LOGINหลังจากผ่านพ้นค่ำคืนเทศกาลหยวนเซียวอันหวานชื่นและจบลงด้วยกิจกรรมสานสัมพันธ์จนเกือบรุ่งสาง หลินซีเหยาหมายมั่นปั้นมือว่าจะได้นอนตื่นสายจนตะวันตรงศีรษะเพื่อชดเชยพลังงานที่สูญเสียไป
ทว่า... ความสงบสุขในจวนชินอ๋องกลับถูกทำลายลงตั้งแต่ไก่โห่
"ท่านอา! ท่านอาหญิง!" คำเรียกขานพระชายา
เสียงเล็กแหลมแต่ทรงพลังดุจระฆังแก้ว ดังทะลุผ่านประตูเรือนหอเข้ามา พร้อมกับเสียงฝีเท้าวิ่ง ตึงตัง ที่สั่นสะเทือนพื้นไม้
ปัง!
ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก บ่าวไพร่ห้ามปรามมิทัน ร่างเล็กป้อมในชุดผ้าไหมสีทองวิ่งถลาเข้ามาที่เตียง แล้วกระโดด ดึ๋ง ขึ้นไปทับก้อนผ้าห่มทันควัน
"อั้ก!"
หลินซีเหยาที่กำลังหลับสนิท ร้องเสียงหลงเมื่อโดนน้ำหนักตัวเด็กห้าขวบทับกลางหน้าท้อง
"ผู้ใด... ผู้ใดนำก้อนหินมาทุ่มใส่ข้า..."
จ้าวจินหลง ที่กำลังแต่งกายอยู่หน้าคันฉ่อง รีบหันขวับมามอง
"'อาหมิง'! ลงมาเดี๋ยวนี้! อย่ารบกวนพระชายา!"
เด็กน้อยแก้มยุ้ย ผิวขาวอมชมพู นามว่า 'จ้าวหมิง' องค์ชายหก โอรสองค์เล็กสุดของฮ่องเต้ หัวเราะคิกคัก มิยอมลง แต่กลับมุดเข้าไปในผ้าห่ม
"ไม่เอา! เสด็จพ่อตรัสว่าท่านอาหญิงตัวหอม ข้าจะนอนกับท่านอาหญิง!"
หลินซีเหยาโผล่ศีรษะออกมา สภาพเกศายุ่งเหยิง มองเด็กน้อยตาแป๋ว
"ท่านอาหญิง? ...ข้าเป็นบุรุษนะเจ้าก้อนแป้ง"
"งดงามดั่งสตรี ก็คืออาหญิง!" จ้าวหมิงเถียงข้างๆ คูๆ แล้วใช้นิ้วจิ้มแก้มหลินซีเหยา "นุ่มนิ่มจัง... เหมือนซาลาเปาเลย"
...
ณ ห้องโถงรับรอง
หลินซีเหยานั่งสัปหงกอยู่บนเก้าอี้ โดยมีจ้าวหมิงวิ่งวนรอบกายดุจแมลงวันหัวเขียว ส่วนจ้าวจินหลงกำลังอ่านราชโองการที่กงกงนำมา
"ฝ่าบาททรงมีราชกิจด่วน ต้องเสด็จประพาสหัวเมืองทางทิศทักษิณพร้อมฮองเฮา ส่วนพระสนมมารดาขององค์ชายหกก็ทรงพระประชวร... จึงมีรับสั่งให้ฝากองค์ชายหกไว้ที่จวนชินอ๋องเป็นเวลาห้าวันพ่ะย่ะค่ะ"
จ้าวจินหลงนวดขมับ "ห้าวัน? ...เจ้าลิงทโมนนี่น่ะหรือ?"
"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทตรัสว่า... 'ถือเป็นการฝึกฝนก่อนมีบุตรเป็นของตนเอง'"
หลินซีเหยาได้ยินคำว่า 'บุตร' ก็สะดุ้งตื่น
"บุตร? ข้าจะมีบุตรได้อย่างไร ข้าเป็นบุรุษ... ฝ่าบาททรงเข้าใจอันใดผิดหรือไม่?"
