ่งโม่หวายกลับซ่งผิงผิงใส่ใจมารดามากขึ้นเพาะพระชายาเสิ่นกำลังตั้งครรภ์มู่เฟยเฟยมองดูเด็กที่เดินเตาะแตะๆ อยู่กลางลานก็ยิ้ม เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล นางจำได้ดี เสียงควบม้าอย่างองอาจดุดันนี้เป็นซ่งมู่หยางสามีของตน"ชิงหลิงดูเหมือนท่านอ๋องจะมาถึงแล้ว เจ้าให้พี่เลี้ยงอุ้มซื่อจื่อกับท่านชายและท่านหญิงไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อย เดี๋ยวเจอเสด็จพ่อจะได้ไม่มอมแมม""เพคะพระชายา ซื่อจื่อ ท่านชาย ท่านหญิงไปล้างหน้ากันเถอะเจ้าค่ะเสด็จพ่อกำลังมาแล้ว"เด็กทั้งสามรู้ความต่างกางแขนให้พี่เลี้ยงอุ้ม ไม่นานคนที่ถูกกล่าวถึงก็ปรากฏตัว ซ่งมู่หยางลงจากหลังม้าได้ก็ตรงมาหามู่เฟยเฟยทันที
เมื่อทุกคนกลับหมดแล้วร่างสูงก็เปิดประตูเข้ามา ยามซวีแล้วงานเลี้ยงจึงได้เลิกรา คู่บ่าวสาวจึงมีเวลาอยู่ด้วยกัน ซ่งมู่หยางเดินมาหาคนท้องที่เอนหลังอยู่ เขานั่งลงขอบเตียง มือจับปอยผมทัดหูให้อย่างแผ่วเบา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย"เหนื่อยหรือไม่น้องหญิง ขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียวเหงาหรือเปล่า""ไม่เพคะ พอดีไป๋ฮูหยินกับหลินฮูหยินมาหา ผิงผิงกับเสี่ยวฮวาและคู่แฝดมาหาช่วยกันบีบนวดและพูดคุยเป็นเพื่อน"ซ่งมู่หยางพาเมียเข้ามิติ มู่เฟยเฟยรู้เลยว่าคืนนี้เขาเอาแต่ใจแน่ๆ แล้วคนตัวโตก็เอ่ยออกมาจริงๆ"อืม..ดึกแล้วเดี๋ยวจะเลยฤกษ์นะ เราสองคนเข้าหอกันเถอะ"มู่เฟยเฟยมองหน้าเขา ซ่งมู่หยางเลื่อนมือลงมาที่สายผูกเอวเขาคลายปมออก มู่เฟยเฟยจับมือหนาเอาไว้จ้องตาสามีเป็นเชิงห้ามปราม คนตัวโตจ้องตอบเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเส่า"น้องหญิง ตั้งแต่งานเลี้ยงวันนั้นพี่ยังไม่ได้รักเจ้าอีกเลยนะ""ท่านอ๋อง...ทรงหิวเก่งเหลือเกินนะเพคะ ทรงรับอนุสักคนไหม อื้อ"ซ่งมู่หยางไม่ยอมให้เมียพูดต่อ เขาจูบนางอย่างเรียกร้อง กระทั่งมู่เฟยเฟยทุบหลังเขาเพราะนางหายใจไม่ออก บึ๊ก ๆ ๆๆ ร่างสูงยอมปล่อยอย่างเสียดาย ปากจิ้มลิ้มบวมเจ่อ นางเอ่ยทันทีที
ขณะที่ผู้อาวุโสในตระกูลมู่กำลังถกเถียงกันเรื่องธรรมเนียมการจูงเจ้าสาวออกไปส่งที่เกี้ยว เพราะเกรงว่าครรภ์ของมู่เฟยเฟยจะทำให้การก้าวเดินลำบากจนเกินไป ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังรุกล้ำเข้ามาถึงหน้าห้องหอโดยไม่รอการเชิญ"ไม่ต้องลำบากพวกท่านหรอก ข้าจะอุ้มนางไปขึ้นเกี้ยวเอง""แต่ว่า นางครรภ์ใหญ่มากนักเกรงว่าท่านอ๋องจะอุ้มลำบาก""ข้าอุ้มได้ นางตัวเบาราวกับลูกนก"ไม่ทันที่ทุกคนจะเอ่ยอันใดมู่เฟยเฟยก็ถูกประคองออกมา นางเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"ท่านอ๋อง...