LOGINรอบ ๆ ตัวของนางเต็มไปด้วยหมอกควัน เสียงนกที่ออกหากินในยามเช้าปลุกให้เด็กหญิงตื่น เมื่อลืมตาก็พบว่าตัวเองนอนกอดพี่ชายที่นางเพิ่งช่วยเหลือเอาไว้ ราวกับสนิทสนมกันมานาน ทันทีที่รู้สึกตัวเด็กหญิงก็ดีดตัวให้ออกห่างจากเด็กชาย
มือเล็กตบหน้าตัวเองเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ กองไฟยังคงมีความอุ่นหลงเหลืออยู่แม้ว่าบางส่วนจะมอดดับลงไปแล้ว
“พี่ชาย” เด็กหญิงสะกิดให้เด็กชายที่อายุมากกว่านางตื่นขึ้น แต่เช้าวันนี้เขากลับตัวร้อนจนไม่ต่างอะไรจากกองไฟ “พี่ชายท่านตื่นเถอะ...เราต้องไปกันแล้ว ไปพักที่บ้านของข้า ท่านจะปลอดภัย” เด็กหญิงเขย่าตัวพยายามปลุกให้เขาตื่น
“.....” เพราะนี่เป็นคืนที่สองที่เขานอนกลางป่าทำให้อาการบาดเจ็บของเด็กชายย่ำแย่ลงทุกวินาที เล่อฮวาหยวนลืมตาตื่นขึ้น พยักหน้ารับคำ ค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ลุกขึ้นเดินตามเด็กหญิงไปอย่างเชื่องช้า
เพราะเขาป่วยหนักมากเส้าหนิงเองก็เป็นห่วงจึงไม่เร่งรีบเดินเร็วนัก กว่าจะผ่านป่าส่วนที่เป็นสุสานออกมาได้ก็เล่นเอานางแทบรากเลือดไหนจะต้องช่วยประคองพี่ชายผู้นี้อีก เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่างนางเองก็ต้องเร่งรีบไปให้ถึงบ้านของตนเองให้เร็วที่สุด เพราะคิดถึงคำพูดเรื่องศัตรูของเขาได้
ดูเหมือนว่าเด็กชายจะเริ่มไม่มีสติ ในเวลานี้จึงคล้ายกับว่านางกำลังลากเนื้อหนักหลายสิบชั่งเอาไว้บนบ่า
“พี่ชายท่านกินอะไรเข้าไปตัวหนักจัง”
“ข้าขอโทษ” ดูเหมือนว่าน้ำหนักตัวของเขาจะกลายเป็นภาระของนางเสียแล้ว
“พูดขอโทษซ้ำซากอยู่นั่นแหละ” เด็กหญิงบ่น
ยิ่งแบกเขาเรี่ยวแรงของนางก็ยิ่งหมดลงเรื่อย ๆ ในที่สุดนางก็ตัดสินใจแอบตะกร้าสมุนไพรของตนเองเอาไว้ที่ข้างทางแล้วจึงค่อย ๆ ประคองเด็กชายที่อายุมากกว่านางกลับไปที่บ้านของตนเอง
กระทั่งฟ้ามืดจนฟ้าสว่างบุตรสาวของนางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาที่บ้าน ซูหยุนหนิง นั่งแทบไม่ติด ร่างกายของนางไม่แข็งแรง จะก้าวออกไปแค่หน้าบ้านยังทำได้ยาก จู่ ๆ ก็นึกโกรธโรคเก่าที่นางเป็นมาตลอดชีวิตหากนางแข็งแรงกว่านี้ นางจะสามารถปกป้องเด็กหญิงได้ พอคิดถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาน้ำตาของซูหยุนหนิงก็เริ่มไหลอาบสองแก้ม
ผู้เป็นมารดาจะมามัวรออยู่เฉย ๆ เช่นนี้ไม่ได้ ในที่สุดก็เตรียมตัวจะออกไปขอความช่วยเหลือ นางจำได้ว่าหนิงเอ๋อของนางเป็นที่รักใคร่ของผู้คนในหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามหากนางไปขอความช่วยเหลือ พวกเขาจะต้องไม่ปฏิเสธ
แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขาออกจากรั้วบ้านก็เห็นเด็กหญิงมาแต่ไกล ๆ ซูหยุนหนิงค่อย ๆ ก้าวเดินออกไปหา