"ฝ่าบาททรงหมายถึงบุตรบุญธรรมกระมัง" จ้าวจินหลงรีบแก้ต่าง ก่อนจะหันมามองหลานชายตัวแสบที่กำลังพยายามจะปีนขึ้นไปดึงหนวดรูปปั้นมังกร
"เอาล่ะ... ข้าจำต้องไปค่ายทหาร" ท่านอ๋องลุกขึ้นยืน เดินมาตบไหล่ภรรยา "ซีเหยา... ฝากเจ้าดูแลอาหมิงด้วยนะ"
"หา!?" หลินซีเหยาเบิกตาโพลง "ท่านจะทิ้งข้าไว้กับระเบิดเยี่ยงนี้น่ะหรือ! ข้าเลี้ยงเด็กไม่เป็น! ข้าเลี้ยงเป็นแต่สุนัข!"
"มิยากหรอก..." จ้าวจินหลงยิ้มให้กำลังใจ แกมสมน้ำหน้าเล็กน้อย "เพียงแค่อย่าให้เขาตาย หรือวางเพลิงเผาจวนก็พอ... ข้าไปล่ะ"
ท่านอ๋องเดินตัวปลิวออกจากเรือน ทิ้งภรรยาขี้เซาไว้กับหลานชายจอมซน
...
ทันทีที่ท่านอ๋องลับสายตา จ้าวหมิงก็เริ่มสำแดงฤทธิ์เดช
"อาหญิง! ข้าอยากเล่นซ่อนแอบ!"
"อาหญิง! ข้าใคร่ขี่ม้า!"
"อาหญิง! พาข้าไปปีนต้นไม้!"
เด็กน้อยพลังงานล้นเหลือ ลากแขนหลินซีเหยาจะให้ออกไปตากแดดที่สวน
หลินซีเหยาที่เพียงแค่เดินจากห้องนอนมาห้องโถงก็เหนื่อยอ่อนแล้ว ถอนหายใจยาวเหยียด
"อาหมิง... สดับฟังนะ" หลินซีเหยาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเพราะเกียจคร้านจะยืน จับไหล่เด็กน้อย "การเล่นซ่อนแอบน่ะ มันสำหรับเด็กทั่วไป... แต่เด็กฉลาดเชื้อสายมังกรเยี่ยงเจ้า ต้องเล่นเกมที่ฝึกจิตใจและสมาธิ"
จ้าวหมิงตาเป็นประกาย "เกมอันใดหรือ? สนุกหรือไม่?"
"สนุกมาก... และยากมากด้วย" หลินซีเหยาตีสีหน้าจริงจัง "เกมนี้มีนามว่า... 'มังกรจำศีล'"
"มังกรจำศีล?"
"ถูกต้อง..." หลินซีเหยาชี้ไปที่ฟูกหนานุ่มที่ให้บ่าวขนมาปูไว้กลางห้องโถง "กติกาคือ... เราต้องนอนนิ่งๆ ห้ามขยับ ห้ามลืมตา ห้ามส่งเสียง ผู้ใดขยับก่อนพ่ายแพ้... ผู้ใดหลับได้นานที่สุด คือผู้ชนะและจักได้กินขนมโก๋แก่พันปี!"
จ้าวหมิงขมวดคิ้ว "ฟังดูง่ายดายยิ่งนัก"
"ง่ายดายที่ไหน!" หลินซีเหยาแย้ง "การทำจิตใจให้สงบนิ่ง ท่ามกลางเสียงนกเสียงกานั้นยากเย็นแสนเข็ญ... เจ้ากล้าท้าประลองกับข้าหรือไม่เล่า?"
ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายวัยห้าขวบ จ้าวหมิงพยักหน้าหงึกหงัก "กล้าสิ! ข้าจะชนะอาหญิงให้ดู!"
