LOGINไป๋เสวี่ยใช้เวลาอยู่ภายในมิติจิตหลายวัน ก่อนที่นางจะออกมาจากมิติจิตเมื่อภายนอกหมดเวลาพักแล้ว ดวงต
ไป๋เสวี่ยกะพริบตาลงอย่างใสซื่อราวกระต่ายน้อย เอ่ยเรียกขานหย่งคังเล่อและหวังลู่เจ๋อด้วยถ้อยคำที่สนิทสนมไร้พิษภัยผู้คนที่เคยสัมผัสกับจิตสังหารอันแรงกล้าและรุนแรงของไป๋เสวี่ยมาก่อน ย่อมรู้สึกขนลุกขนพองอย่างห้ามไม่ได้พวกเขามองไม่เห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของไป๋เสวี่ยมาตั้งแต่ตอนนั้น กล่าวว่านางเป็นมังกรในร่างของกระต่ายน้อยจึงจะเหมาะสมในขณะที่กลุ่มคนที่ได้พานพบกับไป๋เสวี่ยเป็นครั้งแรก ก็ถูกภาพลวงกระต่ายน้อยแสนใสซื่อและบอบบางเล่นงาน จนทำให้หลงเชื่อไปเสียแล้วหวังลู่เจ๋อหรี่ตาลง ก่อนจะยกยิ้มออกมาอย่างบางเบา นางหยุดความไม่พอใจของหย่งคังเล่อด้วยคำพูดที่อ่อนหวานอีกทั้งยังแอบแว้งกัดคนแซ่หานเล็กน้อยด้วยคำพูดที่มองออกว่าคนผู้นั้นไม่ชอบ และเพราะภาพลักษณ์ที่ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของนาง จะมีผู้ใดกล้าตั้งคำถามกับนางกันหากทำให้นางร้องไห้ขึ้นมา คนผู้นั้นไม่กลายเป็นโจรใจทราม จนโดนประณามไปเลยหรือ“เสวี่ยเอ๋อร์เด็กดี เป็นข้าเองที่คิดมากเกินไป” หย่งคังเล่อแย้มยิ้ม ก่อนจะหันหน้ากลับมามองคุณชายสกุลหานตามเดิม“วันนี้ต่อหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ ข้าไม่อยากมีปัญห
“หืม? ถึงกับมีเด็กอยู่ในขบวนด้วย น่าแปลกใจยิ่งนัก” บุรุษในชุดขาวพูดต่อ“ไม่เจอกันเสียนาน เจ้า ‘งดงาม’ ขึ้นมากเลยทีเดียว คุณชายหาน” เป็นหย่งคังเล่อที่เป็นฝ่ายตอบกลับไป ไป๋เสวี่ยสังเกตเห็นใบหน้าของคุณชายหานผู้นั้นบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ก่อนจะเหยียดยิ้มที่มุมปากออกมา“เจ้าก็ยังคงมี ‘วาจาคมคายจนน่าหลงใหล’ ไม่เปลี่ยน”“อืมเรื่องนั้นเป็นเพราะความ ‘งดงามของเจ้า’ อย่างไร”ระหว่างที่บุรุษสองคนโต้ตอบกัน ไป๋เสวี่ยก็รับรู้ได้ถึงความกดดันที่แผ่กระจายออกมาจากพวกเขา คำพูดที่ดูคล้ายจะไม่มีสิ่งใด แต่ดูเหมือนว่านั่นจะเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายล้วนไม่ชอบการสนทนาที่ไร้ซึ่งถ้อยคำหยาบคาย แต่ทำให้บาดลึกได้ ไป๋เสวี่ยเองก็ไม่เข้าใจนัก นางเป็นคนบ้านป่า แม้จะรู้กฎของสังคม แต่บางทีสังคมก็ซับซ้อนมากเกินไปจนน่ารำคาญ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปเลย“ความงามของข้าหรือจะสู้ ‘ความรัก’ ของคุณชายหย่งกับคุณชายหวังกัน”“หืม?” ไป๋เสวี่ยหันหน้าไปมองแผ่นหลังของบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของนางเดินทางมาด้วยกันหลายวัน หย่
