LOGINหนิงเอ๋อหน้าเสีย “ฮูหยินเพิ่งฟื้น ร่างกายยังอ่อนแอ จะให้ไปตอนนี้ได้อย่างไร”
สาวใช้ปรายตามอง “ข้าเพียงมาส่งคำสั่ง หากฮูหยินไม่ไป ก็ไปอธิบายกับฮูหยินผู้เฒ่าเองเถิด”
อันฉีเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “เจ้าชื่ออะไร”
สาวใช้ชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่เต็มใจ “บ่าวชื่อชุ่ยหลันเจ้าค่ะ”
“ชุ่ยหลัน” อันฉีเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าเป็นฮูหยินของจวนนี้ ใช่หรือไม่”
ชุ่ยหลันนิ่งไป “ใช่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเวลาพูดกับข้า ควรก้มหน้าหรือเชิดหน้า”
ใบหน้าของชุ่ยหลันเปลี่ยนสีทันที หนิงเอ๋อเองก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง
อันฉีจ้องสาวใช้ตรงหน้า ดวงตาอ่อนล้าทว่าคมกริบ “ข้าอาจเพิ่งฟื้นจากความตาย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าลืมกฎระเบียบในจวน เจ้าจะให้ข้าสอนมารยาทใหม่หรือไม่”
ชุ่ยหลันกัดริมฝีปาก สุดท้ายจำต้องก้มหน้าลง “บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ออกไปรอข้างนอก ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อประตูปิดลง หนิงเอ๋อรีบหันมาหาอันฉี สีหน้าทั้งตกใจทั้งดีใจ “ฮูหยิน ท่าน…ท่านไม่เหมือนเดิมเลยเจ้าค่ะ”
อันฉียิ้มบาง “คนที่เคยตายมาแล้ว ย่อมไม่อยากกลับไปอ่อนแออีก”
หนิงเอ๋อไม่เข้าใจความหมายแท้จริง แต่คำพูดนั้นทำให้นางรู้สึกว่าฮูหยินของตนเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย อันฉีก็ให้หนิงเอ๋อประคองออกจากเรือน แม้ร่างกายยังอ่อนแรง แต่เธอบังคับตัวเองให้เดินตรง หลังไม่งอ และสีหน้าไม่แสดงความเจ็บปวดออกมา
จวนแม่ทัพกว้างใหญ่กว่าที่เธอคิด ทางเดินปูด้วยหินสีเทา มีสวนไผ่และบ่อปลาเรียงราย แต่บรรยากาศกลับเย็นชาไร้ชีวิตชีวา บ่าวไพร่ที่เดินผ่านต่างหยุดมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ บ้างเยาะเย้ย บ้างดูถูก บ้างซุบซิบโดยไม่คิดปิดบัง
“นั่นฮูหยินมิใช่หรือ ฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร”
“นึกว่าจะตายไปแล้วเสียอีก”
“ดวงแข็งจริง ๆ”
หนิงเอ๋อกำหมัดแน่นอย่างโกรธแทน แต่อันฉีกลับเดินต่อไปอย่างสงบ ทุกคำพูด เธอจดจำไว้ทั้งหมด ยังไม่ต้องรีบเอาคืน คนฉลาดต้องรู้ว่าเวลาใดควรพูด เวลาใดควรรอ
เมื่อมาถึงศาลากลางสวน อันฉีชะงักฝีเท้า เพราะเห็นร่างสูงของหลี่เหยียนเฟิงยืนอยู่ไม่ไกล เขากำลังสนทนากับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ใบหน้าเคร่งขรึม ท่าทางสง่างามราวกับแม่ทัพในภาพวาด
แสงแดดอ่อนตกกระทบใบหน้าของเขา ทำให้อันฉีเผลอหยุดมอง เลสลี่...เธอเห็นภาพซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง เลสลี่ในชุดสูทสีขาว ยืนรอเธออยู่ปลายทางเดินโบสถ์ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่น แต่ภาพนั้นแตกสลายทันทีเมื่อเหยียนเฟิงหันมา สายตาของเขาเย็นชา และเมื่อเห็นนาง ดวงตาคู่นั้นก็มีแววรำคาญขึ้นมาทันที
“ใครให้เจ้าออกมา” น้ำเสียงของเขากระแทกหัวใจเธออย่างแรง
อันฉีสูดลมหายใจลึก “ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกข้าไปคารวะ”
เหยียนเฟิงขมวดคิ้ว “ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี”
ประโยคนั้นทำให้อันฉีเผลอใจสั่น เพียงชั่วขณะหนึ่งเธอเกือบคิดว่าเขาเป็นห่วงแต่คำพูดถัดมากลับทำลายความคิดนั้นจนหมดสิ้น
“อย่าได้เป็นลมกลางทางให้คนในจวนวุ่นวายอีก”
หนิงเอ๋อหน้าแดงด้วยความโกรธ “แม่ทัพ…”
อันฉียกมือห้ามนาง ก่อนเงยหน้ามองเหยียนเฟิงตรง ๆ “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านลำบาก”
เหยียนเฟิงมองนางนิ่ง ราวกับไม่คุ้นกับน้ำเสียงสงบนิ่งเช่นนี้
“ซูมี่ เจ้ากำลังเล่นลูกไม้อะไร”
“ลูกไม้?”