"ประเสริฐ! เริ่มได้!"
หลินซีเหยาทิ้งตัวลงนอนแผ่บนฟูกทันที หลับตาพริ้ม
จ้าวหมิงรีบทิ้งตัวลงนอนข้างๆ เกร็งกายแข็งทื่อ ปิดตาปี๋
หนึ่งเค่อผ่านไป (15 นาที)
จ้าวหมิงขยับตัวยุกยิก "อาหญิง... เมื่อใดจะชนะ?"
หลินซีเหยาเงียบกริบ... เริ่มส่งเสียงกรนเบาๆ
สองเค่อผ่านไป
จ้าวหมิงเริ่มเบื่อหน่าย แต่พอเห็น "คู่แข่ง" ยังนิ่งสนิท ก็ยอมแพ้มิได้ เขาพยายามอยู่นิ่งๆ จนกระทั่งความง่วงงุนจากสายลมเย็นๆ และบรรยากาศเงียบสงบเข้าครอบงำ
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
ทั้งอาทั้งหลาน นอนหลับปุ๋ยเคียงคู่กันอยู่กลางห้องโถง!
อาเป่าและบ่าวไพร่ที่แอบดูอยู่พากันกลั้นหัวเราะ
"คุณชายของเรานี่อัจฉริยะจริงๆ ... หลอกเด็กให้นอนกลางวันด้วยวิธีนี้ก็ได้ด้วย"
...
ยามบ่าย
ทั้งคู่ตื่นขึ้นมาพร้อมกันเพราะความหิวโหย จ้าวหมิงงัวเงียตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองพ่ายแพ้ราบคาบ
"อาหญิงขี้โกง... ท่านหลับจริงนี่นา"
"นั่นเขาเรียกว่าเข้าฌานขั้นสูงต่างหาก" หลินซีเหยาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ "เอาล่ะ ในฐานะที่เจ้ามีความพยายาม ข้าจะพาไปเล่นเกมที่สอง... 'เกมตามล่าสมบัติ'"
"สมบัติ!" จ้าวหมิงตื่นเต้นอีกครา
"ใช่... ข้าทำ 'ขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็ม' หายไปชิ้นหนึ่ง... เจ้าต้องไปตามหามันให้พบ ผู้ใดพบก่อนได้กิน"
หลินซีเหยาชี้ไปที่สวนหินอันกว้างใหญ่ "มันน่าจะซ่อนอยู่แถวๆ นั้นแหละ... ไปหาเสีย ข้าจะนั่งเป็นกรรมการอยู่ตรงนี้"
จ้าวหมิงวิ่งปรู๊ดออกไปรื้อค้นสวนหินทันที
ส่วนหลินซีเหยา... นั่งจิบชา กินขนมเปี๊ยะที่บอกว่าทำหาย อย่างสบายใจเฉิบ ทอดสายตามองหลานชายวิ่งออกกำลังกายแทนตนเอง
...
ยามเย็น
จ้าวจินหลงกลับมาถึงจวนด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าป่านนี้จวนคงแตก หรือหลินซีเหยาคงประสาทเสียไปแล้ว
แต่ภาพที่ประจักษ์ทำเอาเขาต้องหยุดยืนพิงประตูด้วยรอยยิ้ม
ที่ศาลาริมน้ำ...
หลินซีเหยานอนหนุนตักจ้าวหมิง!
ถูกต้อง... ฟังไม่ผิด พระชายากำลังนอนหนุนตักเด็กห้าขวบ!
ส่วนจ้าวหมิงก็นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตา คอยถือพัดอันเล็กพัดวีให้อาหญิงอย่างขยันขันแข็ง
"กลับมาแล้วหรือท่านพี่" หลินซีเหยาเหลือบตามอง "เบาเสียงหน่อย... อาหมิงกำลังฝึกวิชา 'พัดสลายเมฆา' อยู่"
จ้าวจินหลงเดินเข้าไปหา เลิกคิ้วมองหลานชาย
"อาหมิง... เจ้าทำสิ่งใดอยู่?"
