ログイン4
ความลับ
แสงแดดยามสายเริ่มสาดแสงแรงกล้า ความร้อนระอุลงบนพื้นดินที่แตกระแหง เว่ยเสี่ยวเหอมองดูที่ดินสามหมู่ที่เป็นสินเดิมของนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง นางรู้ดีว่าอำนาจของมีดพร้าและกำลังอาจขับไล่คนโฉดได้ชั่วคราว แต่การจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในโลกโบราณใบนี้ต้องมีรากฐานที่แข็งแรงกว่านั้น รากฐานที่ว่าก็คือความมั่งคั่งและเสบียงอาหาร
"ท่านแม่ขอรับ เราจะปลูกผักลงบนดินแข็งๆ นี่จริงหรือขอรับ"
“ใช่จ๊ะ เราจะปลูกผักตรงที่ดินผืนนี้”
“แต่ท่านย่า เอ่อ...”
อาเป่าอึกอัก ขณะพยายามช่วยหิ้วถังไม้เก่าๆ ที่รั่วซึมเด็กน้อยมองผืนดินสีซีดที่มีคราบเกลือขาวเกาะกินด้วยความกังวล
"ท่านย่าเคยบอกว่าดินตรงนี้ถูกสาป ปลูกอะไรก็แห้งตายหมดแม้แต่หญ้ายังไม่อยากจะขึ้นเลย"
เว่ยเสี่ยวเหอย่อตัวลง ลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู
"อาเป่า ดินจะดีหรือร้ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำสาปแต่มันขึ้นอยู่กับว่าเรารู้วิธีเยียวยามันหรือไม่ แม่จะแสดงให้เจ้าเห็นว่าดินที่ถูกทอดทิ้งนี่แหละจะกลายเป็นขุมทรัพย์ที่ใครก็ต้องอิจฉา"
นางยิ้มอบอุ่น ขั้นแรกนางไม่ได้ลงมือปลูกทันทีแต่เริ่มจากการวางระบบน้ำขนาดย่อม เว่ยเสี่ยวเหอใช้จอบขุดร่องน้ำขนาดเล็กให้น้ำจากลำธารหลังเขาไหลเข้ามาวนรอบพื้นที่ปลูกเพื่อชะล้างความเค็มของหน้าดิน
"อาเป่า เจ้าช่วยแม่นำน้ำในถังนี้ไปพรมที่หลุมผักที่เราจะขุด"
“ขอรับท่านแม่”
นางส่งถังน้ำที่ผสมน้ำทิพย์จิตวิญญาณจากมิติลับลงไปในสัดส่วนที่เข้มข้นให้เด็กน้อย เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน เขาแบกถังน้ำตัวโยนพลางก้าวเดินไปตามหลุมที่เว่ยเสี่ยวเหอขุดเตรียมไว้
การทำงานภายใต้แสงแดดจ้าเป็นงานที่หนักหนาสำหรับสตรีที่ร่างกายผอมโซและเด็กชายตัวเล็กๆ ทว่าทั้งคู่กลับไม่ย่อท้อ เว่ยเสี่ยวเหอใช้จอบสับลงบนดินแข็งแรงๆ ทักษะของทหารหญิงทำให้ทุกท่วงท่าของนางแม่นยำและประหยัดพลังงาน นางขุดหลุมเป็นแถวตอนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบราวกับจัดแถวทหาร
"ท่านแม่ดูนี่ขอรับ" อาเป่าตะโกนเรียกด้วยความตื่นเต้น "น้ำที่ท่านแม่ให้ข้าพรมลงไป พอดินได้รับน้ำแล้วมันดูนุ่มขึ้นมาทันตาเลยขอรับ"
เว่ยเสี่ยวเหอยิ้มรับ เป็นเพราะฤทธิ์ของน้ำทิพย์จิตวิญญาณที่ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดินในพริบตา นางหยิบห่อผ้าที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมและหัวไชเท้าที่นำออกมาจากมิติลับ เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ถูกคัดสรรมาอย่างดี เมื่อได้รับพลังจากน้ำทิพย์พวกมันย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วและมีรสชาติเลิศล้ำ
"มาเถิดอาเป่ามาวางเมล็ดพันธุ์ลงไป แม่จะสอนเจ้าว่าต้องวางอย่างไรเพื่อให้พวกมันเติบโตขึ้นมาแข็งแรงที่สุด"
"ขอรับท่านแม่ ถ้าท่านพ่อเห็นว่าเราเก่งขนาดนี้ เขาจะกลับมาหาเราหรือไม่ขอรับ"
อาเป่าเอ่ยพลางใช้มือน้อยๆ บรรจงวางเมล็ดผักลงในดินอย่างทะนุถนอม คำถามนั้นทำให้มือของเว่ยเสี่ยวเหอชะงักไปครู่หนึ่ง นางมองเข้าไปในดวงตาใสซื่อของลูกชายแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
