INICIAR SESIÓN“เฉิงเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว แม่เป็นห่วงแทบแย่”
คำว่า “แม่” ทำให้หลี่หมิงรู้สึกขนลุก
เขาไม่ได้ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆ
เซียวฮูหยินชะงักเล็กน้อย คล้ายไม่คุ้นกับสายตาเช่นนี้ของเขา ปกติคุณชายโง่ผู้นี้เมื่อเห็นนางมักตัวสั่น ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งลึก เย็นเยียบ ราวกับสามารถมองทะลุความคิดคนได้
นางฝืนยิ้ม “เจ้าตกน้ำจนสลบไปทั้งคืน หมอบอกว่าโชคดีมากที่รอดมาได้ ต่อไปอย่าวิ่งเล่นซนอีก เข้าใจหรือไม่”
วิ่งเล่นซน?
ความทรงจำในหัวบอกชัดว่าเขาไม่ได้วิ่งเล่น แต่ถูกคนผลักตกสระ
หลี่หมิงหรือในตอนนี้คือเซียวเฉิงเฟิง กวาดตามองคนรับใช้ในห้อง ทุกคนหลบตา ไม่มีใครกล้าสบตาเขา
เขาเข้าใจทันที เรื่องนี้ทั้งจวนรู้ แต่ไม่มีใครคิดทวงความยุติธรรมให้คนโง่คนหนึ่ง
เซียวเฉิงเฟิงยิ้มบาง ๆ
“ข้าจำได้ว่าไม่ได้วิ่งเล่นซน”
ทั้งห้องเงียบกริบ เซียวฮูหยินมองเขาอย่างตกใจ
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
เซียวเฉิงเฟิงยกมือกุมขมับ แสร้งทำสีหน้าอ่อนแรง
“ปวดหัว จำได้ไม่ชัด บางทีอาจเป็นข้าคิดไปเอง”
เซียวฮูหยินถอนหายใจ แต่แววตากลับวาบขึ้น
“เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่าคิดฟุ้งซ่าน คนอย่างเจ้า คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ” คำพูดนี้หากฟังผ่าน ๆ เหมือนห่วงใย แต่แท้จริงคือการเหยียดหยามอย่างชัดเจน
เซียวเฉิงเฟิงไม่โต้ตอบ เขารู้ดีว่าตอนนี้ตนยังไม่รู้สถานการณ์ทั้งหมด การเปิดศึกทันทีไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก
เซียวฮูหยินหันไปสั่งสาวใช้
“ให้เขาดื่มยา แล้วคืนนี้ส่งข้าวต้มจืดมา อย่าให้ของมัน ของหนัก เดี๋ยวสมองจะยิ่งเสีย”
สาวใช้รับคำ ก่อนออกไป เซียวฮูหยินหันกลับมามองเขาอีกครั้ง แววตาคล้ายกำลังประเมินบางอย่าง
“อีกอย่าง ภรรยาเจ้าทำแจกันหยกในห้องโถงแตก ข้าสั่งให้นางคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ที่ลานหลังเรือน หากเจ้าหายดีแล้วก็ไปดูนางเสียหน่อย สองสามีภรรยาสองคนอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็คงปลอบใจกันได้”
พูดจบ นางก็หัวเราะเบา ๆ แล้วเดินจากไป
เมื่อคนทั้งหมดออกจากห้อง เซียวเฉิงเฟิงค่อย ๆ หลับตา
กู้ฉิงอวิ๋น ภรรยาของเขาเช่นนั้นหรือ
หญิงสาวในความทรงจำมีใบหน้างดงามแต่ดวงตาว่างเปล่า มักก้มหน้า ไม่พูดไม่จา ถูกคนในจวนรังแกเป็นประจำ เจ้าของร่างเดิมเองก็ปกป้องนางไม่ได้ เพราะเขาก็ถูกเรียกว่าโง่ไม่ต่างกัน
เซียวเฉิงเฟิงยกมือแตะขมับ สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คิด ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงิน ไม่มีคนของตัวเอง ยังถูกแม่เลี้ยงควบคุม ส่วนภรรยาก็ถูกทั้งจวนรังแก หากเขายังทำตัวเป็นคนโง่ต่อไป ชีวิตนี้คงจบลงในสระน้ำอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว แต่ถ้าเปลี่ยนเร็วเกินไป ก็จะถูกสงสัย เขาคงต้องค่อย ๆ เดินหมาก