"ท่านอา!" จ้าวหมิงตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "อาหญิงบอกว่า หากข้าพัดให้ครบหนึ่งพันครั้ง กล้ามแขนข้าจะใหญ่เหมือนท่านอา! ข้าพัดไปห้าร้อยครั้งแล้ว!"
จ้าวจินหลงหลุดขำพรืด มองภรรยาตัวแสบที่ใช้แรงงานเด็กอย่างหน้าไม่อาย
"ซีเหยา... เจ้านี่มันร้ายกาจจริงๆ"
"เขาเรียกว่าการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม" หลินซีเหยายักไหล่ "เขาอยากแข็งแรง ข้าอยากเย็นสบาย... ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย"
จ้าวจินหลงส่ายหน้า ทรุดกายลงนั่งข้างๆ แล้วอุ้มจ้าวหมิงมานั่งตักตนเอง
"พอได้แล้วอาหมิง... วันนี้เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปกินข้าวเถิด"
"เย้! ข้าหิวแล้ว! อาหญิงบอกว่าวันนี้มีขาหมู!"
...
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูประดุจครอบครัวพ่อแม่ลูก
จ้าวหมิงนั่งกินข้าวเลอะแก้ม จ้าวจินหลงคอยเช็ดให้ ส่วนหลินซีเหยาก็คอยคีบผักที่ตนเองไม่กินใส่ชามให้จ้าวหมิง
"กินผักเยอะๆ จะได้เติบใหญ่ไวๆ (จะได้เลิกมายุ่งกับข้า) " หลินซีเหยากล่าว
"ขอบคุณอาหญิง!" จ้าวหมิงกินอย่างว่าง่าย
จ้าวจินหลงมองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนโยน
"ซีเหยา..."
"หืม?"
"เจ้าดู... เข้ากับเด็กได้ดีนะ"
"เข้าได้ดีตรงที่ใด? ข้าเพียงแค่หลอกใช้เขา"
"แต่เขาก็ดูติดเจ้านะ" จ้าวจินหลงยิ้ม "หากเรามีลูก... เรือนคงจะคึกคักน่าดู"
หลินซีเหยาแทบสำลักน้ำแกง
"แค่กๆ! ...ท่านพี่! ข้าเป็นบุรุษ! ย้ำอีกครั้ง บุ-รุษ!"
"ข้ารู้..." จ้าวจินหลงเอื้อมมือมากุมมือภรรยา สายตาจริงจังขึ้น "แต่หากวันหนึ่ง... เราอยากรับเด็กมาเลี้ยงดูสักคน เจ้าจะว่าอย่างไร?"
หลินซีเหยาชะงัก มองดูจ้าวหมิงที่กำลังแทะน่องไก่อย่างมีความสุข แล้วหันมองสามีที่รอคำตอบ
เขาคิดถึงความวุ่นวาย ความเหนื่อย และเวลาที่ต้องเสียไป...
แต่พอมองเห็นรอยยิ้มอบอุ่นของจ้าวจินหลง...