"คนที่ทิ้งเราไปยามลำบากไม่ใช่คนที่คู่ควรให้เราเฝ้ารอ เมื่อเราเติบใหญ่และรุ่งโรจน์ด้วยลำแข้งของตนเอง วันนั้นเจ้าจะรู้ว่าการมีคนเช่นนั้นอยู่ในชีวิตมีแต่จะทำให้เราตกต่ำลง อย่าให้ค่ากับคนที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวเจ้า เข้าใจหรือไม่”
"เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ต่อไปข้าจะไม่ถามถึงท่านพ่ออีก ข้าจะมีแค่ท่านแม่คนเดียวก็เพียงพอแล้วขอรับ"
“อาเป่าของแม่เป็นเด็กดี”
เด็กน้อยประกาศกร้าวพร้อมกับตักน้ำพรมลงบนเมล็ดผักด้วยความตั้งใจ สองแม่ลูกช่วยกันทำงานจนเหงื่อท่วมกาย เว่ยเสี่ยวเหอมองดูผลงานในวันแรกด้วยความพึงพอใจ แถวผักยาวเหยียดถูกจัดวางอย่างเป็นระบบระเบียบ ร่องน้ำที่ขุดไว้เริ่มทำหน้าที่ของมันได้ดี นางแอบใช้จังหวะที่อาเป่าไม่ได้มองเรียกน้ำทิพย์ปริมาณเข้มข้นออกมาพรมไปทั่วแปลงผักอีกครั้ง ไอระเหยจางๆ ที่แผ่ออกมาจากดินทำให้พืชพรรณในมโนภาพของนางเด่นชัดขึ้น
"พักเสียหน่อยเถิดอาเป่า" นางจูงมือลูกชายไปนั่งพักใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ "ดื่มน้ำก่อน"
นางส่งกระบอกน้ำที่ใส่น้ำทิพย์เย็นฉ่ำให้เด็กน้อย อาเป่าดื่มเข้าไปอึกใหญ่แล้วดวงตาพลันเบิกกว้าง
"สดชื่นเหลือเกินขอรับท่านแม่ ร่างกายข้าคล้ายมีพลังมหาศาล ความเหนื่อยเมื่อครู่หายไปหมดสิ้นเลยขอรับ"
"น้ำนี้คือน้ำวิเศษที่จะช่วยให้เราแข็งแรง แต่นี่เป็นความลับระหว่างเราแม่ลูกนะอาเป่า เจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาด แม้แต่เพื่อนเล่นในหมู่บ้านก็ห้ามเอ่ยถึง" เว่ยเสี่ยวเหอกระซิบ
"ข้าจะรักษาความลับด้วยชีวิต”
เด็กน้อยทำท่าฮึกเหิมเหมือนอย่างที่เคยเห็นนางทำก่อนหน้านี้ ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอหลุดขำออกมาด้วยความเอ็นดู
เวลาผ่านไปจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำ บัดนี้รอยหลุมแต่ละหลุมถูกกลบฝัง เว่ยเสี่ยวเหอพาอาเป่าเดินกลับเข้ากระท่อมเพื่อเตรียมมื้อค่ำจากเสบียงที่เหลืออยู่ในมิติลับ คืนนั้นนางเฝ้าดูบุตรชายที่หลับปุ๋ยไปด้วยความอ่อนเพลียแต่มีรอยยิ้มประดับใบหน้า
สายหมอกยามเช้าที่ปกคลุมหมู่บ้านชิงสุ่ย หน้าดินชื้นและความเย็นสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณกระท่อมหลังน้อย ทว่าเพียงชั่วข้ามคืนสลับกับเวลาเพียงไม่กี่วัน ปาฏิหาริย์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏ พืชผักที่เว่ยเสี่ยวเหอและอาเป่าช่วยกันปลูกไว้บัดนี้เติบโตจนเขียวขจีผิดหูผิดตา ผักกาดหอมใบหยิกดูอวบอิ่มน้ำ หัวไชเท้าที่ปลายยอดชูใบสีเขียวเข้มแข็งแรงเหมือนกองทหารยืนเข้าแถว
เว่ยเสี่ยวเหอกอดอกมองดูแปลงผักด้วยความพึงพอใจ นี่คือผลลัพธ์ของน้ำทิพย์จิตวิญญาณ พืชพรรณเหล่านี้ไม่เพียงแต่เติบโตเร็วมันยังมีชีวิตชีวาแต่แมลงศัตรูพืชก็ไม่กล้ากล้ำกราย
"ดูนั่นสิขอรับ"
อาเป่าวิ่งออกมาจากกระท่อมด้วยท่าทางตื่นเต้น เด็กน้อยหยุดชะงักอยู่ที่ริมแปลงผัก ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางใช้มือน้อย ๆ ลูบไปที่ใบผักกาดหอมอย่างเบามือ
"ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหมขอรับท่านแม่ เมื่อวานพวกมันยังเป็นเพียงต้นกล้าเล็ก ๆ อยู่เลย ทำไมเช้านี้ถึงดูน่ากินขนาดนี้ล่ะขอรับ"
