LOGINเมื่อเดินพ้นระยะสายตา หนิงเอ๋อกระซิบเสียงตื่นเต้น “ฮูหยิน เมื่อครู่ท่านทำให้แม่ทัพพูดไม่ออกเลยเจ้าค่ะ”
อันฉีไม่ได้ตอบทันที เธอกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เจ็บ ทุกครั้งที่มองหน้าเหยียนเฟิง หัวใจของเธอก็เหมือนถูกฉีกซ้ำ ๆ เพราะมันทำให้เธอนึกถึงชายที่เธอไม่มีวันได้แต่งงานด้วยอีกแล้ว
แต่เธอจะไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมแพ้ต่อความทรงจำของตัวเอง ไม่ยินยอมต่อความเกลียดชังของเขาและไม่ย่อท้อต่อชะตากรรมของซูมี่
ทางเดินไปเรือนใหญ่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า อันฉีเงยหน้ามองหลังคาสูงของเรือนประธาน แววตาค่อย ๆ แข็งกร้าวขึ้น ที่นั่นมีมารดาของเหยียนเฟิงรออยู่ หญิงที่อาจเป็นต้นเหตุให้ซูมี่ต้องตกน้ำจนตาย อันฉีสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวต่อไปอย่างมั่นคง นับจากวันนี้ นางไม่ใช่ซูมี่ผู้อ่อนแออีกต่อไป
และชายผู้มีใบหน้าเหมือนคนรักคนนั้น จะต้องได้เห็นด้วยตาตัวเองว่า ฮูหยินที่เขาเคยดูแคลน จะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกเป็นครั้งที่สอง.
ฮูหยินที่ไร้ค่า
เรือนใหญ่ของจวนแม่ทัพตั้งอยู่กลางพื้นที่สูงสุดของคฤหาสน์ หลังคากระเบื้องสีเข้มทอดยาวอย่างสง่างาม เสาไม้แดงแกะสลักลวดลายมังกรและเมฆา แสดงฐานะของตระกูลหลี่ที่ได้รับเกียรติจากราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน
แต่ยิ่งเข้าใกล้เรือนใหญ่ อันฉีกลับยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง แรงกดดันจากสายตาผู้คน จากการดูแคลน จากความรู้สึกว่า “ซูมี่” ไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้
“ฮูหยิน เดินไหวหรือไม่เจ้าคะ” หนิงเอ๋อถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นใบหน้าของนางซีดลงเรื่อย ๆ
อันฉีพยักหน้าเบา ๆ “ไหว”
แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่สิ่งที่เหนื่อยกว่าคือความรู้สึกในใจ ทุกครั้งที่เดินผ่านบ่าวไพร่ คนเหล่านั้นจะรีบหลบสายตา บ้างแอบหัวเราะ บ้างซุบซิบอย่างไม่คิดปิดบัง
“นางยังกล้ามาเรือนใหญ่ด้วยหรือ”
“ได้ข่าวว่าแม่ทัพไม่เคยเข้าห้องนางเลย”
“ก็แค่นางกำนัลต่ำต้อย จะหวังเป็นฮูหยินจริง ๆ ได้อย่างไร”
คำพูดเหล่านั้นดังเข้าหูอย่างชัดเจน
หนิงเอ๋อกัดฟันแน่น “พวกมันช่างปากเสีย!”
แต่อันฉีกลับนิ่ง เธอเคยผ่านโลกที่โหดร้ายมาแล้ว ทั้งการแข่งขันในที่ทำงาน การนินทา การเหยียบย่ำกันด้วยคำพูด ทว่าเมื่อได้มาอยู่ในร่างซูมี่ เธอเพิ่งเข้าใจว่า คำดูถูกซ้ำ ๆ สามารถฆ่าคนคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็นได้จริง
ซูมี่คงอยู่กับสิ่งเหล่านี้มานานเหลือเกิน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ สาวใช้สองคนที่ยืนเฝ้าประตูกลับไม่เปิดทางให้ทันที หนึ่งในนั้นปรายตามองอันฉีตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดเสียงเรียบ
“ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังดื่มชาอยู่ หากฮูหยินจะเข้าไป ก็รอด้านนอกก่อนเถิด”
หนิงเอ๋อรีบพูด “แต่ฮูหยินของข้า”
“ข้าไม่ได้ถามเจ้า” สาวใช้ตัดบททันที
หนิงเอ๋อหน้าแดงด้วยความโกรธ อันฉีกลับมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงบ
“เจ้าชื่ออะไร”
สาวใช้ชะงักเล็กน้อย “หลันซินเจ้าค่ะ”
“หลันซิน” อันฉีเอ่ยช้า ๆ “ข้าจำได้ว่ากฎของจวนแม่ทัพระบุไว้ว่า ผู้ใดกล้าขวางฮูหยิน มีโทษเฆี่ยนสิบไม้ จริงหรือไม่”
หลันซินหน้าเปลี่ยนสีทันที “แต่…บ่าวเพียงทำตามคำสั่งนะเจ้าคะ”
“ข้าบอกหรือยังว่าข้าจะเข้าไปตอนนี้”
หญิงสาวนิ่งอึ้ง อันฉีก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด น้ำเสียงยังเรียบเรื่อย “เจ้าขวางข้าโดยพลการ และยังเสียมารยาทต่อหน้าฮูหยิน เช่นนี้เรียกว่าทำตามคำสั่ง หรืออาศัยว่าผู้อื่นไม่เห็นค่าข้าจึงคิดจะเหยียบย่ำก็ได้”
หลันซินรีบคุกเข่าลงทันที “บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ!”