"อืม..." หลินซีเหยาหลบตา "ก็... ถ้าเด็กมันเลี้ยงง่าย ไม่ดื้อรั้น ไม่ซุกซน... แล้วก็ช่วยข้านวดหลังได้... ก็พอจะพิจารณาดู"
จ้าวจินหลงยิ้มกว้าง บีบมือภรรยาแน่น
"ขอบใจนะ"
"แต่ตอนนี้..." หลินซีเหยาดึงมือกลับ "รีบกินข้าวเถิด ข้าง่วงแล้ว วันนี้ใช้สมองหลอกเด็กไปเยอะ ต้องรีบฟื้นฟูพลัง"
จ้าวจินหลงหัวเราะ
ฟื้นฟูพลังงั้นรึ? คืนนี้ข้าจะช่วย 'เติมพลัง' ให้เต็มที่เลยทีเดียว
ในสายตาของชาวบ้านร้านตลาด ขุนนางในราชสำนัก หรือแม้กระทั่งศัตรูในสมรภูมิ... ข้าคือใคร? ข้าคือ “ชินอ๋อง จ้าวจินหลง” อนุชาคนโปรดของฮ่องเต้ ข้าคือ “เทพสงคราม” ผู้เหี้ยมหาญที่บดขยี้กองทัพศัตรูนับหมื่นด้วยมือเปล่า ข้าคือ “มัจจุราชหน้าหยก” ที่เพียงแค่ปรายตามอง เด็กที่กำลังร้องไห้ยังต้องเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว แต่พักหลังมานี้... ฉายาของข้าเริ่มเปลี่ยนไป จากแม่ทัพปีศาจ กลายเป็น “ชายผู้หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้น” หรือหนักกว่านั้น... “ทาสรักพระชายาขี้เซา” ข้าได้ยินคำครหาเหล่านั้นแว่วมาตามลมเสมอ ทั้งจากวงน้ำชาของเหล่าฮูหยินขุนนาง และจากเสียงซุบซิบในตรอกซอกซอย “พระชายาหลินมีดีอะไร? นอกจากรูปโฉมที่งดงามล่มเมืองแล้ว วันๆ เอาแต่นอน ไม่เห็นทำหน้าที่ภรรยาที่ดี” “ได้ยินว่าตื่นสายตะวันโด่ง งานบ้านไม่แตะ งานครัวไม่ทำ วันๆ ดีแต่ผลาญสมบัติท่านอ๋อง” “ทำไมบุรุษที่สมบูรณ์แบบอย่างท่านอ๋อง ถึงได้ยอมสยบแทบเท้าคนขี้เกียจเช่นนั้น? หรือจะโดนมนต์ดำ?” หึ... มนุษย์พวกนี้ช่างโง่เขลานัก พวกเขาตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น ตัดสินคุณค่าจากกรอบประเพณีค
ย่างเข้าสู่เดือนห้า บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มแปรเปลี่ยนจากความอบอุ่นในวสันตฤดู (ฤดูใบไม้ผลิ) กลายเป็นความร้อนระอุของคิมหันตฤดู เปลวแดดแผดเผาจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือพื้นหิน เสียงจั๊กจั่นกรีดปีกร้องระงมไปทั่วราชธานี แม้แต่สุนัขยังนอนลิ้นห้อยหมดสภาพอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทว่า... ณ "เรือนเหมันต์พิสุทธิ์" ของจวนชินอ๋อง สถานที่พำนักของพระชายาผู้เลอโฉม บรรยากาศกลับตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบ "ร้อน..." เสียงครางแผ่วเบา ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจดังลอดออกมาจากก้อนผ้าไหมสีขาวมุกที่กองอยู่บนตั่งไม้จันทน์หอมตัวยาวริมหน้าต่าง หลินซีเหยา ในอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อบางเบาที่สุดเท่าที่จะหาได้ในแผ่นดิน นอนแผ่หราหมดสภาพประหนึ่งปลาเค็มตากแห้ง ใบหน้างดงามแดงระเรื่อด้วยไอแดด เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและปลายจมูกรั้น "ร้อน... ร้อนจนตัวข้าจักละลายกลายเป็นน้ำแกงอยู่รอมร่อ... งือ" เขากลิ้งกายไปมาอย่างทรมาน พัดใบตองในมือโบกสะบัดด้วยความเร็วเพียงสองครั้งต่อหนึ่งอึดใจ (ด้วยเพราะคร้านจะออกแรงมากกว่านั้น) เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนต่างวิ่งวุ่นกันจนเหงื่อตก ยิ่งกว่ายามท่านอ๋องสั่งเคลื่อนทัพ "น้ำแกงถั