"น้ำและดินที่นี่ดีกว่าที่เจ้าคิดอย่างไรล่ะอาเป่า และที่สำคัญเป็นเพราะเจ้าช่วยแม่ดูแลพวกมันอย่างดี พวกมันจึงตอบแทนเจ้าด้วยความงดงามเช่นนี้"
เว่ยเสี่ยวเหอยิ้มพลางย่อตัวลงตรวจดูความสมบูรณ์ของหัวไชเท้า
"ข้าดีใจเหลือเกินขอรับท่านแม่ ต่อไปเราจะมีผักกินกันจนอิ่มท้อง ไม่ต้องทนหิวอีกแล้วนะขอรับ" อาเป่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ทว่า ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังชื่นชมผลงานอยู่นั้น เสียงซุบซิบจากรั้วไม้ผุ ๆ ด้านนอกก็ดังแว่วมา ชาวบ้านหลายคนที่เดิมทีแสร้งทำเป็นเดินผ่านกลับต้องยืนตกตะลึงจนตาค้าง บางคนถึงกับขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"นั่นมันผักจริง ๆ หรือ ที่ดินตรงนั้นปลูกอะไรก็ตายไม่ใช่รึ" หญิงชาวนาคนหนึ่งเอ่ยพลางป้องปากกระซิบกับสหาย
"นั่นน่ะสิ ข้าเห็นนางเพิ่งลงเมล็ดไปไม่กี่วันก่อนเอง ทำไมมันถึงโตเร็วนัก หรือว่านางจะใช้มนต์ดำอย่างที่นางจางว่าจริงๆ"
อีกคนเสริมด้วยน้ำเสียงหวาดระแวงปนอิจฉา เว่ยเสี่ยวเหอได้ยินทุกคำพูด นางไม่ได้หันไปโต้ตอบแต่กลับนิ่งเฉยไม่รับรู้
"อาเป่าเตรียมตะกร้าให้แม่ วันนี้เราจะคัดผักที่อวบอิ่มที่สุด แม่จะพาเจ้าไปตลาด"
"เราจะไปตลาดหรือขอรับท่านแม่" อาเป่าถามด้วยความตื่นเต้นระคนกังวล "ที่นั่นมีแต่คนมีเงิน เราไม่มีเงินแล้วข้าก็อายที่ชุดข้ามันเก่าและขาดเช่นนี้ขอรับ"
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
93แต่งงานนางบิดชายผ้ากันเปื้อนไปมาพลางก้มหน้าพึมพำ “ก็ตามนั้นแหละเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านอ๋องก็ดูเป็นคนดี และอาเป่าก็ดูจะชอบท่าน ข้าเลยคิดว่าเราอาจจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ สักปีสองปีถ้าเข้ากันได้ก็ค่อยว่ากัน”“ปีสองปีรึ” ท่านอ๋องขมวดคิ้วแน่น “นานไป ข้าไม่อยากคบหาดูใจอะไรแบบนั้นห
90บังเอิญล่ะมั้งเวลาผ่านไป เว่ยเสี่ยวเหอที่เพิ่งส่งหมั่นโถวลูกสุดท้ายในซึ้งให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่งชะงักมือลงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางเบี่ยงสายตาไปมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันก่อนที่เจอบนรถม้ากลางสายฝน จนมาถึงวันนี้ที่หน้าร้าน เป็นความบังเอิญจริงๆ
86พัดปัดฝนนางมองผลงานของตัวเองด้วยความโล่งอก แล้วเก็บพัดเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ก้าวออกมาจากมิติกลับไปที่เตียงนอน ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสบายใจในเวลาเดียวกัน ณ จวนอ๋องสิบเอ็ดที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ท่านอ๋องที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำพลันขมวด
85อย่ามองว่าข้าบ้าเขายื่นมือมาแตะที่หลังมือนางเบาๆ “เจ้าบอกว่าเจ้าสิงอยู่ในร่างของมารดาอาเป่า แต่สำหรับข้าไม่ว่าวิญญาณข้างในจะมาจากที่ใด สิ่งที่ข้าเห็นและสัมผัสได้คือสตรีที่ชื่อเว่ยเสี่ยวเหอผู้ที่มีหัวใจเมตตาและมีความเด็ดเดี่ยวต่างหาก”เว่ยเสี่ยวเหอรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาด้วยความตื้นตัน ความล