“ท่านแม่ ท่านอย่าออกมาเจ้าค่ะ” เด็กหญิงตะโกน
“นั่นเจ้าแบกซากอะไรมา” นางหรี่ตาเอาตัวพิงกับรั้วบ้าน เริ่มหอบเพราะความเหนื่อย
“ท่านเข้าไปก่อน” ว่านฉีเส้าหนิงเห็นมารดาหน้าซีดก็เป็นห่วง
“มา แม่ช่วย” เมื่อเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นเด็กชายผู้หนึ่ง “เจ้าไปเก็บเขามาจากที่ไหน” ผู้เป็นมารดาส่ายหัว “เด็กนี่เป็นสมุนไพรแบบใดกัน”
เมืองที่ถูกเอ่ยถึงคือเมืองที่เล่อฮวาหยวนเพิ่งจะผ่านไปเมื่อราวสองเดือนก่อน ทันทีที่อ่านทุกอย่างจนจบ แม่ทัพหนุ่มก็ละทิ้งทุกอย่างสวมเสื้อคลุม กระโดดขึ้นอาชาสีขาวคู่ใจ“ท่านแม่ทัพจะไปไหน” จงอี้เหิงเอาตัวเข้าไปขวางไว้“รองแม่ทัพจงอี้เหิงฟังคำสั่ง ในระหว่างที่ข้าไม่อยู่ที่นี่ทุกอย่างให้ท่านบัญชาการจนกว่าข้าจะกลับมา” เล่อฮวาหยวนประกาศก้องเสียงดังก้อง ทหารนายกองทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กครู่หนึ่งจงอี้หยางกุนซือที่เพิ่งจะรับรู้เรื่องราว ก็วิ่งออกมาหารองแม่ทัพผู้เป็นน้องชาย“เกิดอะไรขึ้น”“จะมีอะไรได้ล่ะ ได้รับจดหมายของชินอ๋อง ที่ส่งมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว ว่าพบเบาะแสของฮูหยิน ท่านแม่ทัพเลยรีบออกไปตามหา”“ฮูหยิน!!! ว่านฉีเส้าหนิงน่ะเหรอ” หลางหลินเหยาที่ตั้งใจต้มน้ำแกงบำรุงกำลังให้กับท่านแม่ทัพถึงกับหน้าถอดสี“คุณหนูหลิน” ทั้งสองคนทักทาย“ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วเหรอ” หลางหลินเหยาไม่คิดว่าสุดท้ายทุกคนจะเจอเบาะแสของสตรีผู้นั้น นางเป็นบุตรสาวเจ้าเมืองหลินโจว ที่ถ
ผ่านมาแปดเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เขาแยกจากเส้าหนิง ทุกอย่างในราชสำนักกำลังกลับเข้าสู่สภาวะสงบสุข ราชบัลลังก์ได้ว่านฉีปาเป็นผู้ปกครองโดยองค์หญิงใหญ่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีหญิงคนแรกของแผ่นดิน คอยเคียงข้างน้องชายให้คำปรึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่นางรู้หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเขาและว่านฉีชินอ๋องก็เร่งรีบไปพบนางที่เป่ยโจวในทันที แต่หาได้พบตัวของเล่ออี้จินและว่านฉีเส้าหนิงไม่ แต่กลับพบศีรษะและร่างขององครักษ์ประจำตัวเล่ออี้จินถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ทั้งเขาและบิดาของนางใช้อำนาจทั้งหมดที่มีประกาศตามหานางแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พบ เจ้าเมืองเป่ยโจวเองก็ช่วยตามหาอยู่เนือง ๆ เช่นกันแต่กระนั้นเพราะทุกอย่าง เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาหมาด ๆ ทำให้ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ยากลำบากไปเสียหมดเล่อฮวาหยวนจนปัญญาแล้ว แต่ก็ไม่มีวันไหนที่เขาจะหยุดตามหานาง นอกจากนั้นแล้วการขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ของว่านฉีปา ยังส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน ทั้งเขาและว่านฉีอี้แบ่งหน้าที่กันไปคนละทิศหลังจากที่ไม่ได้ดื่มยาลืมเลือนที่หลางซีเยว่เคยให้กินแล้ว ความทรงจำบางอย่าง
ท้ายที่สุดฉีมู่เหยาก็อยากให้เรื่องเช่นนี้จบสิ้นเสียที จึงลงมือสังหารบ่าวไพร่และบุตรชายของนาง รวมถึงลูกอนุภรรยาคนอื่น ๆ ด้วยตัวเอง นางไม่ต้องการให้เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธแค้นชิงชังเติบโตไปมากกว่านี้ ถือเป็นการชดใช้ให้กับเสด็จพ่อผู้ล่วงลับ ฉีหลานเซี่ยหลานรักของนาง รวมถึงซูหยุนหนิงและสรรพชีวิตที่ต้องตายเพราะเขา เมื่อมั่นใจว่าทุกคนไร้ลมหายใจนางจึงจัดการเผาทุกอย่างทิ้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ให้มีผู้ใดรอดชีวิต“...” ว่านฉีจิ้งกระอักเลือดออกมาอีกกองโต ร่างกายร่วงหล่นจากพระราชบัลลังก์“ไม่ต้องห่วงเพคะฝ่าบาท” พูดจบนางก็ดื่มยาพิษที่เตรียมเอาไว้ “เราสองสามีภรรยาจะไปอยู่ด้วยกัน...ในนรก...นะเพคะ....”ทั้งสองร่างค่อย ๆ หมดลมหายใจอย่างทรมาน ว่านฉีอี้หยางเฟิงฝ่ากองทหารองครักษ์เข้ามาถึงท้องพระโรงได้ ก็พบว่าทั้งคู่สิ้นชีพไปแล้ว ทหารที่เหลืออยู่จึงทิ้งอาวุธและคุกเข่า“เรียนท่านอ๋อง ทั้งสองพระองค์...สิ้นพระชนม์แล้ว” หยางเฟิงจับชีพจรทั้งสองคนว่านฉีอี้เดินเข้าไปที่ศพของพวกเขาทั้งสองคนทีละก้าว และใช้มือปิดตาให
ราชบัลลังก์สีทองที่เขาใฝ่ฝันถึงมานานนับสิบปี ในที่สุดว่านฉีจิ้งก็ได้ครอบครองมันเสียที เขานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ใช้เลือดเนื้อของพี่น้องและครอบครัวแลกมันเพื่อให้ได้มา ผู้คนที่ตายไปแล้วพวกนั้นจะต้องภาคภูมิใจในตัวเขาอย่างแน่นอน“ฝ่าบาท ต้องหนีแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ซุนกงกงคิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาแห่งความสุขจะน้อยถึงเพียงนี้ ผ่านไปไม่กี่เดือนเท่านั้น ทหารกบฏก็สามารถรวบรวมกำลังพลได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้“ข้าไม่ไป ข้าเป็นเจ้าของบัลลังก์นี้ มีสิทธิ์โดยชอบธรรม” ว่านฉีจิ้งไม่คิดจะหนีไปไหนอย่างแน่นอนทุกอย่างมันเป็นของเขามาตั้งแต่ต้น เขาแค่ร่นระยะเวลาทุกอย่างให้เร็วขึ้นก็แค่นั้น“ถ้าพระองค์ไม่ไปงั้นกระหม่อมจะไปเอง” พูดไม่ทันขาดคำซุนกงกงก็วิ่งหนีหางจุกตูดหายไปในทันทีเสียงนอกท้องพระโรงดังโหวกเหวกโวยวาย ฉีมู่เหยาเดินเข้ามาโดยที่นางสวมชุดฮองเฮาเต็มยศ ถึงเวลาที่นางจะต้องจัดการคนคนนี้เสียที แม้จะช้าไปสักหน่อยก็ตาม“ฮองเฮา เจ้างดงามมาก” ว่านฉีจิ้งยอมรับว่าทั้งรักทั้งเกลียดนาง แต่ความรู้สึกที่มากที่สุดคือความรัก เขาร
