เข้าสู่ระบบรถม้าของจวนชินอ๋องแล่นออกจากประตูเมืองหลวงมุ่งหน้าสู่ชานเมือง ทิวทัศน์สองข้างทางแปรเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
หลินซีเหยา นอนหนุนตัก จ้าวจินหลง หลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์
"ท่านพี่... หากเด็กที่นั่นมีแต่พวกซุกซนดีดกะโหลกเหมือนเจ้าอาหมิง ข้าไม่เอานะ ข้าวิ่งไล่ตามไม่ไหว"
"วางใจเถิด" จ้าวจินหลงลูบเกศาภรรยาแผ่วเบา "สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลวงมีเด็กนับร้อยชีวิต ย่อมต้องมีสักคนที่ถูกชะตากับเจ้าบ้างกระมัง"
...
ณ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหลวง
'ผู้ดูแลจาง' ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ รีบวิ่งออกมาต้อนรับด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจเมื่อเห็นขบวนรถม้าอันโอ่อ่า
"ถวายบังคมท่านอ๋อง! ถวายบังคมพระชายา! เป็นเกียรติแก่สถานเลี้ยงเด็กของเรายิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!"
"ลุกขึ้นเถิด" จ้าวจินหลงเอ่ยเสียงเรียบ ประคองหลินซีเหยาลงจากรถม้า "เปิ่นหวางกับพระชายาเพียงใคร่มาเยี่ยมชม... และอาจจะรับอุปการะเด็กสักคนหากมีวาสนาต่อกัน"
ผู้ดูแลจางดวงตาเป็นประกาย โอกาสทอง! หากเด็กคนใดได้เข้าจวนอ๋อง ก็ประหนึ่งหนูตกถังข้าวสาร!
"เชิญทางนี้พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมคัดเลือกเด็กที่ร่างกายแข็งแรง ฉลาดเฉลียว และกตัญญูรอคอยไว้แล้ว!"
ผู้ดูแลจางนำทางไปยังลานกว้าง ที่นั่นมีเด็กชายหญิงอายุราวสี่ถึงหกหนาว ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ทุกคนสวมชุดสะอาดสะอ้าน ที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนใหม่ หน้าตามุ่งมั่นตั้งใจ
"เด็กๆ! แสดงความสามารถให้ท่านอ๋องทอดพระเนตร!"
ทันใดนั้น ลานกว้างก็กลายเป็นลานประลองความสามารถพิเศษ
"ย้าก!" เด็กชายคนหนึ่งตีลังกาม้วนหน้าสามรอบอย่างคล่องแคล่ว
"ข้าท่องบทกวีได้!" เด็กหญิงอีกคนเริ่มท่องบทกลอนเสียงเจื้อยแจ้ว
"ข้ากวาดพื้นเก่ง!" เด็กอีกกลุ่มเริ่มแย่งกันกวาดพื้นจนฝุ่นตลบอบอวล
หลินซีเหยายืนมองความวุ่นวายโกลาหลตรงหน้า แล้วค่อยๆ ... ถอยกรูดไปหลบหลังจ้าวจินหลง
"ท่านพี่... ข้าวิงเวียนศีรษะ... พลังงานล้นเหลือเกินไป ข้าจะเป็นลม"
จ้าวจินหลงกลั้นขำ หันไปตรัสกับผู้ดูแลจาง
"มี... เอ่อ... ที่เรียบร้อยกว่านี้หรือไม่? พระชายาโปรดปรานความสงบ"
"สงบหรือพ่ะย่ะค่ะ?" ผู้ดูแลจางเหงื่อตก "เอ่อ... มีพ่ะย่ะค่ะ! กลุ่มคัดอักษร!"
แต่ไม่ว่าจะพิจารณากลุ่มใด ก็ล้วนแต่เป็นเด็กที่กระตือรือร้น ปรารถนาจะนำเสนอตนเองจนตัวสั่น ซึ่งมันขัดแย้งกับ "จริต" ของหลินซีเหยาอย่างรุนแรง
...
