สีหน้าของเจ้าหน้าที่เริ่มตึงเครียดทันที คุณหนูนางนี้ไม่รู้ว่าอยากได้ที่ทางแบบไหน ถึงกับบอกให้เขาเอาโฉนดที่ดินแถบทางใต้ที่มีออกมาให้ดูทั้งหมด งานนี้เขาจะขัดใจลูกค้าก็ไม่ได้ แม้ว่าจะยุ่งยากในตอนเก็บ แต่ก็ต้องทำตามที่แม่นางท่านนี้เรียกร้องมา
ก่อนหน้านี้เหม่ยหนานได้ทำการเปลี่ยนทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาให้เป็นเงินเป็นที่เรียบร้อย นางไม่แน่ใจว่าตอนนี้ราคาที่ดินจะมากน้อยเพียงใด รู้เพียงว่าหากวันนี้นำเงินมาไม่พอ เช่นนั้นนางก็จะมาอีกในวันรุ่งขึ้น
โฉนดที่ดินหลายสิบใบถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง นางเลือกที่ดินที่เป็นจุดสำคัญ ๆ ต่อการเดินทางเข้าออกเป็นอันดับแรกก่อน ไม่ว่าจะทางที่ติดกับประตูเมืองหรือทางที่ดินกับถนนแยกเส้นทางไปยังเขตอื่น ๆ ในเมือง
“ข้าเอาทั้งหมดในกองนี้ ใช้เวลานานเพียงใดหรือ” เจ้าหน้าที่ถึงกับเบิกตากว้าง นางเอ่ยว่าเอาทั้งหมดในกองนี้เชียวหรือ นี่มันหลายสิบใบเชียวนะ แม่นางท่านนี้ไม่รู้เป็นคุณหนูมาจากตระกูลใด เหตุใดจึงได้ใช้เงินมือเติบเช่นนี้เล่า นอกจากจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแล้ว ยังไม่มีความรู้อีก ในเวลาแบบนี้มีใครบ้างจะทุ่มเงินมากมายเพียงนี้เพื่อซื้อที่ดินแถบนั้น แม้แต่ราชสำนักก็ยังไม่อาจทำสิ่งใดได้ในตอนนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านานเพียงใดจะมีคนมาแก้ไขเรื่องผู้อพยพเหล่านั้น
“ม หมดนี่เลยหรือขอรับ เอ่อ...คุณหนู ข้าน้อยขอเอ่ยเตือนท่านด้วยความหวังดีนะขอรับ ที่ดินเขตนั้นมีปัญหาเรื่องผู้อพยพ ไม่แน่ว่าทางการจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือจัดการเมื่อใด หากอยากได้ที่ดินจริง ๆ ไม่สู้ท่านลองดูที่ดินในเขตเหนือดีหรือไม่ขอรับ ช่วงนี้ที่ดินแถบนั้นกำลังขึ้นราคาเลยนะขอรับ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ เพียงแค่ข้าคำนวณเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นที่ดินของเขตทางใต้ รบกวนท่านจัดการเรื่องซื้อขายให้ข้าเถิดเจ้าค่ะ” เจ้าหน้าที่คนนี้ค่อนข้างจริงใจกับลูกค้าอยู่บ้าง เขาเอ่ยเตือนด้วยความรู้ทั้งหมดที่มี เพียงแต่นางเองก็เงินเหลือจนไม่จำเป็นจะต้องสนใจว่าที่ดินที่ได้มาในราคาถูก ๆ พวกนี้จะทำกำไรได้มากน้อยเพียงใด
สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ บางทีคุณหนูท่านนี้คงจะเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่เที่ยวใช้เงินเล่นไปวัน ๆ นั่นแหละ แต่หากนางชอบใช้จ่ายเล่นจริง ๆ เหตุใดเขาถึงไม่เคยเห็นหน้านางมาก่อนเลยนะ
