LOGINเมื่อพูดถึงเรื่องการออกจากป่าเด็กชายก็มีท่าทางเป็นกังวล
“น้องสาวรออีกสักพักได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าคนที่ทำร้ายข้าจะยังวนเวียนอยู่แถวนี้” ตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บ ร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง เขาปกป้องน้องสาวที่เป็นผู้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเขาไม่ได้
“เฮ้อ...” เด็กหญิงถอนหายใจมองขึ้นไปบนท้องฟ้า “ในป่านี่น่ากลัวจะตายไป แถมยังต้องใช้เวลาและความชำนาญท่านบาดเจ็บออกไปตอนฟ้ามืดก็ไม่ต่างอะไรจากคนตาบอด ข้าเองก็ไม่มีอุปกรณ์สำหรับเดินทางในยามค่ำคืน”
ที่นางพูดมาก็มีเหตุผล “ถ้าเช่นนั้น...น้องสาวเจ้าออกไปลำพังก็ได้และทิ้งข้าเอาไว้ที่นี่” เด็กชายบอก เขาเองไม่อยากให้นางต้องมาลำบากไปด้วยกัน
ลำบากใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนว่านฉีเส้าหนิงก็ลำบากใจทั้งนั้น จะปล่อยเขาไว้ที่นี่ตามลำพังได้อย่างไรกัน แต่หากไม่กลับบ้านในเวลานี้ มิวายคงถูกมารดาดุยกใหญ่ เด็กหญิงยืนกอดอกครุ่นคิดหาวิธีการช่วยเหลือเด็กชาย ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจ ทำเพิงเล็ก ๆ พักพิงอยู่ด้วยกันในป่าใหญ่ นางไม่อยากทิ้งเขาไว้ที่นี่ตามลำพัง
“ไม่ไปแล้ว ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้นแล้ว พรุ่งนี้เช้ายามเมื่อนกออกหากินเวลานั้นเราจะออกไปจากที่นี่พร้อมกัน” เด็กหญิงบอก
เล่อฮวาหยวนไม่ได้กล่าวอะไรอีก ได้แต่หยิบจับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยเหลือนางเท่าที่ทำได้ นางอายุไม่น่าจะเกินสิบขวบ แต่ดูผอมแห้งและตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น เดาว่าคงมาจากตระกูลที่มีสถานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่ดวงตาคู่นั้นกลับกลมโตสุกสกาวเปล่งประกาย เล่อฮวาหยวนจะจดจำน้ำใจของนางในวันนี้เอาไว้ไม่มีวันลืม
ไม่รู้ว่าบิดามารดาของเด็กคนนี้เลี้ยงดูนางอย่างไร จึงได้ออกมาฉลาดและรู้ความเช่นนี้ เล่อฮวาหยวนขยับร่างกายพิงไปที่ต้นไม้ ยิ่งมืดอากาศก็ยิ่งเย็นขึ้น ก่อนที่ฟ้าจะมืดเด็กหญิงหายเข้าไปในป่า จากนั้นราวหนึ่งก้านธูปนางจึงโผล่มาพร้อมกับเทียนที่ใช้แล้ว กองใหญ่
“เจ้าไปเอาของพวกนี้มาจากไหน” เด็กชายงุนงง
“จากท่านลุงท่านป้าในสุสานด้านนู้น”
“ฮะ!!” ครั้นได้ยินว่านางไปเอามาจากหลุมศพเล่อฮวาหยวนก็ขนลุกซู่
“นี่โชคดีนะที่เทียนบางเล่มยังใช้การได้ แล้วก็โชคดีอีกที่ข้าพกไต้มาด้วย” เด็กหญิงยิ้มอยากภาคภูมิใจ อย่างน้อยนางก็ไม่ลืมพกของสิ่งนี้ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อากาศรอบตัวที่หนาวเหน็บและมืดมิดก็เริ่มอุ่นขึ้นจากกองไฟที่นางก่อ
