Inicio / วาย / ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก / บทที่ 28 ราชครูผู้เคร่งครัด กับปรัชญา "เต๋าแห่งความขี้เกียจ"

Compartir

บทที่ 28 ราชครูผู้เคร่งครัด กับปรัชญา "เต๋าแห่งความขี้เกียจ"

Autor: SophiaPsp
last update Fecha de publicación: 2026-03-16 13:12:48

วันที่สามของการรับเลี้ยงเด็กปีศาจในสายตาผู้อื่น แต่เป็นเด็กดีในสายตาคนเกียจคร้าน

จ้าวหมิง หรือองค์ชายหก เริ่มซึมซับวิถีแห่งการ "หลบเลี่ยงภาระ" จาก หลินซีเหยา ไปจนหมดสิ้นทุกกระบวนท่า

ยามสาย ณ ศาลาริมน้ำอันร่มรื่น

บนโต๊ะหินอ่อน เต็มไปด้วยกระดาษเซวียนจื่อ พู่กัน และแท่นหมึก

จ้าวหมิงนั่งหน้ามุ่ย น้ำตาคลอเบ้า มือเล็กๆ กำพู่กันแน่นจนสั่นระริก

"อาหญิง... ข้ามิอยากคัดตำรา... ข้าเมื่อยขบข้อมือยิ่งนัก" เด็กน้อยงอแง "ราชครูสั่งให้ข้าคัด 'ตำรากตัญญู' ร้อยจบก่อนเสด็จพ่อเสด็จกลับ... ข้าเพิ่งคัดได้เพียงสามจบเท่านั้น"

หลินซีเหยาที่นอนกินองุ่นอย่างสำราญอยู่บนตั่งข้างๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ร้อยจบ? ...ราชครูของเจ้าคงว่างงานมากกระมัง ถึงสั่งงานวิปลาสเยี่ยงนี้"

"อาหญิงช่วยข้าหน่อยเถิด..." จ้าวหมิงออดอ้อน

หลินซีเหยาเหลือบตามองกองกระดาษ

"ข้าช่วยมิได้ดอก ลายมือข้าไก่เขี่ยยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก... แต่ทว่านะ อาหมิง..."

เขาดีดกายลุกขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก

"คนฉลาดเขาไม่ใช้แรงกายเข้าแลกหรอก... เขาใช้ 'สติปัญญา'"

"ใช้สติปัญญา?"

"ถูกต้อง... เจ้าดูนี่" หลินซีเหยาหยิบพู่กันมา จุ่มน้ำหมึก แล้วนำพู่กันอีกสามด้ามมามัดรวมกันด้วยเชือกป่าน

"หากเราเขียนคราเดียวได้สี่บรรทัด... เราก็จะทำงานเสร็จเร็วขึ้นสี่เท่า จริงหรือไม่?"

จ้าวหมิงตาโตเป็นไข่ห่าน "โอ้โห! ยอดเยี่ยม! อาหญิงฉลาดปราดเปรื่องที่สุด!"

สองอาหลานเริ่มปฏิบัติการพลิกแพลงการบ้านอย่างสนุกสนาน จ้าวหมิงจับพู่กันมัดรวม ขีดเขียนอย่างเมามัน ลายมือยึกยือแต่ก็พออ่านความได้

ทว่า... ความสุขมักผ่านพ้นไปรวดเร็วประดุจสายลม

"องค์ชายหก! ท่านกำลังกระทำสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ!"

เสียงตวาดอันทรงพลังและแหบแห้งของผู้เฒ่าดังก้องกังวาน

ที่หน้าศาลา ชายชราหนวดเคราขาวโพลน สวมชุดขุนนางเต็มยศ ถือไม้เรียวในมือ ยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโทสะ

นี่คือ 'ราชครูซุน' อาจารย์ปู่ผู้สอนหนังสือให้เหล่าองค์ชาย ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดในกฎระเบียบและหัวโบราณที่สุดในแผ่นดิน!