ใช้เวลาอยู่พักใหญ่เอกสารเรื่องการซื้อขายก็จัดการได้จนหมด เหม่ยหนานหอบซองเอกสารที่ดินหลายสิบฉบับกลับขึ้นรถม้า นางจำเป็นต้องรีบกลับจวนก่อนตะวันจะตกดิน
ขากลับเหม่ยหนานมองผู้คนในเมืองเดินออกมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก ทั้งเสียงรถม้าและเสียงพูดคุย ช่างเป็นบรรยากาศที่แสนจะคึกคักและสนุกสนานเสียเหลือเกิน เป็นบรรยากาศที่ทำให้นึกถึงน้องสาวอย่างกงเหม่ยหนิง นางเองก็เป็นคนที่ทำให้บรรยากาศรอบกายคึกคักเช่นนี้ ใครอยู่ด้วยก็ต้องมีความสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ต่างจากตัวของนางที่เป็นพี่สาว แต่บรรยากาศรอบกายกลับน่าเบื่อหน่าย ไม่มีเรื่องให้หัวเราะ ไม่มีเรื่องให้อารมณ์ดี ทุกครั้งที่เจอคนในจวนพบหน้านางก็มักจะทำหน้าเหมือนเบื่อหน่ายไม่อยากเอ่ยปากสนทนาด้วย
“เสี่ยวหรู บอกคนขับรถม้าแวะร้านขายผ้าก่อนสักหน่อย” หากกลับจวนโดยไม่มีสิ่งใดติดไม้ติดมือกลับจวน เกรงว่าเรื่องที่นางไปแอบซื้อที่ดินมาหลายสิบที่จะหลุดเข้าหูของบิดามารดาเข้าเสียก่อน แม้ว่าคนของนางจะเชื่อใจได้ แต่คนที่ชอบสอดรู้สอดเห็นมันก็มีมากเช่นกัน หากข่าวหลุดไป เกรงว่าจะโดนเรียกไปตำหนิเรื่องใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้เข้าเสียก่อน
“เจ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้อย่างเสี่ยวหรูเองก็ไม่มั่นใจว่าคุณหนูของตนเองจะซื้อที่ดินมีตำหนิพวกนั้นไปทำไม นางเองก็อยากจะห้าม แต่ตนก็เป็นเพียงบ่าว จะให้ไปสั่งสอนเจ้านายก็ไม่ใช่เรื่องที่บ่าวสมควรทำ
รถม้าคันใหญ่จอดลงหน้าร้านขายผ้าร้านใหญ่ประจำเมือง เหม่ยหนานก้าวขาลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง นางไม่สนใจสายตาของชาวบ้านที่สงสัยว่านางเป็นผู้ใด
คนจะไม่รู้จักหน้านางก็ไม่แปลก เพราะตัวนางเองก็ไม่ได้ชอบออกจากบ้าน งานเทศกาลใด ๆ ก็ไม่ออกมาร่วมงาน ชาวบ้านจะไม่รู้จักก็ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด จะมีก็แต่เหล่าคุณหนูจากตระกูลน้อยใหญ่ที่พอจะจำหน้านางได้บ้างก็เท่านั้น แต่พอจะจำหน้าได้ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้จักหรือสนิทสนม ส่วนใหญ่แล้วคุณหนูเหล่านี้ก็จะสนิทสนมกับน้องสาวของนางเสียมากกว่า
“คุณหนูสนใจผ้าแบบไหนเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะให้คนงานพาไปเลือกในห้องรับรองเจ้าค่ะ” หลงจู๊ของร้านรีบออกมาต้อนรับ นางย่อมจำคุณหนูใหญ่จากตระกูลกงผู้นี้ได้ นางช่างเป็นคุณหนูที่ชอบเก็บตัวเอาเสียมาก ๆ