ส่วนหลางซีเยว่นั้นภายหลังได้ไปเปิดเผยความจริงเรื่องที่ให้เล่อฮวาหยวนดื่มยาลืมเลือน เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชนบทให้กับเขาฟังทั้งหมด จากนั้นก็ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองไปแล้ว โชคดีที่เขาทำเช่นนั้นไปเสียก่อนโดยที่ต้วนเต๋อชิงไม่ต้องเหนื่อยออกแรงกำจัดเขาด้วยตัวเอง คนที่ทรยศต่อพ่อบุญธรรมต้องถูกสังหารจนหมด ไม่เช่นนั้นจะเป็นภัยต่อฝ่าบาทหน้าที่ต่อไปของต้วนเต๋อชิงคือการตามหาท่านหญิงน้อยของตน ผู้เป็นอดีตองครักษ์ไม่เชื่อว่าศพที่พบในจวนแม่ทัพจะเป็นนาง เขาเลี้ยงดูนางมาย่อมรู้นิสัยของนางดี มั่นใจว่าหลังจากนี้อีกไม่นานเขาจะต้องหานางเจอ สายข่าวของเขาคาดเดาว่าพวกนางน่าจะหลบหนีไปอยู่ที่เป่ยโจว อดีตองครักษ์จึงตามไปดักรอนางก่อนที่นางจะไปถึงเป่ยโจวร่างกายสูงใหญ่ของอดีตองครักษ์ประทับนั่งอยู่บนหลังม้า สายตาสอดส่องไปยังผู้คนที่อยู่ในขบวนชาวบ้าน เขามั่นใจว่าอย่างไร พวกนางไม่ใครก็ใครต้องหลบอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน ก่อนหน้าเขาตามเบาะแสลวงไปจนเจอองครักษ์ประจำตัวของเล่ออี้จิน เมื่อพบว่าไม่ใช่ก็ลงมือสังหารสองคนนั้นไปแล้ว พร้อมกับตัดศีรษะเสียบประจานอยู่ที่ประตูเมือง ไม่เพียงเท่
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องตามลำพังเล่อฮวาหยวนจำเป็นต้องพูดคุยกับนางให้เข้าใจ ครั้นแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดแอบฟังอยู่ เขาจึงจำเป็นต้องเล่าสถานการณ์สำคัญให้นางฟัง“รัชทายาทลงมือแล้ว เขาน่าจะสังหารฝ่าบาทแล้วจัดฉากว่าพระองค์ป่วย อีกไม่นานเขาจะขึ้นสถาปนาตนเป็นฮ่องเต้แห่งต้าเป่ยพระองค์ใหม่ และพวกมันจะไม่ปล่อยคนที่เป็นปรปักษ์เอาไว้อย่างแน่นอน” สีหน้าและน้ำเสียงของเล่อฮวาหยวนเคร่งเครียด“งั้นหมายความว่าเสด็จพ่อกำลังตกอยู่ในอันตราย”“ใช่ และไม่ใช่แค่เขากำลังตกอยู่ในอันตราย เจ้าและท่านแม่ก็ตกอยู่ในความเสี่ยง เส้าหนิงมองหน้าข้า” เล่อฮวาหยวนประคองใบหน้าของภรรยาที่เพิ่งจะกราบไหว้ฟ้าดิน“ขะ...ข้า...ข้าต้องทำอย่างไร” เส้าหนิงตัวสั่นไปหมด เรื่องนี้มันแตกต่างและร้ายแรงกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในงานล่าสัตว์นัก“เก็บของจำเป็นให้ครบถ้วนภายในเช้านี้ จากนั้นออกเดินทางไปพร้อมกับท่านแม่”“แล้ว... แล้วท่านกับท่านพ่อล่ะ” เส้าหนิงไม่เข้าใจ “ข้ากับท่านเพิ่งจะแต่งงานกันเองนะ”“หนิงเอ๋อ&r







