تسجيل الدخول“เช่นนั้นก็พอ”ลี่หลินหน้าซีดกว่าเดิม “แต่ถ้าอาการนั้นถูกสร้างขึ้น…”“อย่าพูดสิ่งที่ไม่ควรพูด” ซินอี๋ตัดบททันที ลี่หลินก้มหน้าลง“เพคะ”ซินอี๋มองนางอย่างพอใจ “วันนี้ทุกคนเห็นแล้วว่าเจ้ามีความสามารถ”“แต่ความจริง…”“ความจริง?” ซินอี๋ยิ้มบาง “ในวัง ความจริงคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อ”ลี่หลินเงียบ“จำไว้” ซินอี๋กล่าว “วันนี้เจ้าไม่ได้ชนะซูมี่”“หม่อมฉันไม่เคยคิด…”“แต่คนอื่นจะคิดแทนเจ้า” นางเอนหลัง “และอีกไม่นาน เราจะให้ฝ่าบาทเห็นด้วยพระองค์เองว่า เจ้าสามารถช่วยคนสำคัญกว่าสาวใช้ได้”หัวใจลี่หลินกระตุก “คนสำคัญ?”ซินอี๋ไม่ตอบ เพียงยิ้ม “กลับไปเตรียมตัว”ลี่หลินออกจากตำหนักด้วยหัวใจที่หนักกว่าเดิม ส่วนซูมี่ซึ่งอยู่คนละฟากของวังยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์วันนี้เป็นเพียงการทดลองเล็ก ๆ ซินอี๋ต้องการทดสอบว
คำตอบชัดเจน แต่สีหน้าไม่ใช่ อาเถาหลบตา ซูมี่เห็นทันที มีบางอย่างถูกปิดบัง นางไม่ได้ถามต่อหน้าทุกคน เพียงพยักหน้า“เช่นนั้นพักก่อน”เรื่องจึงจบลงชั่วคราว แต่สำหรับซูมี่ มันเพิ่งเริ่ม หลังงานเลิก คนส่วนใหญ่กลับตำหนักของตน ข่าวลี่หลินช่วยสาวใช้หมดสติแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน ชื่อของนางก็ถูกพูดถึงแทบทุกมุมของฝ่ายใน บางคนถึงกับเริ่มเปรียบเทียบ ซูมี่เก่งเรื่องโรคซับซ้อน แต่ลี่หลินเก่งเรื่องอาการฉุกเฉิน ซินอี๋ได้สิ่งที่ต้องการ นางกำลังสร้างความรู้สึกว่าในวังไม่ได้มีเพียงซูมี่คนเดียวที่จำเป็น หนิงเอ๋อได้ยินข่าวเหล่านี้ก็ไม่พอใจ“คนพวกนี้เปลี่ยนเร็วจริงเจ้าค่ะ เมื่อวานยังชมฮูหยิน วันนี้ก็หันไปชมคุณหนูลี่หลินแล้ว”ซูมี่กลับไม่สนใจ “ถ้านางช่วยคนได้จริง ก็สมควรชม”“แต่ฮูหยินไม่เชื่อ?”ซูมี่หยุดเดิน “ข้าเชื่อว่าคนไข้ดีขึ้น”“แต่ไม่เชื่ออย่างอื่น?”“ข้าสงสัยว่าทำไมถึงดีขึ้นเร็วเกินไป”หนิงเอ๋อขมวดคิ้ว “ยาของคุณหนูลี่หลินอาจดี
ลี่หลินชะงัก “แต่เรื่องรักษาคน ถ้าตอบผิด…”“ไม่มีใครให้เจ้ารักษาโดยลำพังตอนนี้” ซินอี๋ตัดบท “หน้าที่ของเจ้าคือทำให้ฝ่าบาทเห็นว่า เจ้ามีความสามารถ”“เพคะ” เสียงลี่หลินเบาลง ซินอี๋กล่าวต่อ“อีกไม่นาน ข้าจะสร้างโอกาสให้เจ้า”หัวใจลี่หลินกระตุก “โอกาสอะไรเพคะ”“ครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ตอบคำถาม” ซินอี๋ยิ้มช้า ๆ “จะมีคนป่วยจริง”ลี่หลินเงยหน้าทันที “แล้วเจ้าจะเป็นคนรักษา”“แต่ถ้าหม่อมฉันรักษาไม่ได้…”“เจ้ารักษาได้แน่”ความมั่นใจของซินอี๋ผิดธรรมชาติจนลี่หลินรู้สึกหนาวเย็น “พระสนมทรงทราบได้อย่างไรเพคะ”ซินอี๋เพียงยิ้ม “เพราะข้าจะไม่ให้เจ้าเจอกับโรคที่เจ้าไม่รู้คำตอบ”ลี่หลินนิ่งแข็ง คำพูดนั้นทำให้ความรู้สึกบางอย่างในใจเริ่มผิดปกติ แต่ก่อนจะถามต่อ ซินอี๋ก็ลุกขึ้น“กลับไปอ่านตำราให้ดี”“เพคะ”