หนิงเอ๋อมองฮูหยินของตนด้วยความตะลึง หากเป็นซูมี่คนเดิม นางคงยืนนิ่ง ก้มหน้า และยอมให้คนเหล่านี้รังแกไปแล้ว แต่คนตรงหน้านี้ไม่ใช่อีกต่อไป
“พอเถิด” อันฉีพูด “ข้าไม่มีแรงลงโทษใครในวันนี้ แต่หากมีครั้งหน้า เจ้าค่อยไปคุกเข่าที่ลานลงโทษแทน”
“เจ้าค่ะ…”
หลันซินรีบเปิดทางทันทีเมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถง อันฉีก็เห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก นางสวมชุดผ้าไหมสีเข้ม ใบหน้าคมกริบแฝงความเย่อหยิ่ง ดวงตาเย็นชาราวกับมองทุกคนต่ำกว่า แม้ไม่ต้องเดา อันฉีก็รู้ทันทีว่านางคือ หลี่ฮูหยิน มารดาของหลี่เหยียนเฟิง ด้านข้างของนางมีหญิงสาวหน้าตางดงามในชุดสีชมพูอ่อนนั่งอยู่ ใบหน้าหวานละมุน แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความดูถูก ทันทีที่อันฉีปรากฏตัว สายตาของทั้งสองก็หันมามองพร้อมกัน หลี่ฮูหยินวางถ้วยชาลงเสียงดัง
“ในที่สุดก็ยังไม่ตาย”
คำทักทายนั้นเย็นชาจนหนิงเอ๋อหน้าซีด แต่อันฉีกลับค้อมตัวทำความเคารพอย่างเรียบร้อย “คารวะฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”
หลี่ฮูหยินหรี่ตามองนางอย่างพินิจ “ดูเหมือนตกน้ำครั้งนี้จะทำให้เจ้ากล้าขึ้น”
หญิงสาวข้างกายหัวเราะเบา ๆ “ข้าว่าไม่ใช่กล้าขึ้นหรอกเจ้าค่ะ อาจเพราะใกล้ตายจึงเพ้อเสียมากกว่า”
หนิงเอ๋อกำมือแน่นทันที อันฉีปรายตามองหญิงสาวคนนั้น “ท่านนี้คือ…”
“ซูฮวา” หญิงสาวยิ้มบาง “บุตรสาวคหบดีซู”
“จะไปไหน”อันฉีหลุดหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะลุกแล้วค่ะ”เหยียนเฟิงยังไม่ยอมปล่อย เขาซบหน้าลงตรงไหล่นางอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น“ยังเช้าอยู่”“ท่านแม่ทัพ วันนี้ท่านมีประชุมเช้านะ”“ข้าไม่ไป”อันฉีเลิกคิ้ว “อีกแล้วหรือคะ?”ตั้งแต่บ้านเมืองสงบ เหยียนเฟิงก็เริ่ม “ขี้เกียจ” มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาที่อยู่กับนาง เหยียนเฟิงลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนมองนางนิ่ง แม้ผ่านมาหลายปี แต่สายตาที่เขามองนางกลับยังอ่อนโยนเหมือนวันแรก“ข้าอยากอยู่กับเจ้า”หัวใจของอันฉียังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินคำตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางจึงยิ้มขำ“คนทั้งเมืองคงไม่เชื่อแล้วว่า ท่านคือแม่ทัพผู้เย็นชา”เหยียนเฟิงยกมุมปากขึ้นบาง ๆ “ข้าไม่เคยเย็นชากับเจ้า”คำตอบนั้นทำให้อันฉีหัวเราะออกมาอีกครั้ง สุดท้าย เหยียนเฟิงก็ยอมลุกจากเตียงอย่างเสียไม่ได้แต่ยังคงเดินตามนางไปทั่วเรือนเหมือนเดิม หนิงเอ๋อที่ยกอาหารเช้าเข้ามาถึงกับส่ายหน้า
เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ข้าเต็มใจ”หัวใจของอันฉีสั่นเบา ๆ แม้จะอยู่ด้วยกันมานาน แต่บางครั้งคำพูดตรงไปตรงมาของเขาก็ยังทำให้นางเขินได้เสมอ เมื่อกลับถึงเรือน อาหารกลางวันถูกจัดไว้เรียบร้อยแล้ว อันฉีนั่งลงตรงโต๊ะ ก่อนพบว่าอาหารเกือบทั้งหมดเป็นของที่นางชอบ นางเลิกคิ้ว“ท่านสั่งครัวอีกแล้ว?”เหยียนเฟิงนั่งลงข้างนางอย่างสงบ“อืม”“เช่นนั้นของที่ท่านชอบเล่า”“ข้ากินอะไรก็ได้”อันฉีถอนหายใจ “ไม่ได้” นางหยิบตะเกียบตักอาหารใส่ชามเขา “ต่อไปนี้ห้ามตามใจข้าคนเดียว”เหยียนเฟิงมองชามตัวเองเงียบ ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นบาง ๆ“อืม”หนิงเอ๋อที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบยิ้มจนปิดไม่มิด ตอนนี้ทั้งจวนต่างรู้กันดีว่าแม้แม่ทัพหลี่จะดูน่าเกรงขามแค่ไหนแต่หากฮูหยินพูด เขาก็ยอมทุกอย่างอยู่ดี ระหว่างกินอาหาร อันฉีจู่ ๆ ก็พูดขึ้น“พรุ่งนี้ข้าอยากไปตลาด”เหยียนเฟิงเงยหน้า “ไปทำอะไร”“ซื้อผ้า&rd
เด็กชายยิ้มกว้าง ก่อนรีบวิ่งกลับไปหาแม่ตัวเอง อันฉีมองดอกท้อในมือเงียบ ๆ ก่อนจู่ ๆ จะรู้สึกจุกในอกอย่างบอกไม่ถูกเมื่อก่อนในโลกเดิมของนาง ไม่มีใครมอบรอยยิ้มแบบนี้ให้เลย ไม่มีใครรอให้นางกลับบ้าน ไม่มีใครห่วงว่านางจะกินข้าวหรือยัง แต่ที่นี่กลับมีทุกอย่างที่นางเคยขาด เหยียนเฟิงเห็นนางเงียบไป จึงถามเบา ๆ“เจ้าคิดอะไรอยู่”อันฉีหันไปมองเขาก่อนยิ้มออกมาช้า ๆ“ข้ากำลังคิด…” นางก้าวเข้าไปจับมือเขาแน่น “ว่าข้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่วันนั้นข้ามาอยู่ที่นี่”ดวงตาคมเข้มของเหยียนเฟิงอ่อนลง เขายกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ“ข้าต่างหากที่โชคดี”อันฉีหัวเราะ “แม่ทัพหลี่เริ่มพูดหวานเก่งขึ้นทุกวัน”“เพราะภรรยาข้าชอบ”คำตอบนั้นทำให้นางทั้งขำทั้งเขินอีกครั้ง เมื่อกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว แสงโคมสีอุ่นส่องอยู่ทั่วลานเรือนหนิงเอ๋อรีบวิ่งมาต้อนรับทันที“ฮูหยิน! วันนี้ครัวทำซุปที่ท่านชอบด้วยเจ้าค่ะ!”เฉินหยางเองก็เดินเข้ามาหัวเราะ
“อืม” เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางเบา ๆ “จนข้าเริ่มกลัวว่าจะมีคนแย่งเจ้าไป”ใบหน้าของอันฉีร้อนขึ้นทันที“ท่านนี่…”เหยียนเฟิงหัวเราะเสียงต่ำก่อนยื่นมือมากุมมือนางไว้ใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน สัมผัสอุ่นนั้นทำให้อันฉียิ้มออกมาเงียบ ๆ ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนไปเพียงใดมีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือสายตาที่เหยียนเฟิงมองนาง สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความหวงแหน และความภาคภูมิใจ หลังงานเลี้ยงจบ ทั้งสองเดินออกจากวังด้วยกันท่ามกลางแสงจันทร์ ลมฤดูใบไม้ผลิพัดเอื่อย ๆ อ่อนโยนกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา อันฉีเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนยิ้มบาง“เหยียนเฟิง”“อืม?”“ข้าไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งชีวิตจะมาถึงจุดนี้”เขาหันมามองนาง อันฉียิ้มอ่อน “จากคนที่ไม่มีใครต้องการ กลายเป็นฮูหยินแห่งแผ่นดิน”เหยียนเฟิงหยุดเดินช้า ๆ ก่อนยกมือขึ้นลูบแก้มนางเบา ๆ “ไม่ใช่เพราะโชคชะตา” ดวงตาคมเข้มสบกับนางตรง ๆ “แต่เพราะเจ้าเหมาะสมกับมัน”หัวใจของอันฉีอุ่นวาบ นางจึงยิ้มออ