ยามโฉ่ว (๐๑.๐๐-๐๒.๕๙ น.) ช่วงเวลาที่ราตรีกาลโอบล้อมผืนแผ่นดินไว้อย่างแน่นหนาที่สุด ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สายลมแห่งเหมันต์พัดผ่านยอดไม้เกิดเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา ชวนให้ผู้คนต่างมุดกายซุกหาไออุ่นใต้ผ้าห่มผืนหนา ณ ห้องบรรทมกว้างขวางในเรือน 'เหมันต์พิสุทธิ์' ความเงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงลมหายใจที่เริ่มติดขัดของร่างโปร่งบางบนเตียงกว้าง หลินซีเหยา กำลังเผชิญกับ 'มหาสงคราม' ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในจิตใจ เปลือกตาบางใสที่ประดับด้วยแพขนตายาวงอนนั้น หนักอึ้งประหนึ่งถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง ร่างกายที่จมจ่อมอยู่ในฟูกขนเป็ดหนานุ่มและอ้อมกอดอุ่นจัดของสามี ร้องประท้วงอย่างเกรี้ยวกราดว่า 'จงนอนต่อเถิด! โลกภายนอกนั้นหนาวเหน็บและโหดร้าย!' แต่ทว่า... จิตสำนึกส่วนลึกกลับกระซิบเตือนด้วยเสียงอันแผ่วเบา 'วันนี้คือวันคล้ายวันประสูติของจ้าวจินหลง...' หลินซีเหยาขมวดคิ้วมุ่นทั้งที่ยังหลับตา พลิกกายตะแคงหนีความจริง แต่ภาพใบหน้าของสามีที่คอยตามใจเขามาตลอดทั้งปี ภาพกองเงินกองทองที่ให้เขาถลุงเล่น และภาพแผ่นหลังกว้างที่คอยแบกเขาเดินเที่ยวชมตลาด กลับฉายชัดเ
กาลเวลาล่วงเลย: สองปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคหลัก (จ้าวอัน อายุ 11 ปี) สถานที่ สำนักศึกษาหลวง แหล่งบ่มเพาะเหล่าเชื้อพระวงศ์และบุตรหลานขุนนางระดับสูง แสงตะวันยามบ่ายคล้อยสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลาย เข้ากระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศภายในห้องเรียนวิชา "ยุทธวิธีทางทหารและพิชัยสงคราม" ความร้อนอบอ้าวของฤดูคิมหันต์ ผสมผสานกับเสียงแมลงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ภายนอก ชวนให้หนังตาของผู้ที่อยู่ในห้องหนักอึ้งดุจถูกถ่วงด้วยก้อนตะกั่ว "การจะนำทัพอ้อมตีกองทัพศัตรูที่ตั้งค่ายพักแรมอยู่บนยอดเขา 'พยัคฆ์หมอบ' นั้น..." เสียงของท่านราชครูอาวุโสผู้เคร่งขรึม ดังเนิบนาบชวนง่วงงุน มือเหี่ยวย่นถือไม้เรียวชี้ไปยังแผนที่ยุทธภูมิขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่หน้าชั้นเรียน "เส้นทางลัดเลาะหุบเขานั้นเต็มไปด้วยอันตรายและกับดักธรรมชาติ เราจำเป็นต้องใช้เวลาเดินทางอ้อมสันเขาทางทิศบูรพาเป็นเวลาสามทิวาราตรี เพื่อมิให้หน่วยลาดตระเวนของศัตรูล่วงรู้ถึงการเคลื่อนพล..." ราชครูกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ตัวน้อยที่นั่งหลังตรง แต่บางคนเริ่มสัปหงก "สามวันนี้ ทหารต้องเดินเท้า ก