เด็กชายเองแม้จะอยู่ในอาการบาดเจ็บแต่ก็พยายามช่วยนางจุดไฟอย่างเต็มที่ ค่ำคืนมืดมิดและเงียบสงัด ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย มีแค่เพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงกองฟืนแตกเปรี๊ยะ ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้นทุกคนทำแค่เพียงรอเวลาเท่านั้น และเพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เด็กหญิงก็ถ่างตาของตัวเองเอาไว้ไม่ไหว ร่างเล็กของเด็กหญิงวัยสิบขวบโงนเงนไปมา เล่อฮวาหยวนถือวิสาสะจับร่างเล็กของเด็กหญิงเอนลงมาหนุนบนขาข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บของตนเองและหลับไปพร้อมกันในที่สุด
เล่อฮวาหยวนบีบเคล้นอกอิ่มสีขาวอย่างสนุกมือ แล้วจึงค่อย ๆ ขยับเคลื่อนลงไปส่วนเสน่หาที่อยู่เบื้องล่าง“ท่านพี่..ตรงนั้น” สองขาเรียวเล็กที่บีบเข้าหากันถูกเขาแยกออกจากกัน เส้าหนิงพยายามใช้สองมือปิดบังส่วนสงวนของตัวเองเอาไว้ “ตรงนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ” นางอับอายเกินกว่าจะให้ใครมาจ้องมองตรงส่วนนั้น เส้าหนิงหยัดตัวขึ้นพยายามขยับตัวหนี“จะไปไหนหนิงเอ๋อ ไยเจ้าจึงงดงามเช่นนี้” เล่อฮวาหยวนสัมผัสเนินเนื้อนุ่มที่มีไรขนปกคลุมเล็กน้อย อย่างอ่อนโยน พลางใช้นิ้วกรีดลึกเข้าไปในร่องรัก น้ำหวานธรรมชาติของนางในเวลานี้กำลังหลั่งออกมาจนเปียกชุ่ม สร้างความเสียวสะท้านให้นางเบาๆชายหนุ่มใช้นิ้วแหวกทาง พบว่ามันยังสวยงามและปิดสนิท เกสรดอกไม้สีสวยกำลังหลอกล่อให้เขาเข้าไปชื่นชม เล่อฮวาหยวนอยากรู้จริง ๆ ว่ารสชาติของนางจะเป็นเช่นไร ทันทีที่สิ้นสุดเสียงของความคิดเล่อฮวาหยวนก็จัดการสอดลิ้นเข้าไปดูดกลืน ขบเม้มติ่งเนื้อสีสวยที่ยื่นออกมาไม่เพียงเท่านั้น ยังสอดลิ้นเข้าไปซอกซอนเพื่อสำรวจและขยายเส้นทางให้นางคุ้นชิน หนิงเอ๋อของเขาคับแคบเช่นนี้จะรับไหวหรือไม่นะ&ldquo
มือข้างหนึ่งของเล่อฮวาหยวนจับต้นคอของนางเอาไว้ อีกข้างรั้งเอวนางให้นางมานั่งทาบทับอยู่บนตัวเขา ร่างกายของนางสั่นเทา ดูคล้ายกับกระต่ายน้อยตัวเล็ก ๆ ที่กำลังอยู่ในอาการตื่นตกใจเมื่อเจอสัตว์นักล่า ชายหนุ่มโน้มใบหน้าของนางลงมาจุมพิต ริมฝีปากหยักบดจูบ ช่วงชิงความหอมหวานอย่างหื่นกระหาย เล่อฮวาหยวนขบเม้มริมฝีปากสอดลิ้นเข้าไปละเลียดชิมนางไม่รู้สึกว่าอยากจะขัดขืน นางโตพอและรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เส้าหนิงยอมให้เขาสัมผัสทุกส่วนของร่างกาย แต่กระนั้นก็อดตื่นเต้นไปกับการเล้าโลมของเขาไม่ได้ วงแขนเรียวเล็กโอบล้อมรอบต้นคอของผู้เป็นสามี