หลินซีเหยาเริ่มเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้า เขาอาศัยจังหวะที่จ้าวจินหลงสนทนากับผู้ดูแล แอบเดินเลี่ยงหลบฉากออกมาที่สวนหลังเรือนพัก
ที่แห่งนี้เงียบสงบ มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านใบไม้และเสียงจักจั่นเรไร
"ค่อยยังชั่ว..." หลินซีเหยาสูดอากาศบริสุทธิ์ สอดส่ายสายตาหาที่เหมาะๆ สำหรับงีบหลับ
พลันสายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับ 'ตะกร้าใส่ผ้า' ใบใหญ่ที่วางทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่
ในตะกร้านั้น... มีก้อนกลมๆ นอนขดตัวอยู่
หลินซีเหยาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าเป็น เด็กชายตัวน้อย อายุราวสี่หนาว รูปร่างผอมแห้ง ตัวเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกัน สวมเสื้อผ้าเก่าคร่ำคร่าที่มีรอยปะชุน แต่นอนหลับสนิทชนิดที่ว่าน้ำลายยืดเป็นทางยาว
"เฮ้... เจ้าหนู" หลินซีเหยาใช้นิ้วจิ้มแก้มเด็กน้อยเบาๆ
เด็กน้อยขมวดคิ้วทั้งที่ยังไม่ลืมตา ปัดนิ้วหลินซีเหยาออกประดุจปัดแมลงวัน แล้วพลิกกายหนีไปอีกทาง
"อย่ากวน... จะนอน..." เสียงเล็กๆ บ่นงึมงำ
หลินซีเหยานัยน์ตาเป็นประกาย!
ปฏิกิริยานี้มัน... ใช่เลย!
"ตื่นเถิด เจ้าชื่ออันใด?" หลินซีเหยาเขย่าตัวแรงขึ้นอีกนิด
เด็กน้อยค่อยๆ ปรือตาขึ้นข้างเดียว มองหลินซีเหยาด้วยสายตาว่างเปล่าไร้อารมณ์
"ข้าวมาส่งแล้วหรือ?"
"เปล่า"
"เช่นนั้นก็นอนต่อ..."
แล้วเด็กน้อยก็ทิ้งตัวลงนอนทันที เข้าสู่ห้วงนิทราต่อภายในสามลมหายใจ! ไร้ความตื่นเต้น ไร้ความอยากรู้อยากเห็น ไม่สนใจว่าคนตรงหน้าจะแต่งกายหรูหราเพียงใด
"เลิศล้ำ..." หลินซีเหยาปรบมือเบาๆ "นี่แหละ! นี่แหละคือ 'ทายาทอสูร' ที่ข้าตามหา!"
...
จ้าวจินหลงและผู้ดูแลจางเดินตามหาพระชายาจนมาพบที่สวนหลัง
เห็นหลินซีเหยากำลังนั่งยองๆ จ้องมองเด็กในตะกร้าผ้าอย่างพินิจพิเคราะห์
"ซีเหยา... เจ้าอยู่นี่เอง" จ้าวจินหลงเดินเข้ามา "แล้วนั่น..."
"ท่านพี่!" หลินซีเหยาหันมาด้วยแววตามุ่งมั่น "ข้าเลือกคนนี้! ข้าจะเอาคนนี้!"
ผู้ดูแลจางชะโงกหน้ามาดู แล้วหน้าซีดเผือด
"ขะ... ขอประทานอภัยท่านอ๋อง! เด็กคนนี้ชื่อ 'เสี่ยวสือ' ก้อนหินน้อย พ่ะย่ะค่ะ! เขา... เอ่อ... พัฒนาการล่าช้า วันๆ เอาแต่นอน ไม่ค่อยเจรจา ไม่เล่นกับสหาย... ประดุจก้อนหินที่วางทิ้งไว้... เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกับบารมีท่านอ๋อง..."
"พัฒนาการล่าช้าอันใดกัน!" หลินซีเหยาเถียง "เขาเพียงแค่ 'สงวนพลังงาน' ต่างหาก! ดูสิ ท่านพี่... แม้พวกเรามายืนล้อมขนาดนี้ เขายังไม่ตื่นเลย จิตใจนิ่งสงบยิ่งกว่าทัวป๋าเลี่ยเสียอีก!"
จ้าวจินหลงมองเด็กน้อยที่นอนขดตัวเหมือนแมว แล้วมองภรรยาตนเองที่ทำหน้าเหมือนค้นพบสมบัติล้ำค่า
เหมือนกัน... เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
"เจ้าแน่ใจนะ?" จ้าวจินหลงถามย้ำ
"แน่ใจ!" หลินซีเหยาลูบศีรษะเด็กน้อยเบาๆ "ข้าสัมผัสได้ถึง 'พลังงานเดียวกัน' เชื่อมโยงถึงกัน... เขาจะไม่ซุกซน ไม่วิ่งวุ่น และจะนอนเป็นเพื่อนข้าได้ทั้งวัน"
ผู้ดูแลจางพยายามทัดทาน "แต่เขา... กินจุมากนะพ่ะย่ะค่ะ ตื่นมาก็กิน กินเสร็จก็นอน..."