ห้าปีล่วงเลยผ่านไป...กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน ฤดูกาลผันผ่านดุจสายน้ำไหล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นนิรันดร์ ณ จวนชินอ๋อง มิเคยแปรเปลี่ยน คือ... ความเงียบสงบยามบ่าย ณ สวนท้อท้ายจวนอันร่มรื่นเปลญวนผ้าไหมขนาดใหญ่พิเศษสั่งทำขึ้นสำหรับสามคนโดยเฉพาะ ผูกโยงอยู่ระหว่างต้นท้อใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา บนเปลนั้นมีก้อนสิ่งมีชีวิตสามก้อนนอนเบียดเสียดกันอยู่อย่างกลมกลืนก้อนแรก จ้าวอัน (อันอัน) บัดนี้เติบโตเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ หน้าตาคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาเหมือนบิดาบุญธรรม แต่นิสัยใจคอ... ถอดแบบมารดาบุญธรรมมาทุกกระเบียดนิ้ว เขานอนกอดดาบไม้ไผ่ หลับน้ำลายยืดเปรอะแก้มก้อนที่สอง เสี่ยวเฮย สุนัขทิเบตันแมสทิฟฟ์ที่บัดนี้แก่ชราลงเล็กน้อย แต่น้ำหนักตัวเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล นอนแผ่พุงรับสายลมก้อนที่สาม หลินซีเหยา พระชายาเอกผู้เลอโฉม กาลเวลาไม่อาจทำร้ายผิวพรรณของเขาได้เลยแม้แต่น้อย อาจเพราะนอนมากเกินไปจนแสงตะวันมิอาจสัมผัสผิว เขานอนหนุนพุงนุ่มๆ ของเสี่ยวเฮย มือถือพัดค้างไว้ที่หน้าอก"อาหญิง..." เสียงละเมอของจ้าวอันดังขึ้น "ข้าหิว... หมูหันสุกหรือยัง...""ยังกระมัง..." หลินซีเหยาตอบทั้งที่ยังหลับตาพริ้ม "นอนไปก
การมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาในจวนชินอ๋อง มิได้ทำให้ความวุ่นวายทวีคูณแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม... มันกลับทำให้บรรยากาศดู "เชื่องช้า" ลงกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำจ้าวอัน (อันอัน) คุณชายน้อยวัยสี่ขวบปี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์หรืออาจกล่าวได้ว่ามิได้ปรับเลย เพราะเขายังคงนอนเป็นกิจวัตรยามสาย ณ ศาลาริมสระบัวหลินซีเหยาและจ้าวอัน นอนเรียงเคียงกันอยู่บนตั่งไม้ไผ่ตัวใหญ่ ทั้งคู่ผินหน้าไปทางสระบัว เหม่อมองมัจฉาที่แหวกว่ายวนเวียนไปมาท่วงท่าของทั้งคู่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว... มือข้างหนึ่งเท้าคาง อีกข้างวางพาดหน้าท้อง และสายตาว่างเปล่าไร้จุดหมาย"ท่านอาหญิง..." จ้าวอันติดเรียกตามจ้าวหมิง ทั้งที่ความจริงต้องเรียกท่านแม่บุญธรรม หรือท่านน้า"หือ?""ปลาว่ายน้ำ... มิเหนื่อยหรือ?""เหนื่อยสิ... ดูสิ มันว่ายไปก็อ้าปากพะงาบๆ ไป... น่าเวทนายิ่งนัก""อือ... เป็นมนุษย์ดีกว่ากระมัง นอนเฉยๆ ก็มีข้าวกิน"บทสนทนาที่ดูไร้แก่นสารแต่แฝงปรัชญาความเกียจคร้าน ดำเนินไปอย่างเนิบนาบทันใดนั้น จ้าวจินหลง ก็เดินย่างสามขุมเข้ามาพร้อมดาบไม้ไผ่สองเล่ม"ลุกขึ้นได้แล้วทั้งแม่ทั้งลูก!" ท่านอ๋องประกาศก้อง "วันนี