เชื่อท่านตาเถอะเจ้าค่ะ หม่อมฉันขึ้นเกี้ยวไปจะดีกว่า ชาวบ้านมากมายต่างเฝ้าดู ภาพที่เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวท้องแก่คงทุลักทุเลไม่น่ามอง ทรงเชื่อหม่อมฉันนะเพคะ"ซ่งมู่หยางคิดตามก่อนจะพยักหน้า นางพูดถูกภาพที่เขาอุ้มเจ้าสาวท้องโตอาจดูไม่น่ามองนัก เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ต้องสำรวมให้มาก จากนั้นจึงหันไปทางมู่หย่งอันและมู่หย่งเหอเอ่ยกับทั้งสองคน"ท่านตาทวดของเสี่ยวเฟยเช่นนั้นก็เอาตามความตั้งใจเดิมพวกท่านเถอะ น้องหญิงพี่จะรอเจ้าที่เกี้ยวเจ้าสาว""เพคะ...พูดง่ายๆแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย""เชื่อเมียแล้วจะเจริญพี่ยังจำได้ น้องหญิงทุกอย่างล้วนฟังเจ้
เสียงมโหรีบรรเลงดังกังวานทั่วทั้งเมืองหลวง วันนี้เฉินอ๋องจะแต่งงานกับคุณหนูสกุลมู่เป็นสมรสพระราชทาน ทั่วท้องถนนมีแต่ผู้คนยินดี บางคนก็มารับของโปรยทานได้ยินว่าเฉินอ๋องทุ่มเงินกว่าห้าพันตำลึงเพื่อโปรยหว่านตามทางตอบที่ขบวนรับเจ้าสาวเคลื่อนผ่านมโหรีดังมาจากทางทิศตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งจวนหลันฮวาขอเฉินอ๋อง เพื่อที่จะไปทิศเหนือของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสกุลมู่ ขนมและลูกกวาดรวมถึงเหรียญอีแปะถูกโปรยมาต่อเนื่อง ขบวนเจ้าบ่าวนั้นยิ่งใหญ่มากนัก เฉินหยางอ๋องในฉลองพระองค์สีแดงสดปักลวดลายมงคลด้วยด้ายสีทอง ผมรวบมวยตรึงกลางศีรษะ สวมกว๊านหยกสีขาวปักด้วยปิ่นที่แกะสลักรูปนกอินทรี ดูแล้วองอาจยิ่งนักร่างสูงนั่งตัวตรงบนหลังอาชาตัวสูงใหญ่ ชุดอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่นั้นตัดกับขนสีขาวราวหิมะ ขนของมันเงางามราวกับหยกมันแพะที่ราคาแพงและหายาก เขามองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลักยิ้มเล็กน้อย คุณหนูที่มาดูขบวนรับเจ้าสาววันนี้ต่างก็แอบเสียดาย ชายงามเพียงนี้เหตุใดก่อนหน้าพวกนางถึงไม่เคยเจอกันนะ เจิ้นเป่ยอ๋องที่มากับน้องชายยิ่งทำให้ขบวนวันนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แม่ทัพไร้พ่ายขี่อาชาเคียงคู่แม่ทัพบูรพาพยัคฆ
ซ่งมู่หยางลูบศีรษะเด็กหนุ่ม เสด็จพี่มีพระดำริจะแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท และสถาปนาหลินกุ้ยเฟยเป็นฮองเฮา ส่วนสตรีที่ตำหนักเย็นคนนั้นมีส่วนในการจากไปของเสด็จปู่และเสด็จย่าของเขา แต่เรื่องนั้นเกิดตอนที่เขายังไม่เกิด จะไปหาความนางก็จะดูไม่สมเหตุสมผล ซ่งมู่หยางเอ่ยถามหลานชายเกี่ยวกับบทลงโทษสนมหลี่"ฝ่าบาททรงกักขังสนมหลี่ไว้ตำหนักเย็น พระองค์ทรงอยากให้มารดาเจ้าลงโทษนางด้วยตนเอง หลินกุ้ยเฟยได้พบนางหรือยัง"ซ่งเทียนนอวี้ถอนหายใจเบาๆก่อนจะตอบกลับ"เสด็จแม่ทรงพระทัยดีเกินไป พระองค์ไม่อยากให้เป็นเวรกรรมต่อกัน แต่ตอนที่สกุลหลี่ทำกับพวกเรานั้นพวกเขาไม่ได้นึกถึงเวรกรรมสักนิดพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา""อืม..นางเป็นคนจิตใจดี อวี้เอ๋อร์ไม่ว่าเจ้าจะเป็นองค์ชาย หรืออนาคตจะเป็นอ๋องหรือว่าฮ่องเต้จำไว้ว่าคนที่เจ้าควรให้ความสำคัญที่สุดคือมารดาของเจ้า สตรีที่ไม่เคยลำบากกลับยอมปักผ้าขาย ยอมกินรากไม้ยอมให้คนดูถูกต่างๆนาๆเพื่อแลกกับการที่ให้เจ้ามีชีวิตรอด ไม่มีใครรักเจ้าได้เท่านางอีกแล้ว""พ่ะย่ะค่ะหลานจะจำไว้ เสด็จอาจะอยู่ที่จวนหลันฮวาใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""อืม..อีกสามวันจะถึงงานแต่ง ตามประเพณีมิอาจเจอหน้ากัน ข้าคิดถึงนาง
เฉินโม่หวายเรียกหาบิดา จ้าวเฟยเฟยหันมองหน้าหนุ่มน้อยตัวประเปียกที่ลืมตาอยู่ จากนั้นนางก็เป็นคนยื่นมือไปอุ้มเขามานั่งตักนาง ใบหน้าหวานก้มลงหอมแก้มเด็กชาย เฉินโม่หวายเงยหน้ายิ้มให้มารดาก่อนจะเปลี่ยนเป็นลุกขึ้นกอดนางซบหน้าลงกับไหล่บางของท่านแม่ที่นั่งตักท่านพ่ออยู่ ใบหน้ากลมเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้
ถังจื่อหยวนพยักหน้าเฉินมู่หยางกอดเมียเอาไว้ในอ้อมกอดอย่างหวงแหน เขาไม่อยากไปแล้วจริงๆ แต่มีหลายเรื่องต้องไปทำรวมถึงส่งจดหมายให้อาจารย์ด้วย จ้าวเฟยเฟยกอดตอบเขา ทั้งสองคนไม่มีอะไรจะเอ่ย มีเพียงความรู้สึกที่ห่วงใยกัน คู่แฝดจับมือท่านพ่อกับท่านแม่เอาไว้ เฉินมู่หยางก้มลงไปอุ้มทั้งคู่ขึ้นมาแล้วอุ้มไว้คนล
ฮั่วเทียนฉีแม้จะแปลกใจที่คุณชายใหญ่สกุลมู่ให้ความสำคัญกับจ้าวเฟยเฟยแต่ก็ยังรายงานออกไป แต่มู่หยวนรู้สึกเหมือนกับว่าฮั่วเทียนฉีกำลังหาที่ระบายมากกว่า ดูแล้วใต้เท้าจางคงกดดันคุณชายสกุลฮั่วคนนี้ไม่น้อยเลยเชียว ก่อนที่เขาจะถามมู่หยวนถึงที่พัก"ว่าแต่คุณชายใหญ่ท่านมีที่พักหรือยังขอรับ ข้าจะได้ให้คนเ
เฉินมู่หยางส่งจดหมายหาอาจารย์ว่าตนเองกลับมาแล้ว และให้หาคนไปส่งเฉินหยวนให้ถึงแดนใต้พร้อมกับผูกป้ายหยกที่ได้จากตัวคนร้ายเพื่อให้อาจารย์หาว่ามาจากที่ใด อาจารย์รับใช้ราชสำนักน่าจะมีเบาะแสเขาดีดตัวไม่นานก็ถึงบ้านเรือนแพ วันนี้เขามีเรื่องมากมายให้คิดเฉินหยวนจำต้องให้ไปไกลกว่าเดิม เมื่อมาถึงก็เห็นว่