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าในจวนนี้ ใครเป็นคนผลักเจ้าของร่างเดิมตกน้ำ และใครอยากให้เขาตาย
ตกดึก ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างไม้ที่ปิดไม่สนิท เซียวเฉิงเฟิงสวมเสื้อคลุมสีหม่น เดินออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ร่างกายยังอ่อนแรง แต่จิตใจกลับตื่นตัวอย่างยิ่ง
จวนตระกูลเซียวกว้างใหญ่ แต่เงียบเหงา โคมไฟใต้ชายคาสั่นไหวตามแรงลม เงาต้นไผ่ทอดยาวบนพื้นหินราวกับกรงเล็บปีศาจ
เขาเดินตามความทรงจำของร่างเดิมไปยังลานหลังเรือน ยังไม่ทันถึง ก็ได้ยินเสียงสาวใช้ดังขึ้น
“ฮูหยินน้อย ท่านยังคิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลกู้อยู่อีกหรือ แจกันใบนั้นราคาแพงกว่าชีวิตท่านเสียอีก!”
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังเพียะ!
เซียวเฉิงเฟิงหยุดฝีเท้า ดวงตาเย็นเยียบ ใต้แสงโคมสลัว สตรีร่างบางคนหนึ่งล้มอยู่บนพื้น นางสวมชุดสีขาวเก่าซีด ผมดำยาวหลุดลุ่ยเกลี่ยอยู่ข้างแก้ม ใบหน้างดงามซีดเผือด แต่มิได้ร้องไห้ สาวใช้ร่างท้วมยืนเท้าสะเอวมองนางด้วยสีหน้าดูถูก
“พูดสิ! ทำไมไม่พูด เป็นใบ้หรือโง่จนไม่รู้ว่าต้องขอโทษ”
สตรีบนพื้นคือกู้ฉิงอวิ๋น นางคือภรรยาของเขา
นางค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น ฝ่ามือขาวมีรอยถลอก แต่ใบหน้ากลับสงบนิ่งเกินกว่าคนโง่คนหนึ่งควรจะเป็น
สาวใช้เห็นนางนิ่ง ก็โมโหกว่าเดิม ก้าวเข้าไปผลักไหล่นางเต็มแรง
“ยังทำหน้าเซ่อเช่นนี้อยู่อีก!”
กู้ฉิงอวิ๋นเซถอยไปสองก้าว ชนเสาหินด้านหลังจนเกือบล้ม ทว่านางไม่ร้อง ไม่โวยวาย ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองสาวใช้ผู้นั้น กลับกัน นางค่อย ๆ หันไปมองมุมมืดว่างเปล่าข้างกำแพง
ตรงนั้นไม่มีใคร อย่างน้อย ในสายตาของเซียวเฉิงเฟิง ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่กู้ฉิงอวิ๋นกลับมองราวกับเห็นบางสิ่ง ริมฝีปากสีซีดของนางขยับเบา ๆ
ซึ่งเขารู้ว่าตรงนั้นมีบางอย่างที่เขาเองก็เห็นเช่นกัน
กู้ฉิงอวิ๋นมองมุมมืดข้างกำแพง ก่อนพึมพำเบา ๆ
“ข้าสัญญาว่าจะช่วยเจ้า” เสียงของนางเบามาก แต่ในค่ำคืนอันเงียบสงัด เซียวเฉิงเฟิงได้ยินชัดทุกคำ
เขาหรี่ตาลงทันที สาวใช้ยังไม่รู้ตัว นางยกมือขึ้นหมายจะตบกู้ฉิงอวิ๋นอีกครั้ง
ก่อนฝ่ามือนั้นจะตกลงมา เสียงเย็นชาของบุรุษก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เจ้าลองตบนางอีกครั้งสิ”
สาวใช้สะดุ้ง หันกลับมาเห็นเซียวเฉิงเฟิงยืนอยู่ใต้เงาโคม สีหน้าจึงซีดลงเล็กน้อย แต่เมื่อนึกได้ว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงคุณชายโง่ นางก็ฝืนยิ้ม
“คุณชาย ท่านออกมาทำไมเจ้าคะ ฮูหยินน้อยทำผิด บ่าวเพียงสั่งสอนแทนฮูหยินใหญ่เท่านั้นเอง”
เซียวเฉิงเฟิงเดินเข้าไปช้า ๆ
“ตั้งแต่เมื่อใดที่บ่าวมีสิทธิ์สั่งสอนนาย”