"ระ... ราชครู!" จ้าวหมิงหน้าซีดเผือด รีบซ่อนพู่กันมัดรวมไว้เบื้องหลัง

ราชครูซุนเดินย่างสามขุมเข้ามา ก้มมองดูผลงานบนโต๊ะ แล้วลมจับแทบจะล้มพับ

"นี่มันลายมืออันใดกัน! ไก่เขี่ยยิ่งกว่าไส้เดือนดิ้นทุรนทุราย! แล้วดู... เขียนซ้ำๆ กันประหนึ่งคัดลอกด้วยแม่พิมพ์! นี่ท่านใช้วิชามารโกงการศึกษาหรือ!"

สายตาอันเกรี้ยวกราดตวัดมามองหลินซีเหยาที่นั่งเคี้ยวองุ่นไม่รู้ร้อนรู้หนาว

"และท่านคงเป็น... พระชายาหลิน? ผู้ที่เล่าลือกันว่างามล่มเมืองแต่เกียจคร้านสันหลังยาวสินะ!"

หลินซีเหยาเลิกคิ้วเรียว "ท่านราชครู... ชมเกินจริงไปแล้ว (เรื่องงาม) ส่วนเรื่องเกียจคร้าน... ข้าถือว่าเป็นคำชมนะ เพราะคนเกียจคร้านมักจะค้นหาหนทางลัดที่ฉลาดเฉลียวที่สุดเสมอ"

"สามหาว!" ราชครูซุนกระทุ้งไม้เท้า ปึก! "ท่านกำลังเสี้ยมสอนให้องค์ชายเสียคน! การศึกษาต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะ! การคัดลายมือคือการฝึกสมาธิ! การใช้วิธีลัดคือคนมักง่าย!"

"มักง่ายหรือ?" หลินซีเหยายิ้มมุมปาก ลุกขึ้นยืนช้าๆและแอบบิดขี้เกียจหนึ่งที

"ท่านราชครู... ข้าขอถามท่านคำหนึ่ง... ท่านสอนให้องค์ชายคัดคำว่า 'กตัญญู' ร้อยจบ เพื่อสิ่งใด?"

"เพื่อให้จดจำใส่ใจ! เพื่อให้ซึมซาบ!"

"แล้วหากคัดครบถ้วน แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม จะมีประโยชน์อันใดเล่า?" หลินซีเหยาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา

"จ้าวหมิงคัดไปสามจบด้วยความตั้งใจ... เขารู้ความหมาย... แต่พอจบที่สี่ ห้า หก... มันกลายเป็นความทรมาน กลายเป็นความชิงชัง... ท่านอยากให้เขาเกลียดชังคำว่ากตัญญูหรือ?"

ราชครูซุนชะงักกึก "อะ... แต่..."

"ปรัชญาเต๋าของข้ากล่าวว่า 'ทำน้อย ได้มาก'" หลินซีเหยาเริ่มร่ายยาว มั่ววิชาสดๆ

"การที่ข้าสอนให้เขามัดพู่กัน คือการสอนเรื่อง 'การประดิษฐ์คิดค้น' ...หากวันหน้าเขาต้องคุมกองทัพ หรือบริหารราชการแผ่นดิน เขาต้องรู้วิธีจัดการงานล้นมือให้เสร็จสิ้นเร็วที่สุด มิใช่มานั่งงมโข่งทำทีละอย่างจนบ้านเมืองล่มสลาย... ท่านราชครู ท่านปรารถนาฮ่องเต้ที่ขยันแต่เขลา หรือฮ่องเต้ที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ?"

จ้าวหมิงมองอาหญิงตาเป็นประกายวิบวับ อาหญิงองอาจยิ่งนัก! เถียงราชครูจนจำนนด้วยวาจา!

ราชครูซุนหน้าดำหน้าแดง เถียงไม่ออกเพราะเหตุผลมันฟังดูสมเหตุสมผลอย่างประหลาด

"ตะ... แต่ถึงกระนั้น! ความอดทนก็เป็นสมบัติของวิญญูชน! ท่านเอาแต่นอนกินแรงผู้อื่น จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้อย่างไร!"