“ก่อนหน้านี้เจ้ามักร้องไห้เรียกร้องความสงสาร บัดนี้กลับทำเป็นเย็นชา เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจหรือ”
อันฉีรู้สึกเหมือนมีไฟลุกขึ้นในอก เธอเจ็บเพราะใบหน้านั้นเหมือนเลสลี่ แต่โกรธเพราะคำพูดนั้นเป็นของเหยียนเฟิง
“แม่ทัพหลี่” เธอเรียกเขาเต็มยศเป็นครั้งแรก “ท่านไม่ต้องสนใจข้าก็ได้ ข้าไม่ได้ขอ”
ชายหนุ่มชะงัก
“ข้ารู้ว่าท่านรังเกียจข้า” อันฉีพูดต่อ น้ำเสียงไม่ดัง แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “ข้าก็จะพยายามอยู่ให้ห่างจากท่าน แต่ขอท่านจำไว้ ข้าเป็นคน มิใช่สิ่งของที่ใครจะเหยียบย่ำอย่างไรก็ได้”
บรรยากาศรอบด้านเงียบกริบ แม้แต่ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้างเหยียนเฟิงยังมองนางด้วยความประหลาดใจ
เหยียนเฟิงหรี่ตา “เจ้ากล้าพูดกับข้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
อันฉีฝืนยิ้มบาง “ตั้งแต่วันที่ข้าเกือบตาย และรู้ว่าความตายไม่น่ากลัวเท่าการมีชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี”
คำพูดนั้นทำให้เหยียนเฟิงนิ่งไปชั่วอึดใจ
ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างวูบผ่าน แต่มันหายไปเร็วมาก ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะกลับมาเย็นชาเช่นเดิม
“หวังว่าเจ้าจะจำคำพูดตัวเองได้”
“ข้าย่อมจำได้”
อันฉีค้อมศีรษะเล็กน้อย แล้วเดินผ่านเขาไปพร้อมหนิงเอ๋อ ทุกก้าวยังสั่นเพราะร่างกายไม่แข็งแรง แต่เธอไม่ยอมให้ตัวเองล้ม
ซูมี่วางมือลงบนกระดาษบันทึกพระอาการของฮองเฮา แนวโน้มสามวันแรกดีขึ้นแล้ว หากเป็นไปตามที่นางคาด อีกไม่กี่วันพระอาการจะยิ่งเปลี่ยนชัดขึ้น และเมื่อนั้น สิ่งที่นางต้องพิสูจน์จะไม่ใช่แค่ว่าอาหารมีปัญหา แต่เป็นว่าใครกำลังควบคุมเส้นทางนั้นอยู่ด้านนอกหน้าต่าง ลมกลางคืนพัดผ่านอย่างแผ่วเบา ซูมี่มองออกไปยังทิศทางของห้องเครื่อง คนลงมือเลือกพิษที่ไม่ฆ่าในทันที เลือกใช้เวลาทีละวัน เพราะคิดว่าความช้าจะช่วยซ่อนทุกอย่างได้ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ความช้านั้นเองกำลังเปิดโอกาสให้อันฉีเก็บหลักฐานทีละชิ้นเช่นกัน และตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฮองเฮาจะไม่ได้รับพิษอีกแม้แต่น้อย ส่วนคนที่ยังคิดว่าตนกำลังวางยาพระองค์สำเร็จทุกวัน จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามาใกล้กับดักมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวเจ็ดวันที่พระอาการดีขึ้นครบเจ็ดวันนับจากวันที่ซูมี่สั่งเปลี่ยนเครื่องเสวยของฮองเฮาอย่างลับ ๆ ความเปลี่ยนแปลงก็ชัดเจนจนแทบไม่มีใครปฏิเสธได้อีกเช้าวันนั้น ฮองเฮาเสด็จออกจากห้องบรรทมด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ พระพักตร์ยังไม่กลับมาสดใสเต็มที่ แต่สีซีดที่เคยเห็นจนชินตาลดลงอย่างมาก พ