สะโพกอิ่มขยับขึ้นไปนั่งทาบทับอยู่บนตักที่มีอวัยวะบางอย่างที่มีขนาดใหญ่โตรออยู่“อืม...” นางส่งเสียงร้องครางออกมาเบา ๆน้ำเสียงหวานใสที่นางส่งเสียงออกมานั้นกระตุ้นความรู้สึกของเล่อฮวาหยวนได้เป็นอย่างดี ริมฝีปากหยักผละออกจากริมฝีปากนุ่มของนาง ลากลิ้นไล่เรื่อยไปที่ใบหูของเส้าหนิงที่เวลานี้เป็นสีแดงระเรื่อ ก่อนจะขยับลงมาที่ต้นคอขบเม้มตีตราสร้างร่องรอยสีกุหลาบทุกการสัมผัส“อาห์...” เสียงรัญจวนของเส้าหนิงดังขึ้นเรื
“ท่านแม่” เล่อฮวาหยวนโอบกอดมารดาใช้เครายาว ๆ ของตนเองถูไถฝ่ามือของนาง“กรี๊ดดด ขนลุก” เล่ออี้จินโวยวาย ส่วนเส้าหนิงได้แต่ยืนอมยิ้ม ดูเหมือนว่าเล่อฮวาหยวนน่าจะนิสัยเหมือนกับแม่ทัพเล่อผู้ล่วงลับเสียมากกว่า ไม่ว่านางจะมองเช่นไรทั้งคู่ก็ไม่คล้ายกับเป็นแม่ลูกกันเลยสักนิด“ท่านมีแรงโวยวายเสียงดังเช่นนี้แสดงว่า ยังแข็งแรงดีสินะ”“ชิ เหม็น!! หนิงเอ๋อลูกสาวข้า พาเขาไปอาบน้ำก่อนเถอะ ส่วนข้าจะไปพูดคุยเล่นไพ่กับพวกป้า ๆ สักหน่อย”“ท่านแม่!! ไม่เคยเห็นท่านเล่นไพ่พวกนั้นมาก่อน” ว่านฉีเส้าหนิงไม่เข้าใจ“นี่ลูกเต่า” เล่ออี้จิน แบมือพร้อมกระชากคอเสื้อของบุตรชายลงมากระซิบกระซาบ ‘ได้เยอะอยู่นาน ได้น้อยกลับเร็ว’ สิ้นเสียงของมารดาเล่อฮวาหยวนก็หยิบเงินให้นางทั้งถุงจนหมดตัว“พรุ่งนี้ค่อยกลับก็ได้นะท่านแม่”เล่ออี้จินหายไปทันทีที่ได้รับถุงเงินของเล่อฮวาหยวน นางออกจากบ้านพร้อมปิดประตูลงกลอนให้เรียบร้อย คราวนี้ดูเหมือนว่าในเร็ว ๆ นี้นางจะได้หลานแล้วกระ
ผ่านไปหลายเดือนแล้ว เส้าหนิงคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่หยุดพักอยู่ที่นี่ ไม่น่าจะมีใครคาดคิดว่าพวกนางจะมาอยู่ที่นี่ ผู้คนในหมู่บ้านเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไปหมดแล้วไม่เหลือผู้คนที่นางเคยรู้จักอีกต่อไป เล่ออี้จิน เมื่อได้พักเหนื่อยจากการเดินทางรอนแรม ช่วงหลังก็กลับมาแข็งแรง ซ้ำยังมีแรงช่วยนางทำนั่น ทำนี่ไม่หยุด เมื่อได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านของอดีตสหายความเครียดของนางก็น้อยลง อย่างน้อยก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนที่จากไปเช้าวันนี้ก็เหมือนเช่นทุกวันนางเข้าครัวต้มยาสมุนไพรทำการค้า รอเก็บเงินและทรัพย์สินให้ได้อีกสักหน่อยจึงจะพาเล่อฮูหยินกลับเมืองหลวง จากประสบการณ์ของนางที่ผ่านมาทำให้เส้าหนิงไม่สามารถไว้ใจใครได้อีก ผู้คนที่นางเคยคิดว่าเป็นห่วงเป็นใยนางที่สุดและใกล้ชิดนางที่สุดอย่างต้วนเต๋อชิงยังลงมือทรยศนางได้ลงคอเส้าหนิงอยู่ที่นี่แทบไม่รู้ข่าวสารบ้านเมืองหรือเรื่องราวใด ๆ เลย ทั้งเมืองคล้ายกับถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก เมืองที่นางอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่ทางผ่านสำหรับไปที่ไหน ไม่ใช่เมืองการค้าที่สำคัญ ผลกระทบของสงครามจึงไม่ค่อยส่งผลอะไรต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่นี่มากนัก