"ยิ่งดี!" หลินซีเหยายิ้มกว้าง "จวนอ๋องมั่งคั่ง! เลี้ยงไหวอยู่แล้ว! ใช่หรือไม่ท่านพี่?"
จ้าวจินหลงถอนหายใจด้วยรอยยิ้ม
"เอาเถิด... หากเจ้าชอบ ข้าก็ตามใจ" ท่านอ๋องหันไปสั่งผู้ดูแล "เตรียมเอกสาร เปิ่นหวางจะรับอุปการะเสี่ยวสือ... ในฐานะ 'บุตรบุญธรรม'"
ผู้ดูแลจางอ้าปากค้าง
เด็กขี้เซาที่ใครๆ ต่างมองข้าม... บัดนี้กลายเป็น 'ซื่อจื่อ' ทายาท ของชินอ๋องไปเสียแล้ว! วาสนาคนเรามันแข่งกันไม่ได้จริงๆ!
...
ขากลับจวนอ๋อง
ในรถม้าอันกว้างขวาง บรรยากาศเงียบสงบและเต็มไปด้วยเสียงกรนเบาๆ
หลินซีเหยานอนหนุนตักซ้ายของจ้าวจินหลง
เสี่ยวสือที่ถูกจับอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ นอนหนุนตักขวาของจ้าวจินหลง
ทั้งสองคน... 'แม่ลูก' หมาดๆ นอนท่าเดียวกันทุกประการ คือขดตัวตะแคงข้าง มือข้างหนึ่งกำสาบเสื้อของท่านอ๋องไว้แน่น
จ้าวจินหลงมองดู 'ก้อนแป้งใหญ่' และ 'ก้อนแป้งเล็ก' บนตักตนเอง
ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลวาบเข้ามาในอก
เขาเคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่สงครามและการฆ่าฟัน มิเคยคาดคิดว่าจะมีภาพครอบครัวที่... เอ่อ... เกียจคร้าน แต่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้บังเกิดขึ้น
"เสี่ยวสือ..." จ้าวจินหลงพึมพำ "นามนี้ไม่ไพเราะเลย... เปลี่ยนนามใหม่ดีกว่า"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดสายตามองใบหน้ายามหลับที่ดูไร้กังวลของทั้งคู่
"นับแต่นี้ไป... เจ้าชื่อ 'จ้าวอัน' (ความสงบสุข) ...ชื่อเล่นว่า 'อันอัน' ก็แล้วกัน"
"อือ... อันอัน... ชอบ..."
เสียงละเมอของหลินซีเหยาดังขึ้น
ตามด้วยเสียงละเมอเล็กๆ ของเด็กน้อย
"งืม... ขาหมู..."
จ้าวจินหลงหลุดขำ พรืด
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ ถึงจะมิใช่สายเลือดเดียวกันก็ตามที
...
ณ จวนชินอ๋อง
ข่าวการรับบุตรบุญธรรมแพร่กระจายไปทั่วจวน บ่าวไพร่ต่างมายืนรอรับเพื่อยลโฉม 'คุณชายน้อย' ผู้โชคดี
ทุกคนคาดหวังว่าจะได้เห็นเด็กน้อยน่ารัก วิ่งลงจากรถม้ามาทักทาย
แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ...
ท่านอ๋องจ้าวจินหลง เดินลงจากรถม้าด้วยความทุลักทุเลเล็กน้อย
เพราะแขนซ้ายอุ้ม พระชายา ที่หลับพับคอ
แขนขวาอุ้ม คุณชายน้อย ที่หลับคอพับเช่นกัน
"ทะ... ท่านอ๋อง..." พ่อบ้านฟู่อึ้งตะลึงงัน "นี่คือ..."
"นี่คือคุณชายจ้าวอัน" จ้าวจินหลงยิ้มแห้งๆ "เตรียมห้องนอนข้างห้องข้า... นำเตียงที่นุ่มที่สุด ม่านที่ทึบที่สุด... และเตรียมสำรับอาหารมื้อใหญ่ไว้รอยามพวกเขาตื่น"
"รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!"
พ่อบ้านฟู่มองตามหลังเจ้านายที่แบก 'ภาระอันแสนสุข' เข้าเรือนไป แล้วได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ
"ดูท่า... จวนอ๋องของเราจะเงียบสงเพราะเอาแต่นอนไปอีกนานเลยทีเดียว"
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี



![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