สาวใช้ชะงัก กู้ฉิงอวิ๋นเองก็เงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นไม่ว่างเปล่าเลย ลุ่มลึก สงบนิ่ง และคมกริบ ไม่เหมือนคนโง่เลยแม้แต่น้อย
เซียวเฉิงเฟิงมองนาง นางก็มองเขา เพียงชั่วอึดใจเดียว ทั้งสองต่างรู้พร้อมกันว่า อีกฝ่ายกำลังซ่อนบางอย่าง
สาวใช้เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศผิดปกติ จึงรีบก้มหน้า
“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะไปรายงานฮูหยินใหญ่”
“หยุด”
สาวใช้แข็งค้าง
เซียวเฉิงเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
“คุกเข่า”
“คุณชาย?”
“ข้าไม่ชอบพูดซ้ำ” น้ำเสียงนั้นไม่ดัง แต่กลับกดดันจนสาวใช้เข่าอ่อน นางคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่เข้าใจ
เหตุใดคุณชายโง่จึงน่ากลัวเช่นนี้
เซียวเฉิงเฟิงไม่มองนางอีก เขาหันไปหากู้ฉิงอวิ๋น แล้วยื่นมือให้นาง
“ลุกขึ้นได้หรือไม่”
กู้ฉิงอวิ๋นมองมือนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือลงบนฝ่ามือเขา มือของนางเย็นมาก เย็นจนไม่เหมือนคนเป็น
เซียวเฉิงเฟิงประคองนางลุกขึ้น แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะกัน เขากลับรู้สึกถึงความเย็นประหลาดที่แล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กระดูก ไม่ใช่เพียงอากาศหนาว แต่เป็นความเย็นแบบเดียวกับห้องดับจิตในโรงพยาบาล
เขาหันไปมองรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว ลานหลังเรือนยังเงียบสงัด มีเพียงโคมไฟไหวตามลม เงาต้นไผ่ทอดยาวบนกำแพง ไม่มีใครอื่นนอกจากเขา กู้ฉิงอวิ๋นและสาวใช้ที่ยังคุกเข่าตัวสั่นอยู่ แต่ความรู้สึกเมื่อครู่ทำให้เขาแน่ใจว่า มีบางสิ่งอยู่ตรงนี้
กู้ฉิงอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ ปลายนิ้วลูบรอยแผลจาง ๆ ที่ข้อมือ ตลอดแปดปีที่ผ่านมา นางแสร้งโง่ แสร้งพูดช้า แสร้งเชื่อฟัง เพื่อรอวัน หลุดออกจากจวนกู้ หลังจากบิดาสิ้นก็ไม่มีใครให้อาลัยอีก นางไม่สนิทกับมารดาเลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดความอึดอัดขึ้นมา แม้จะไม่ได้โดนทุบตีทำร้ายหรือทารุณกรรม แต่ก็ไร้ซึ่งความรักความผูกพันใด ๆ ให้ต้องคะนึงหา และวันที่รอคอยก็มาถึง วันที่หลี่ซูหรงผู้เป็นมารดาเลี้ยงบอกว่า“ตระกูลเซียวกำลังหาเจ้าสาวให้คุณชาย เจ้าควรดีใจ ที่จะได้แต่งออกไปอยู่ที่นั่น”กู้ฉิงอวิ๋นยังจำได้ ตอนนั้นมารดาเลี้ยงพูดอย่างเย็นชา แต่นางไม่ได้ปฏิเสธ เพราะนั่นไม่ใช่การถูกผลักลงเหว แต่มันคือประตูบานแรกของอิสรภาพ แต่สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจเร็วขึ้น ไม่ใช่การหนีออกจากจวนหากเป็นอาเหลียน สาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน นางเป็นคนเดียว ที่รู้ว่าเจ้านายสาวไม่ได้โง่ คนเดียว ที่รักนางด้วยความจริงใจสามวันก่อนงานแต่ง อาเหลียนกลับมาหานาง ในสภาพวิญญาณเร่ร่อน ทั้งตัวเปื้อนเลือด ใบหน้าซีดขาว มือทั้งสองกุมท้องแน่นอาเหลียนคือสาวใช้ที่นางรัก อีกฝ่ายมีชายที่ดีมาติดพัน นางเห็นว่าชายผู้นั้นเป็นคนดี จึงมอบสัญญาทาส