"ข้ามิได้กินแรง..." หลินซีเหยาเอนกายลงนอนบนตั่งอีกครา "ข้ากำลังสอนวิชา 'นิ่งสงบสยบเคลื่อนไหว' ให้อาหมิงต่างหาก... ดูสิ เขาเครียดขึงจากท่านมา เขาก็มาผ่อนคลายกับข้า จิตใจแจ่มใส พร้อมเรียนรู้... จริงหรือไม่อาหมิง?"

"จริงพ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวหมิงรีบผสมโรง "อยู่กับอาหญิงแล้วข้ามีความสุข! ข้าจำตำราได้แม่นยำกว่ายามโดนท่านตีเสียอีก!"

ราชครูซุนกุมขมับ รู้สึกประดุจจะเป็นลมล้มพับ

"วิบัติ... วิบัติแน่แท้! จวนชินอ๋องกำลังบ่มเพาะปีศาจน้อยกับจอมมารเกียจคร้าน!"

ทันใดนั้น เสียงปรบมือ แปะๆ ก็ดังขึ้น

จ้าวจินหลง เดินเข้ามาในศาลาด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

"กล่าวได้ดี... กล่าวได้ดียิ่งพระชายาของข้า"

"ทะ... ท่านอ๋อง!" ราชครูซุนรีบคารวะ "ท่านดูสิพ่ะย่ะค่ะ! พระชายากำลัง..."

"ราชครูซุน..." จ้าวจินหลงยกมือห้าม "ท่านสอนตำราในกระดาษ... แต่ภรรยาข้าสอน 'วิชาการดำรงชีพ'"

ท่านอ๋องเดินไปโอบไหล่หลินซีเหยาที่นอนอยู่

"การรู้จักพลิกแพลง ยืดหยุ่น และหาความสุขในความยุ่งยาก... นั่นคือสิ่งที่ตำราของท่านมิมีสอน... และเป็นสิ่งที่ข้าอยากให้หลานข้าเรียนรู้"

ราชครูซุนอ้าปากพะงาบๆ มองดูครอบครัวประหลาดที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ สะบัดแขนเสื้ออย่างไม่สบอารมณ์

"เอาเถิด! ข้าชราภาพแล้ว! ตามใจพวกท่าน! แต่หากองค์ชายหกสอบตก อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน!"

ราชครูเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป

ทิ้งให้สามคน (หนึ่งอ๋อง หนึ่งพระชายา หนึ่งเด็ก) หัวเราะชอบใจกันลั่นศาลา

...

จ้าวหมิงต้องกลับวังหลวงในวันรุ่งขึ้น

คืนนี้เด็กน้อยจึงขอมานอนเบียดบนเตียงใหญ่กับท่านอาและอาหญิง

"อาหญิง..." จ้าวหมิงกอดท่อนแขนหลินซีเหยาแน่น "ข้าไม่อยากกลับวัง... ในวังมีแต่กฎระเบียบ น่าเบื่อหน่าย... ข้าอยากอยู่ที่นี่ นอนตื่นสาย กินขนม เล่นกับอาหญิง"

หลินซีเหยาลูบศีรษะทุยๆ ของหลานชาย

"ไม่ได้หรอก... เจ้าเป็นองค์ชาย มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ"

เขาพลิกตัวตะแคง สบตาเด็กน้อย

"แต่หากเจ้าเบื่อ... ก็ลอบหนีมาเที่ยวที่นี่ได้... ข้าจะเตรียมฟูกนุ่มๆ กับขนมไว้รอคอย"

"จริงนะ!"

"อือ... แต่มีข้อแม้นะ"

"อันใดหรือ?"

"ห้ามมาปลุกข้ายามเช้าตรู่..." หลินซีเหยาทำหน้าจริงจัง "หากเจ้าปลุกข้าก่อนตะวันตรงศีรษะ... ข้าจะจับเจ้าโยนให้เสี่ยวเฮยกิน"

จ้าวหมิงหัวเราะคิกคัก ซุกใบหน้าเข้ากับอกนุ่มนิ่มของอาหญิง

"ข้ารักอาหญิงที่สุด... รักท่านอาด้วย"

จ้าวจินหลงที่นอนอยู่อีกฝั่ง มองภาพภรรยาและหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมสุข

เขาเอื้อมมือมาโอบกอดทั้งคู่ไว้ในวงแขนเดียว

"นอนเถิด... พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปส่งเจ้าตัวยุ่ง"

...