เมืองที่ถูกเอ่ยถึงคือเมืองที่เล่อฮวาหยวนเพิ่งจะผ่านไปเมื่อราวสองเดือนก่อน ทันทีที่อ่านทุกอย่างจนจบ แม่ทัพหนุ่มก็ละทิ้งทุกอย่างสวมเสื้อคลุม กระโดดขึ้นอาชาสีขาวคู่ใจ“ท่านแม่ทัพจะไปไหน” จงอี้เหิงเอาตัวเข้าไปขวางไว้“รองแม่ทัพจงอี้เหิงฟังคำสั่ง ในระหว่างที่ข้าไม่อยู่ที่นี่ทุกอย่างให้ท่านบัญชาการจนกว่าข้าจะกลับมา” เล่อฮวาหยวนประกาศก้องเสียงดังก้อง ทหารนายกองทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กครู่หนึ่งจงอี้หยางกุนซือที่เพิ่งจะรับรู้เรื่องราว ก็วิ่งออกมาหารองแม่ทัพผู้เป็นน้องชาย“เกิดอะไรขึ้น”“จะมีอะไรได้ล่ะ ได้รับจดหมายของชินอ๋อง ที่ส่งมาเมื่อสองเดือนที่แล้ว ว่าพบเบาะแสของฮูหยิน ท่านแม่ทัพเลยรีบออกไปตามหา”“ฮูหยิน!!! ว่านฉีเส้าหนิงน่ะเหรอ” หลางหลินเหยาที่ตั้งใจต้มน้ำแกงบำรุงกำลังให้กับท่านแม่ทัพถึงกับหน้าถอดสี“คุณหนูหลิน” ทั้งสองคนทักทาย“ไม่ใช่ว่านางตายไปแล้วเหรอ” หลางหลินเหยาไม่คิดว่าสุดท้ายทุกคนจะเจอเบาะแสของสตรีผู้นั้น นางเป็นบุตรสาวเจ้าเมืองหลินโจว ที่ถ
ผ่านมาแปดเดือนแล้วนับตั้งแต่ที่เขาแยกจากเส้าหนิง ทุกอย่างในราชสำนักกำลังกลับเข้าสู่สภาวะสงบสุข ราชบัลลังก์ได้ว่านฉีปาเป็นผู้ปกครองโดยองค์หญิงใหญ่ถูกแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีหญิงคนแรกของแผ่นดิน คอยเคียงข้างน้องชายให้คำปรึกษาทุกสิ่งทุกอย่างที่นางรู้หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเขาและว่านฉีชินอ๋องก็เร่งรีบไปพบนางที่เป่ยโจวในทันที แต่หาได้พบตัวของเล่ออี้จินและว่านฉีเส้าหนิงไม่ แต่กลับพบศีรษะและร่างขององครักษ์ประจำตัวเล่ออี้จินถูกแยกออกเป็นส่วน ๆ ทั้งเขาและบิดาของนางใช้อำนาจทั้งหมดที่มีประกาศตามหานางแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่พบ เจ้าเมืองเป่ยโจวเองก็ช่วยตามหาอยู่เนือง ๆ เช่นกันแต่กระนั้นเพราะทุกอย่าง เพิ่งผ่านภาวะสงครามมาหมาด ๆ ทำให้ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ยากลำบากไปเสียหมดเล่อฮวาหยวนจนปัญญาแล้ว แต่ก็ไม่มีวันไหนที่เขาจะหยุดตามหานาง นอกจากนั้นแล้วการขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ ของว่านฉีปา ยังส่งผลกระทบต่อชนกลุ่มน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดน ทั้งเขาและว่านฉีอี้แบ่งหน้าที่กันไปคนละทิศหลังจากที่ไม่ได้ดื่มยาลืมเลือนที่หลางซีเยว่เคยให้กินแล้ว ความทรงจำบางอย่าง