นี่คือเหตุผลที่อันฉีเริ่มเข้าใจชัดขึ้น คนลงมือไม่ได้ต้องการผลลัพธ์ทันที เขาต้องการเวลา ต้องการให้ร่างกายอ่อนแอลงทีละน้อย และที่สำคัญ ต้องการให้ทุกคนเชื่อว่านี่เป็นโรคตามธรรมชาติ หากฮองเฮาทรงอ่อนแรงต่อเนื่อง ในที่สุดคำแนะนำให้พักจากงานฝ่ายในก็จะดูสมเหตุสมผลขึ้นเรื่อย ๆซูมี่คิดถึงคำพูดของซินอี๋อีกครั้ง ให้ฮองเฮาพักจากการดูแลวังหลังชั่วคราว คำพูดนั้นตอนแรกฟังเหมือนความห่วงใย แต่ตอนนี้กลับมีความหมายอีกแบบหนึ่ง หมอหลวงเฉินอวี้ลดเสียง“ควรทูลฝ่าบาททันทีหรือไม่”ซูมี่ส่ายหน้า“ยัง”“แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับพระชนม์ชีพของฮองเฮา”“เพราะเกี่ยวกับพระชนม์ชีพจึงยิ่งต้องรอบคอบ”นางตอบหนักแน่น“ถ้าเราประกาศตอนนี้ คนที่ทำจะหยุดทันที ทำลายหลักฐาน เปลี่ยนคน และอาจโยนความผิดให้ใครสักคนที่ไม่เกี่ยวข้อง”หมอหลวงนิ่งคิด“ฮูหยินต้องการจับต้นทาง”“ใช่” ซูมี่กล่าว “ตอนนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ในอาหารมีปัญหา แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนใส่ และได้รับ
“เป็นอย่างไรบ้าง” ฮองเฮาตรัสถาม“ห้องเครื่องหรือเพคะ”“ใช่”“เรียบร้อยมากเพคะ”ฮองเฮาทอดพระเนตรนาง “เจ้าพูดเช่นนี้ แปลว่าไม่เรียบร้อย”ซูมี่หลุดยิ้ม “เหตุใดพระองค์ทรงทราบ”“ข้าอยู่ในวังนี้มานานกว่าที่เจ้าเข้ามาเสียอีก”พระองค์ทรงเอนพระวรกายพิงหมอน “พบใครน่าสงสัย?”ซูมี่นั่งลงใกล้พระแท่น “พบคนที่น่าสนใจเพคะ แต่ยังไม่ควรเรียกว่าน่าสงสัย”“ใคร”“เสวี่ยฉิง”ฮองเฮาทรงนิ่งคิด “คนควบคุมเครื่องเสวย?”“เพคะ”“นางทำงานมาหลายปี ไม่เคยมีประวัติเสียหาย ข้าเคยได้ยินว่าขยันและรอบคอบ”“วันนี้หม่อมฉันก็เห็นเช่นนั้น”“แล้วเหตุใดเจ้าจึงจับตานาง”“เพราะนางมีเครื่องประดับที่ดูแพงเกินรายได้ของสาวใช้ตำแหน่งเดียวกันเพคะ”ฮองเฮาขมวดพระขนง “แน่ใจหรือ”“ยังไม่แน่ใจว่า
เสวี่ยฉิงหญิงตรงหน้าดูอายุประมาณยี่สิบปลาย ๆ ใบหน้าธรรมดา ไม่โดดเด่นจนคนต้องหันมามอง เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ท่าทางคล่องแคล่วและดูเป็นคนทำงานมานานหากไม่ได้เห็นชื่อในบัญชีมาก่อน ซูมี่คงไม่คิดว่านางมีสิ่งใดน่าสงสัย เจ้าหน้าที่ข้างกายรีบแนะนำ“ผู้นี้คือเสวี่ยฉิงขอรับ เป็นผู้ช่วยควบคุมการจัดเครื่องเสวยช่วงเช้า นางทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว”เมื่อได้ยินชื่อตน เสวี่ยฉิงจึงหันมา ทันทีที่เห็นซูมี่ นางรีบเข้ามาถวายความเคารพ“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ”ท่าทางนอบน้อมพอดี ไม่มีความตกใจเกินเหตุ ซูมี่มองนางเพียงครู่เดียวก่อนยิ้ม“ลุกขึ้นเถอะ”“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ”“ได้ยินว่าเจ้าดูแลเครื่องเสวยช่วงเช้าบ่อยที่สุด”“บ่าวทำตามเวรที่ได้รับมอบหมายเจ้าค่ะ”“ทำมานานหรือยัง”“เกือบหกปีแล้วเจ้าค่ะ”“เช่นนั้นคงรู้ขั้นตอนทุกอย่างดี”เสวี่ยฉิงยิ้มอย่างถ่อมตัว “บ่าวเพียงทำงานเดิมทุกวันจึงคุ้นมือเท่านั้นเจ้าค่ะ คนอื่นก็ทำได้ไม่ต่างกัน”คำตอบดีมาก ไม่อวดความสำคัญ ไม่ปฏิเสธหน้าที่ ซูมี่ถามต่ออย่างเป็นธรรมชาติ“ช่วงที่ฮองเฮาทรงประชวร เครื่องเสวยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่”“ไม่มีเจ้าค่ะ ทุกอย่างยังทำตามระเบียบเดิม”“วัตถุดิ
และนั่นคือสิ่งที่นางกังวลที่สุด หากเป้าหมายเป็นเพียงชีวิตของฮองเฮา เหตุใดต้องใช้เวลานาน แต่ถ้าเป้าหมายคือการทำให้พระองค์ค่อย ๆ อ่อนแอจนต้องวางมือจากอำนาจในวังหลัง ทุกอย่างกลับสมเหตุสมผลขึ้นทันที ซูมี่คิดถึงคำเสนอของซินอี๋ ให้ฮองเฮาพักจากการดูแลฝ่ายใน ภาพหลายอย่างเริ่มเชื่อมต่อกันอย่างช้า ๆ แต่ยังไม่พอ นางต้องการหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึก คืนนั้นภายในตำหนักของซินอี๋ สาวใช้คนสนิทกำลังรายงานข่าว“พระสนมเพคะ ซูมี่ขอตรวจบัญชีเครื่องเสวยย้อนหลังทั้งหมดแล้วเพคะ”ซินอี๋ที่กำลังหวีผมหยุดมือ “ทั้งหมด?”“เพคะ”“แล้วนางพบอะไร”“ยังไม่ทราบเพคะ แต่ได้ยินว่านางให้คนจดเวลาที่ฮองเฮาทรงมีพระอาการทุกวัน”ซินอี๋นิ่งไป สีหน้าค่อย ๆ เย็นลง“นางละเอียดกว่าที่ข้าคิด”“จะให้หยุดหรือไม่เพคะ”ซินอี๋หันขวับ “ห้าม”สาวใช้ตกใจ “เพราะเหตุใดเพคะ”“หยุดตอนนี้เท่ากับยอมรับว่ามีสิ่งผิดปกติ”ซินอี๋ลุกขึ้นช้า ๆ “ให
“ก็เปลี่ยนตามเวร”“แล้วมีใครที่เกี่ยวข้องเกือบทุกวัน”นางกำนัลนิ่งคิด “ผู้ดูแลรายการเครื่องเสวยกับผู้ตรวจส่วนกลางจะค่อนข้างคงที่เพคะ”ซูมี่หรี่ตาลง “ชื่อใครบ้าง”รายชื่อถูกนำมาให้ไม่นานหลังจากนั้น มีหลายคน ทั้งขันที นางกำนัล เจ้าหน้าที่ครัว และคนควบคุมวัตถุดิบ ชื่อหนึ่งปรากฏอยู่บ่อยกว่าคนอื่น เสวี่ยฉิงนางรับผิดชอบตรวจความเรียบร้อยของเครื่องเสวยจากห้องเครื่องก่อนส่งไปยังตำหนักต่าง ๆ หลายวันในหนึ่งสัปดาห์ โดยเฉพาะช่วงเช้า ซูมี่จำชื่อได้ทันที หญิงผู้นี้คือคนเดียวกับที่นางเคยเห็นเครื่องประดับราคาแพงเกินฐานะ แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอ นางไม่ชอบตั้งข้อสงสัยจากความรู้สึก“ขอดูรายชื่อคนทั้งเดือน อย่าตัดใครออก” ซูมี่กล่าว “และอย่าเพิ่งแตะต้องเสวี่ยฉิง”นางกำนัลชะงัก “ฮูหยินสงสัยนางหรือเพคะ”“ข้ายังไม่สงสัยใคร” ซูมี่ตอบ “ถ้าเราเลือกคนก่อนเห็นหลักฐาน เราจะเริ่มมองทุกอย่างให้เข้ากับความคิดของตัวเอง”เหยียนเฟิงปรายตามองนางอ