“ฮูหยินน้อย!” ร่างบางเซถอย ก่อนล้มลงกับพื้น ชุนเหมยหน้าซีด“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจ!” แต่ไม่มีใครเห็นว่าเปลือกตาของกู้ฉิงอวิ๋นเปิดขึ้นเพียงนิดเดียว นางแอบมองซ้าย มองขวา ทุกคนกำลังตกใจดี ติดกับแล้ว …เมื่อคืนที่นางไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ แต่เพราะถ้าเอะอะตั้งแต่เมื่อคืน จะมีเรื่องวุ่นวาย ทำให้นางไม่มีเวลาไปหาบัญชีวันนี้ต่างหาก คือเวลาลงมือล้างแค้น ตั้งแต่นางเข้ามาในจวนแห่ง อีกฝ่ายก็รังแกนางมาโดยตลอด เพียงแค่ไม่กี่วันก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นทำให้นางรู้ว่าคนในจวนแต่ละคน ใครเป็นเช่นไรวันนี้คือวันสะสางวินาทีต่อมา กู้ฉิงอวิ๋นลืมตาพรวดขึ้น ดวงตาเหม่อลอย น้ำเสียงเปลี่ยนไปจนทุกคนขนลุก“ชุนเหมย เจ้าฆ่าข้า”ชุนเหมยหน้าซีด“ใคร! เจ้าเป็นใคร” กู้ฉิงอวิ๋นยิ้มเย็น“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เงินสามร้อยตำลึง ใต้พื้นห้องเจ้า ยังอยู่หรือไม่ เจ้าฆ่าข้าเพื่อปิดปาก เจ้ายักยอกเงินจวน”ชุนเหมยทรุดลงทันที“ไม่! ไม่จริง เจ้าตายไปแล้ว”กู้ฉิงอวิ๋นยิ้มเย็นอีกครั้ง“ไม่เชื่อ ก็ไปขุดดูสิ…”พูดจบ นางก็ล้มพับลงอีกครั้ง ก่อนหลับตา นางแอบเปิดตาดูเล็กน้อย เซียวเฉิงเฟิงอมยิ้ม ก่อนก้าวเข้าไปหาภรรยาในทันที“ฮูหยิ
กู้ฉิงอวิ๋นหลุบตามองมือของเขาที่จับมือของนางเอาไว้ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมานิ่งสงบดังเดิม“ขอบคุณท่านมาก” เสียงของนางเบามาก สุภาพมาก และไร้พิษภัยอย่างยิ่ง แต่เซียวเฉิงเฟิงไม่เชื่อ เขาเคยเจรจากับนักธุรกิจที่ซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้มมานับไม่ถ้วน สตรีตรงหน้าแม้ดูบอบบาง ทว่าสายตากลับนิ่งสงบเกินไป นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นความตายมาแล้วหลายครั้งเขาถามเสียงต่ำ“เมื่อครู่เจ้าพูดกับใคร”กู้ฉิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดำขลับของนางสะท้อนแสงโคมวูบไหว คล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นนางไม่ตอบทันที กลับถามเขากลับเสียงเบา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าตกน้ำ”ลมหยุดพัดไปชั่วขณะ เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงันสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่นึกสงสัยว่าหญิงโง่ทำไมถึงรู้เรื่องราวดีขนาดนี้ แต่นางกลับไม่กล้าเงยหน้า“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนนี้ดึกแล้ว เจ้าเจ็บอยู่ กลับไปพักก่อน”ในลานหลังเรือนอันเย็นเยียบแห่งนี้ นางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องอย่างช้า ๆชายกระโปรงสีขาวเก่าลากผ่านพื้นหิน เห็นชัดว่านางยังเจ็บ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อยเซียวเฉิงเฟิงมองตามนางไป ก่อนที่ประตูห้องจะปิดสนิท เขาได้ยินเสียงนางเอ่ยเบามาก ราว
“เฉิงเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว แม่เป็นห่วงแทบแย่”คำว่า “แม่” ทำให้หลี่หมิงรู้สึกขนลุกเขาไม่ได้ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆเซียวฮูหยินชะงักเล็กน้อย คล้ายไม่คุ้นกับสายตาเช่นนี้ของเขา ปกติคุณชายโง่ผู้นี้เมื่อเห็นนางมักตัวสั่น ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งลึก เย็นเยียบ ราวกับสามารถมองทะลุความคิดคนได้นางฝืนยิ้ม “เจ้าตกน้ำจนสลบไปทั้งคืน หมอบอกว่าโชคดีมากที่รอดมาได้ ต่อไปอย่าวิ่งเล่นซนอีก เข้าใจหรือไม่”วิ่งเล่นซน?ความทรงจำในหัวบอกชัดว่าเขาไม่ได้วิ่งเล่น แต่ถูกคนผลักตกสระหลี่หมิงหรือในตอนนี้คือเซียวเฉิงเฟิง กวาดตามองคนรับใช้ในห้อง ทุกคนหลบตา ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเขาเข้าใจทันที เรื่องนี้ทั้งจวนรู้ แต่ไม่มีใครคิดทวงความยุติธรรมให้คนโง่คนหนึ่งเซียวเฉิงเฟิงยิ้มบาง ๆ“ข้าจำได้ว่าไม่ได้วิ่งเล่นซน”ทั้งห้องเงียบกริบ เซียวฮูหยินมองเขาอย่างตกใจ“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”เซียวเฉิงเฟิงยกมือกุมขมับ แสร้งทำสีหน้าอ่อนแรง“ปวดหัว จำได้ไม่ชัด บางทีอาจเป็นข้าคิดไปเอง”เซียวฮูหยินถอนหายใจ แต่แววตากลับวาบขึ้น“เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่าคิดฟุ้งซ่าน คนอย่างเจ้า คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ” คำพูดนี้หากฟังผ่าน
เสียงแจ้งเตือนอีเมลดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบเจ็ดของคืน หลี่หมิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ดวงตาจะพร่าเลือนจนตัวอักษรตรงหน้าคล้ายจะซ้อนทับกันเป็นเงาดำ เขายกกาแฟเย็นชืดขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ปลายนิ้วข้างขวายังคงเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วสามวันแล้วที่เขานอนรวมกันไม่ถึงห้าชั่วโมง ในฐานะประธานบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลี่หมิงไม่มีสิทธิ์ป่วย ไม่มีสิทธิ์พัก และไม่มีสิทธิ์พลาดบนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารสัญญา รายงานการเงิน แผนควบรวมกิจการ และหน้าจอที่เปิดกราฟมูลค่าหุ้นเรียงกันสามจอ แสงเย็นจากหน้าจอกระทบใบหน้าซีดขาวของชายหนุ่มวัยสามสิบสอง ทำให้เขาดูคล้ายคนไร้ชีวิตมากกว่าคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือเลขาฯ ส่วนตัวหลี่หมิงกดรับสาย เสียงปลายสายรีบร้อนดังขึ้นทันที“ประธานหลี่ คณะกรรมการฝั่งอเมริกาต้องการแก้ตัวเลขประมาณการกำไรไตรมาสหน้า อีกอย่าง ฝ่ายกฎหมายบอกว่าเอกสารฉบับสุดท้ายต้องส่งภายในเจ็ดโมงเช้าค่ะ”เขาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนตอบเสียงเรียบ“ส่งไฟล์ทั้งหมดมาให้ผม”“แต่ประธานหลี่ คุณยังไม่ได้นอนเลยนะคะ”“ส่งมา”ปลายสายเงียบไปครู่หน