ที่หลงจู๊ร้านผ้าอย่างนางจำคุณหนูท่านนี้ได้ก็เพราะทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงหรืองานสำคัญของราชสำนัก ตระกูลใหญ่ก็มักจะเรียกให้คนในร้านไปตัดชุดให้พวกเขาถึงที่จวน เดิมนางก็ไม่ได้จำใครได้เป็นพิเศษ แต่พอดีเมื่อไม่นานมานี้เรื่องของสองพี่น้องแซ่กงนั้นค่อนข้างจะเป็นที่พูดถึง
ทั้งเรื่องที่น้องสาวไปแอบขึ้นเตียงว่าที่พี่เขย ทั้งเรื่องที่พี่สาวเรียกเอาสินเดิมของน้องสาวถึงครึ่งหนึ่งมาเป็นค่าชดเชย ไหนจะเรื่องล่าสุดที่หลุดออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้อีก ได้ข่าวว่าคุณหนูกงท่านนี้ถึงกับร้องเอาสินสอดที่ฝ่ายชายสัญญาว่าจะมอบที่เหลือให้ในวันแต่งงานมาเป็นของตนทั้งที่งานแต่งมันพังไปแล้วอีกต่างหาก
ใครก็ว่าคุณหนูแซ่กงผู้นี้เป็นลูกพลับนิ่ม ที่ไหนได้ เป็นคนอ่อนนอกแข็งในนี่เอง จิตใจคงจะเข้มแข็งน่าดู ขนาดคนรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบเรื่องของตนเองก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย
“ข้าอยากได้ผ้าไหมหยุนจิ่น ที่ร้านพอจะมีหรือไม่” ผ้าไหมหยุนจิ่นเป็นผ้าที่งดงามติดอันดับหนึ่งในสามของแคว้น นางตั้งใจจะตัดชุดไปร่วมงานมงคลของน้องสาวและอดีตคู่หมั้นสักหน่อย
หลงจู๊ทำท่าทางลังเลเล็กน้อย ผ้าไหมหยุนจิ่นเป็นผ้าที่ฮูหยินและคุณหนูหลายตระกูลต้องการ ในร้านตอนนี้มีอยู่เพียงสองม้วนเท่านั้นที่ยังไม่มีเจ้าของ แต่ก็ยังมีฮูหยินอีกหลายตระกูลที่อยากได้
“มีหรือไม่เจ้าคะ หากไม่มีข้าจะได้ให้บ่าวไปตามหาที่ร้านข้างเคียง” ผ้าไหมหยุนจิ่นนี้ ถ้านางจำไม่ผิด เป็นผ้าชนิดเดียวกับที่กงเหม่ยหนิงใส่ในวันแต่งงาน ชุดแต่งงานของนางถูกจัดขึ้นค่อนข้างกะทันหัน แถมนางยังไม่อายุครบสิบแปดปี จึงยังไม่ได้ปักชุดแต่งงานเตรียมไว้ตามธรรมเนียมที่คุณหนูทุกจวนจะต้องเรียนปักชุดแต่งงานเมื่ออายุเข้าสิบเจ็ดปี
พอพ้นสิบแปดก็พร้อมที่จะแต่งงานพอดี หากมีสัญญาหมั้นหมายก็เริ่มคุยเรื่องงานแต่งได้ทันที หรือหากไม่มีคู่หมั้นคู่หมาย ก็จะได้พร้อมพูดคุยเรื่องแต่งงานยามเมื่อมีแม่สื่อจากจวนต่าง ๆ มาทาบทาม
นางไม่แน่ใจว่าผ้าไหมหยุนจิ่นนี้จะใช่ม้วนเดียวกับที่น้องสาวของนางจะให้คนมาซื้อไปตัดชุดแต่งงานหรือเปล่า แต่ที่นางมีตอนนี้ก็คือเงิน ผ้าไหมแม้จะราคาแพงมาก แต่ก็ไม่นับว่าเสียเปล่า แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ก็เก็บเข้าเป็นสินเดิมของนางได้ในอนาคตอยู่ดี เช่นนั้นแล้วมีเงินก็ซื้อเก็บไว้เสียก็แล้วกัน
สุดท้ายเมื่อเห็นว่าลูกค้าจะไปอุดหนุนร้านอื่น หลงจู๊ก็ยอมเอาผ้าสองม้วนที่เหลือออกมาให้ลูกค้าเลือก นี่ก็ตระกูลกงเช่นเดียวกัน หากต้องเสียลูกค้าจากตระกูลกง ไม่แน่ว่าหน้าที่การงานของนางอาจจะไม่มั่นคงอีกต่อไป