ฮูหยินแห่งแผ่นดินฤดูหนาวผ่านพ้นไปอย่างช้า ๆ หิมะก้อนสุดท้ายละลายหายจากหลังคาเมืองหลวง เหลือเพียงสายลมอ่อนของต้นฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านท้องถนน หลังเหตุการณ์กบฏและการลอบสังหาร ทุกอย่างเริ่มกลับคืนสู่ความสงบ แต่ชื่อของ “ซูมี่” กลับยิ่งโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆจากฮูหยินแม่ทัพกลายเป็นสตรีที่ผู้คนทั้งแผ่นดินกล่าวขาน นางช่วยองค์ชาย เปิดโปงกบฏ รักษาชาวบ้านและแม้แต่ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างเหยียนเฟิงไม่เคยถอย จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งราชโองการจากวังหลวงก็มาถึงจวนแม่ทัพอีกครั้ง“รับราชโองการ!”เสียงขันทีดังขึ้นหน้าจวน ข้ารับใช้ทั้งจวนรีบคุกเข่าลงทันที อันฉีกับเหยียนเฟิงเดินออกมาพร้อมกัน วันนี้เหยียนเฟิงยังคงจับมือนางไว้แน่นเหมือนทุกครั้งขันทีหลวงยิ้มกว้างเมื่อเห็นทั้งคู่ เห็นได้ชัดว่า ข่าวเรื่องแม่ทัพหลี่ “หวงภรรยา” กลายเป็นเรื่องที่รู้กันทั่วเมืองหลวงไปแล้ว“ฮูหยินเอกซูมี่ รับราชโองการ!”อันฉีคุกเข่าลงช้า ๆ ขันทีคลี่ราชโองการ ก่อนอ่านเสียงดัง“ด้วยฮูหยินเอกซ
ทางเลือกของหัวใจหลังคืนที่เปิดเผยความจริงเรื่องการทะลุมิติ ทุกอย่างในจวนแม่ทัพดูเหมือนยังคงเหมือนเดิม แต่สำหรับอันฉีกลับไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้ว หลายวันมานี้ นางมักเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งนั่งอ่านตำราอยู่ดี ๆ ก็หยุดนิ่งไปนาน บางครั้งยืนมองหิมะด้านนอกหน้าต่างโดยไม่รู้ตัวแม้แต่หนิงเอ๋อยังเริ่มสังเกตได้“ฮูหยินเจ้าคะ…” หนิงเอ๋อวางถ้วยชาเบา ๆ ก่อนถามอย่างระวัง “ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือ”อันฉีชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง “เหตุใดถามเช่นนั้น”“เพราะช่วงนี้ท่านเหม่อบ่อย” หนิงเอ๋อก้มหน้าลงนิด ๆ “เหมือนกำลังจะหายไปไหนสักแห่ง”หัวใจของอันฉีสะดุดวูบ นางรีบยกถ้วยชาขึ้นดื่มเพื่อซ่อนสีหน้าแต่ปลายนิ้วกลับเย็นเฉียบอย่างควบคุมไม่ได้ ใช่…แม้แต่ตัวนางเอง ยังเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ระหว่างสองโลกโลกหนึ่งคือโลกเดิม อีกโลกคือที่นี่ โลกที่มีเหยียนเฟิง เสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านนอก เหยียนเฟิงเดินเข้ามาในห้อง พร้อมกลิ่นลมหนาวจาง ๆ ติดตัว ทันทีที่เห็นเขา หนิงเอ๋อ