ซินอี๋ชะงัก เพราะไม่คิดว่านางจะเห็นด้วยง่ายเช่นนี้ ซูมี่กล่าวต่อ“ความรู้ของคุณหนูลี่หลินดีมาก เพียงแต่ประสบการณ์รักษาคนต้องใช้เวลา ไม่มีใครอ่านตำราแล้วกลายเป็นหมอที่รักษาคนเก่งได้ทันที”ลี่หลินกลับไม่ได้โกรธ นางมองซูมี่ด้วยแววตาครุ่นคิดจริงจัง“ฮูหยินรู้ได้อย่างไรว่าข้ามีประสบการณ์น้อย”ซูมี่ตอบตามตรง “เพราะเวลาข้าถามถึงสมุนไพร เจ้าตอบเร็วมาก”ลี่หลินงุนงง “นั่นไม่ดีหรือเจ้าคะ”“ดี” ซูมี่ยิ้มบาง “แต่พอถามถึงคนไข้ เจ้าต้องคิดนานขึ้น”ฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ “พูดง่าย ๆ คือจำยาเก่งกว่าจำคน”ลี่หลินหน้าแดงทันที “ฝ่าบาท…”ฮองเฮาเองก็ทรงยิ้ม ซินอี๋กลับฝืนยิ้มตาม นางตั้งใจให้วันนี้เป็นวันที่ลี่หลินแสดงให้ทุกคนเห็นว่าสามารถยืนเทียบกับซูมี่ได้ แต่ผลกลับกลายเป็นว่า ทุกคนเห็นชัดขึ้นเสียอีกว่าทั้งสองต่างกันอย่างไร ลี่หลินมีความรู้แต่ซูมี่มีประสบการณ์ลี่หลินรู้ว่าสมุนไพรหนึ่งชนิดใช้ทำอะไร แต่ซูมี่รู้ว่าควรใช้เมื่อไร และเมื่อไรไ
นางอาจไม่สามารถทำได้ ขณะเดียวกัน ซูมี่เองก็กำลังคิดถึงลี่หลินอยู่เช่นกัน หญิงสาวที่ถูกพามาเพื่อคานอำนาจนางกลับไม่มีท่าทีอยากได้อำนาจ คนที่ซินอี๋บอกว่าเชี่ยวชาญแพทย์กลับถ่อมตัวและยอมรับสิ่งที่ตนไม่รู้ และใต้ความสุภาพนั้น มีความกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ชัดเจนเกินไป ซูมี่จึงเริ่มสงสัยว่า บางทีลี่หลินอาจไม่ใช่ศัตรูคนใหม่แต่อาจเป็น เหยื่ออีกคนหนึ่งที่ถูกผลักลงมาอยู่บนกระดานเดียวกับนาง หมอหญิงสองคน หลังลี่หลินเข้าวังได้เพียงไม่กี่วัน ซินอี๋ก็เริ่มทำให้ชื่อของนางถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างตั้งใจ ช่วงแรกเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ สาวใช้ในตำหนักซินอี๋ปวดศีรษะ ลี่หลินช่วยเลือกสมุนไพรให้ นางกำนัลอีกคนมีผื่นจากอากาศร้อน ลี่หลินแนะนำยาทาภายนอก จากนั้นเรื่องเล่าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “หลานสาวพระสนมซินอี๋รู้เรื่องยา” กลายเป็น “คุณหนูลี่หลินมีความสามารถไม่แพ้หมอหญิงในวัง”ซูมี่ได้ยินข่าวเหล่านั้นผ่านหนิงเอ๋อ แต่ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจเป็นพิเศษ กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ฮองเฮามีรับสั่งให้นางเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ เมื่อไปถึง ซูมี่จึงพบว่าฮ่องเต้ประทับอยู่ด้วย ซินอี๋นั่งอ
ลี่หลินเข้าไปตรวจอย่างระมัดระวัง นางบอกชื่อสมุนไพรได้หลายชนิด บางชนิดรู้สรรพคุณทั่วไป บางชนิดกลับพูดตรง ๆ ว่าไม่แน่ใจ ซูมี่มองอยู่เงียบ ๆ คนที่ถูกส่งมาแข่งขันกับนาง หากต้องการสร้างภาพ ย่อมควรพยายามตอบทุกอย่างให้ดูเก่ง แต่ลี่หลินกลับไม่ทำ เมื่อไม่รู้ นางก็ยอมรับว่าไม่รู้ เมื่อไม่แน่ใจ ก็ไม่เดา จุดนี้ทำให้ซูมี่เริ่มสนใจจริง ๆ ฮองเฮาทรงหยิบสมุนไพรชนิดหนึ่งขึ้นมา“อันนี้เล่า”ลี่หลินมองแล้วตอบ“หม่อมฉันเคยเห็นเพคะ แต่ไม่กล้าฟันธงว่าของที่ผ่านการตากแบบนี้ยังใช้เหมือนเดิมหรือไม่”ฮองเฮาหันมาทางซูมี่ “เจ้าว่าอย่างไร”ซูมี่ตรวจแล้วอธิบายสั้น ๆ ลี่หลินฟังอย่างตั้งใจ ไม่มีท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางถามต่ออย่างสุภาพ“ฮูหยินดูจากกลิ่นหรือเจ้าคะ ทั้งกลิ่น สี และสภาพหลังตาก ข้าจำได้ว่าท่านตาเคยพูดคล้ายกัน แต่ข้าไม่เคยสังเกตละเอียดเท่านี้”ซูมี่มองนาง คำพูดนี้ฟังดูจริงใจ ฮองเฮายิ้มบาง ๆ“ดูเหมือนพวกเจ้าจะคุยกันรู้เรื่อง”ลี่หลินรีบตอบ “หม่อมฉันยังต้องเรียนรู้อี