เหม่ยหนานลูบไล้ไปที่ผ้าไหม เนื้อสัมผัสของมันสมกับราคาหลักร้อยตำลึงทอง นางยิ้มน้อย ๆ เมื่อเห็นสีผ้าทั้งสองผืน ผืนหนึ่งสีแดงมงคล อีกผืนก็สีม่วงหายาก นางจึงตัดสินใจจะเอาทั้งสองม้วนเลยทันที
เหม่ยหนานควักเงินเกือบหนึ่งพันเหรียญทองออกมาจ่ายได้โดยหน้าไม่เปลี่ยนสี แม้แต่ฮูหยินบางบ้านยังต้องมีสีหน้าครุ่นคิดหากจะต้องใช้เงินซื้อผ้าไหมราคาแพงขนาดนี้ แต่คุณหนูใหญ่ผู้นี้กลับหน้าไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีด้วยซ้ำ
คุณหนูและฮูหยินหลายคนอยากจะแย่งชิงผ้าไหมหายากผืนนี้ไปเป็นของตัวเอง แต่เมื่อได้ยินราคาก็ได้แต่อ้ำอึ้ง สุดท้ายก็ถูกเหม่ยหนานจ่ายเงินซื้อไปก่อน พวกนางทำได้เพียงแค่เสียดายและอิจฉาตามหลังเท่านั้น เงินมากมายเพียงนั้นไม่ใช่อยากจะควักก็ควักออกมาจ่ายได้ทันที
เรื่องที่กงเหม่ยหนานร่ำรวยถึงกับซื้อผ้าไหมหยุนจิ่งถึงสองม้วนในราคาเกือบพันเหรียญทองดังไปทั่วทั้งตลาด บางคนก็เดาได้ว่าตระกูลกงไม่น่าจะร่ำรวยจนให้บุตรสาวใช้จ่ายเล่นเช่นนี้ได้ นางน่าจะเอาเงินมาจากสินเดิมของน้องสาวที่ไปแย่งมาได้เมื่อไม่นานมานี้ไปขายอย่างแน่นอน
เหม่ยหนานไม่ได้สนใจเรื่องที่คนในจวนจะรู้ว่านางใช้เงินซื้อผ้าไหมราคาแพงพวกนี้ ที่นางไม่อยากให้พวกเขารู้ก็คือเรื่องโฉนดที่ดินเสียมากกว่า การที่นางเข้าไปในสำนักงานที่ดินย่อมต้องมีคนตาดีพบเห็นและอาจจะจำหน้านางได้บ้างก็ได้ เพราะอย่างนั้นไม่สู้ให้นางสร้างข่าวใหญ่มากลบเองจะดีกว่า
แถมคนที่จวนจะได้เข้าใจว่านางไปที่สำนักงานที่ดินเพราะเอาที่ทางไปขาย ไม่ได้ไปซื้อ นี่คือการใช้ข่าวลือกลบข่าวจริงที่หลายตระกูลใหญ่ชอบทำกัน นางก็แค่ทำบ้างเท่านั้น แถมเรื่องนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนใครด้วย
เสี่ยวหรูถึงกับหน้าซีดเมื่อเห็นเจ้านายของตนใช้เงินไปหลายพันหยวนในวันเดียว แต่นางก็เอ่ยสิ่งใดไม่ได้ นอกเสียจากหอบทั้งม้วนผ้าและซองใส่โฉนดที่ดินรุงรังไปหมด
“คุณหนูเจ้าคะ หากนายท่านและฮูหยินรู้เรื่อง” ในทันทีที่รถม้าจอดลงในจวน เสี่ยวหรูก็อดเอ่ยถามไม่ได้ แม้ตอนนี้ข่าวน่าจะยังไม่ถึงหูของฮูหยิน แต่พรุ่งนี้ต้องถึงแน่
“ข้าใช้เงินของตนเอง หาใช่เรื่องผิดไม่ ไปเถอะ เจ้าไม่ต้องสนใจผู้ใดทั้งนั้น หากใครมาถามก็ตอบเพียงเรื่องผ้าเท่านั้น ส่วนเรื่องที่นั่น เจ้าไม่ต้องเอ่ยสิ่งใด ใครถามก็ให้บอกไปว่าไม่รู้เรื่องกับเจ้านาย เข้าใจหรือไม่”
“...เข้าใจเจ้าค่ะคุณหนู”
“เช่นนั้นก็รีบกลับเรือนกันได้แล้ว” สองนายบ่าวรีบตามหลังกันพะรุงพะรัง ทั้งที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่ แต่กลับมีสาวใช้คนสนิทเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ต่างจากคุณหนูรองผู้เป็นน้องสาวที่มีสาวใช้ข้างกายถึงสองคน