มีกลุ่มคนมากมายยืนอยู่ที่นี่และทุกคนล้วนแข็งแกร่ง ไม่ต้องให้ผู้ใดมาแนะนำก็รู้ได้ว่าคนทั้งหมดเป็นขุมอำนาจ ไป๋เสวี่ยเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องขุมอำนาจเท่าใดนัก เพราะนางไม่ได้รู้จักผู้ใดเป็นพิเศษแต่คนที่นางเห็นแล้วพอจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้างก็เห็นจะมีเพียงคนผู้เดียว นั่นคือบุตรชายคนโตของเจ้าครองเมืองเมฆา ‘โจวเฟิง’ไป๋เสวี่ยได้พบกับโจวเฟิงครั้งแรกที่ตลาดมืด ตอนนั้นนางมีปัญหากับน้องสาวของเขาโจวซินหรู หลังจากนั้นไป๋เสวี่ยก็ไม่ได้พบคนตระกูลโจวอีก และนางก็ไม่ได้สนใจพวกเขาเห็นเป็นเพียงคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเท่านั้นโจวเฟิงเองก็มองเห็นไป๋เสวี่ยเช่นกัน จะบอกว่าเพราะนางโดดเด่นเป็นอย่างมากก็ได้ ทุกคนย่อมต้องสังเกตเห็นนางอย่างแน่นอนแต่หาใช่เพราะนางดูงดงามเกินไป หรือเป็นเพราะว่าที่แห่งนี้ไร้ซึ่งสตรี เพราะยังมีสตรีจำนวนหนึ่งได้ติดตามมายังพื้นที่แห่งนี้ด้วย เพียงแต่ว่าที่แห่งนี้ไร้ซึ่ง ‘เด็ก’ ต่างหากไป๋เสวี่ยในร่างของเด็กอายุสิบปี ทั้งยังเป็นสตรีที่ดูบอบบางไร้เดียงสา กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้ นี่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
มีส่วนน้อยที่จะรู้อายุที่แท้จริงของไป๋เสวี่ย ไป๋เสวี่ยเองก็ไม่ได้ขัดข้องอันใดเพราะนางได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการเดินทางครั้งนี้แล้วทางเส้นนี้เต็มไปด้วยต้นไม้และสมุนไพรพิษ แน่นอนว่าสัตว์ทั้งหลายต้องไม่อยากจะเข้าใกล้แต่ว่ากลุ่มของไป๋เสวี่ยนั้นกินโอสถสลายพิษเข้าไปแล้ว พิษเหล่านี้จึงทำอันตรายต่อพวกนางไม่ได้ ทางเดินนี้จึงปลอดภัย ประหนึ่งเดินในพรมแดงที่ถูกปูเอาไว้เพื่อพวกเขาโดยเฉพาะมาครั้งนี้ไป๋เสวี่ยไม่ได้พาไปเจอกับผูเถาสีรุ้งและเลี่ยงมาอีกทาง เพราะนางไม่อยากเสียเวลาไปกับสัตว์วิญญาณที่เป็นเจ้าของผูเถาสีรุ้งเนื่องจากไม่รู้ว่าวันแห่งคำทำนายจะมาถึงเมื่อใด ทุกคนจำต้องรีบเดินทางเพื่อไปถึงที่แห่งนั้นให้เร็วที่สุดทั้งยังไม่รู้ว่ามีขุมอำนาจอื่น ๆ ไปถึงตรงจุดนั้นแล้วหรือไม่ ทางเดินไปจุดกึ่งกลางแน่นอนว่าย่อมมีหลายทิศทาง กลุ่มของหย่งคังเล่อเลือกเข้ามาทางทิศเหนือของเมืองเวหา ซึ่งถ้าเลือกทิศเหนือ ทางเดินที่ปลอดภัยย่อมต้องเหลือเพียงแค่ทางนี้ แต่ขุมอำนาจอื่น ๆ ก็อาจจะเลือกทิศทางอื่นก็ได้เช่นกันเมื่อเดินกันมาเรื่อย ๆ พอยิ่งลึกท