เช้าวันต่อมา (หลังจากส่งจ้าวหมิงกลับวัง)

รถม้าของวังหลวงลับสายตาไปแล้ว

จวนชินอ๋องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

หลินซีเหยายืนบิดขี้เกียจอยู่หน้าประตูจวน รู้สึกโหวงเหวงในใจเล็กน้อย

"เหงาหรือ?" จ้าวจินหลงถาม

"นิดหน่อย..." หลินซีเหยายอมรับ "ไม่มีเสียงเจี๊ยวจ๊าวแล้วมันแปลกพิกล... แต่ก็ดีแล้ว ข้าจะได้นอนเต็มอิ่มเสียที"

จ้าวจินหลงเดินเข้ามากอดเอวภรรยาจากด้านหลัง เกยคางไว้บนไหล่ลาด

"ซีเหยา..."

"หือ?"

"เจ้าบอกว่า... หากเด็กเลี้ยงง่าย เจ้าก็พอจะพิจารณาเรื่องรับเลี้ยงใช่หรือไม่?"

"ก็... ใช่"

"เช่นนั้นข้ามีข่าวดี" จ้าวจินหลงยิ้มเจ้าเล่ห์ "เสด็จพี่มีรับสั่งมาว่า... อยากให้เราไปเยี่ยม 'สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลวง' ที่ชานเมือง... เผื่อว่าเจ้าจะถูกชะตากับเด็กคนใด"

หลินซีเหยาหันขวับ "สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า?"

"ถูกต้อง... เด็กที่นั่นส่วนใหญ่เป็นลูกหลานทหารที่เสียชีวิตในสงคราม... พวกเขาขาดคนดูแล" จ้าวจินหลงมองตาภรรยา "ข้าอยากให้โอกาสพวกเขา... และอยากสร้างครอบครัวกับเจ้า"

หลินซีเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง

เขาเป็นคนเกียจคร้าน... แต่ลึกๆ แล้วจิตใจของเขาอ่อนโยนและแพ้ทางเด็กขี้อ้อน

ภาพจ้าวหมิงที่กอดเขาเมื่อคืนยังติดตาตรึงใจ

"ก็ได้..." หลินซีเหยาถอนหายใจ "ไปดูก็ได้... แต่ข้าขอเลือกเองนะ"

"ย่อมได้"

"ข้าจะเลือกเด็กที่... 'หน้าตาดูเกียจคร้าน' เหมือนข้า" หลินซีเหยาประกาศจุดยืน "จะได้นอนด้วยกันได้ทั้งวัน มิต้องพาไปวิ่งเล่น!"

จ้าวจินหลงหัวเราะลั่น

"ตกลงตามนั้นพระชายา... เราไปเฟ้นหา 'ลูกสมุนขี้เซา' มาเข้าพรรคของเจ้ากันเถิด"

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 4 บทส่งท้าย บันทึกของมังกร เหตุผลที่ข้าตกหลุมรัก “ก้อนหิน”

    ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 3 คิมหันต์ฤดู...กับภารกิจดับร้อน ให้ "ก้อนน้ำแข็งที่รัก"

    ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 2 พันธะสัญญาข้าวต้มมื้อเช้า (แห่งความหายนะ)

    ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทพิเศษ 1 เมื่อลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่หล่นลงบนฟูก

    กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 31 ความฝันที่เป็นจริง และชีวิตที่ (นอน) อยู่เหนือคนทั้งหล้า [The end]

    ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก

  • ข้าเพียงอยากนอนเฉยๆ เหตุใดท่านอ๋องจึงตามใจข้านัก   บทที่ 30 การฝึกฝนของก้อนหินน้อย และความลับของป้ายหยก

    การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status