“ท่านโอวหยางฉีเล่า”ยามเมื่อทุกคนออกจากการเดินพลังไป๋ซานก็สังเกตเห็นว่าข้างกายของไป๋เสวี่ยไม่มีบุรุษร่างยักษ์ผู้นั้นแล้ว จึงเดินมาถามน้องสาวของตน“กลับไปแล้วเจ้าค่ะ เห็นว่ามีนัดกับสหาย” ไป๋เสวี่ยตอบกลับ“เขาไม่ไปกับพวกเราหรือ”“ไม่ไปเจ้าค่ะ”เมื่อคนตัวเล็กส่ายหน้าไป๋ซานก็มีสีหน้าแปลกใจ เพราะทุกคนต่างก็มุ่งตรงเข้ามาในป่าร้อยอสูรก็เพื่อสัตว์บรรพกาล แล้วเหตุใดโอวหยางฉีจึงไม่ร่วมเดินทางไปกับพวกเขา ไม่ต้องการสัตว์บรรพกาลอย่างนั้นหรือ“ท่านโอวหยางฉีรู้เรื่องสัตว์บรรพกาลหรือไม่” ไป๋ซานถาม“ข้าไม่ได้ถามนะเจ้าคะ พี่ใหญ่สงสัยเรื่องใดอยู่หรือ”“เพียงแค่สงสัยว่าเหตุใดท่านโอวหยางฉีจึงไม่ร่วมเดินทางไปกับพวกเรา เพราะเป้าหมายของพวกเราคือสัตว์บรรพกาล”แม้จะรู้ว่าโอวหยางฉีแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากได้สัตว์บรรพกาลไปไว้ในครอบครอง ก็จะยิ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองได้ไม่ใช่หรือ“ข้าเองก็ไม่รู้ความคิดของคนผู้นั้นเช่นกันเจ้าค่ะ”แต่หากให้พูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว นิสัยของโอวหยางฉีเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากมาก
ไป๋เสวี่ยลืมตาขึ้นมาหลังจากครบกำหนดที่นางตั้งเอาไว้ ดวงตากลมโตกวาดมองไปโดยรอบก่อนเป็นอันดับแรกว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ คนอื่น ๆ กำลังเดินพลังกันอยู่ มีส่วนน้อยที่นอนหลับพักผ่อนและกินอาหารท้องฟ้าตอนนี้มืดครึ้มแล้ว ไป๋เสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเวลายิ่งนัก ไม่รู้ว่าวันแห่งคำทำนายจะมาถึงเมื่อใด หากมาถึงวันนี้วันพรุ่งนี้ อย่างไรก็คงจะเดินทางไปไม่ทันกาลหากให้เสี่ยวหงพาไปป่านนี้คงจะถึงที่นั่นแล้วไป๋เสวี่ยถอนหายใจออกมาเล็กน้อยนางทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะไม่สามารถพาคนทั้งเจ็ดสิบขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวหงได้“ศิษย์รัก!”“ท่านพูดดี ๆ ไม่เป็นหรือ เหตุใดต้องตะโกนเสมอ” ไป๋เสวี่ยหันไปต่อว่าโอวหยางฉี แต่ในตอนที่หันไปมองเขาเต็ม ๆ ตา นางก็สังเกตเห็นซากกระดูกกองโต“ท่านกินหมีวายุไปกี่ตัวกัน?” ถามออกมาด้วยความสงสัย กระดูกเยอะเช่นนี้ไม่ใช่ว่ากินหมดไปสิบตัวหรือ“ข้าไม่ได้นับ ข้ากินจนหมด”“ท่านเป็นหมูรึ เหตุใดจึงกินเยอะเช่นนี้” ไป๋เสวี่ยมองโอวหยางฉีอย่างไม่อยากจะเชื่อ ตอนนี้นางไม่แปลกใจแล้วที่อีกฝ่ายตัวใหญ่ขนาดนี้“เพ้ย! เจ้าว่าอาจารย์เป็นหมูไ







