LOGINกู้ฉิงอวิ๋นหลุบตามองมือของเขาที่จับมือของนางเอาไว้ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมานิ่งสงบดังเดิม
“ขอบคุณท่านมาก” เสียงของนางเบามาก สุภาพมาก และไร้พิษภัยอย่างยิ่ง แต่เซียวเฉิงเฟิงไม่เชื่อ เขาเคยเจรจากับนักธุรกิจที่ซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้มมานับไม่ถ้วน สตรีตรงหน้าแม้ดูบอบบาง ทว่าสายตากลับนิ่งสงบเกินไป นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นความตายมาแล้วหลายครั้ง
เขาถามเสียงต่ำ
“เมื่อครู่เจ้าพูดกับใคร”
กู้ฉิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดำขลับของนางสะท้อนแสงโคมวูบไหว คล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น
นางไม่ตอบทันที กลับถามเขากลับเสียงเบา
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าตกน้ำ”
ลมหยุดพัดไปชั่วขณะ เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงัน
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่นึกสงสัยว่าหญิงโง่ทำไมถึงรู้เรื่องราวดีขนาดนี้ แต่นางกลับไม่กล้าเงยหน้า
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนนี้ดึกแล้ว เจ้าเจ็บอยู่ กลับไปพักก่อน”
ในลานหลังเรือนอันเย็นเยียบแห่งนี้ นางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องอย่างช้า ๆ
ชายกระโปรงสีขาวเก่าลากผ่านพื้นหิน เห็นชัดว่านางยังเจ็บ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
เซียวเฉิงเฟิงมองตามนางไป ก่อนที่ประตูห้องจะปิดสนิท เขาได้ยินเสียงนางเอ่ยเบามาก ราวกับพูดกับใครบางคนในความมืด
“ข้ารู้แล้ว ต่อไปจะปกป้องตัวเอง ไม่ให้ใครรังแกอีก”
ประตูปิดลง เซียวเฉิงเฟิงยืนนิ่งอยู่ในลานหลังเรือน ลมเย็นพัดผ่านชายเสื้อ เขาหลุบตาลงมองปลายนิ้วของตนเองที่ยังเหลือความเย็นจากมือของนาง ภรรยาโง่ที่ทั้งจวนดูถูก สตรีที่ถูกผลักล้มแล้วยังไม่ร้องไห้ สตรีที่พูดกับความว่างเปล่า
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย โลกใหม่นี้ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าที่คิด แต่ก็น่าสนใจกว่าที่คิดเช่นกัน
ในจวนตระกูลเซียวแห่งนี้ ทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนโง่ที่เพิ่งรอดตาย ทุกคนคิดว่านางเป็นฮูหยินโง่ที่ถูกรังแกได้ตามใจ แต่ค่ำคืนนี้ เซียวเฉิงเฟิงรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป เขาจะปกป้องนางเอง
เขาอยากปกป้องนางอย่างที่สุด ไม่ใช่เพราะนางเป็นภรรยาของเขา แต่เพราะนางมีชะตากรรมไม่ต่างจากเขา อย่างน้อยในจวนนรกแห่งนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
ค่ำคืนในจวนตระกูลเซียวเงียบงัน แสงจันทร์สีเงินทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นแนวยาวบนพื้นห้อง เรือนหลังเล็กที่ถูกคนทั้งจวนเรียกว่าเรือนคนโง่ เงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจบนเตียงไม้เก่า ๆ
เซียวเฉิงเฟิงนอนนิ่ง หลับตาสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับกำลังหลับลึก แต่ความจริง เขาไม่ได้หลับหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนในลานหลังเรือน ความสนใจทั้งหมดของเขากลับไม่ได้อยู่กับคนที่ผลักเจ้าของร่างเดิมตกน้ำอีกต่อไป แต่กลับอยู่ที่ภรรยาของเขา กู้ฉิงอวิ๋น หญิงที่คนทั้งจวนเรียกว่าฮูหยินโง่
คืนนี้เขาจึงตั้งใจแกล้งหลับ เพื่อดูว่านางกำลังซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่ ภายในห้องเงียบสนิท ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงผ้าไหมเสียดสีกันเบา ๆ ก็ดังขึ้นเซียวเฉิงเฟิงยังคงนอนนิ่ง ผ่านแนวขนตา
เขาเห็นร่างบางลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ กู้ฉิงอวิ๋นเดินไปยังโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง นางไม่ได้จุดโคมเพิ่ม ไม่ได้ทำเสียงแม้แต่น้อย แต่กลับหยิบธูปสามดอกออกมาจากลิ้นชักอย่างชำนาญเปลวไฟเล็ก ๆ จากหินเหล็กไฟสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ กลิ่นธูปหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เซียวเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว หญิงที่ทั้งวันถูกคนรังแกจนแทบยืนไม่ไหว กลับลุกขึ้นมาทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ธรรมดาจริง ๆ
กู้ฉิงอวิ๋นปักธูปลงในกระถางดิน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ออกมาได้แล้ว”
ทันใดนั้น ลมเย็นพัดวูบเข้ามาในห้อง เปลวเทียนสั่นไหว อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างประหลาด ปลายนิ้วของเขากลับเย็นเฉียบ เงาสีขาวโปร่งใสค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าโต๊ะ เป็นหญิงสาววัยราวสิบเจ็ดปี ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำ ชุดสาวใช้เก่า ๆ เปื้อนเลือดแห้งกรังนางคือเสี่ยวชุ่ย
“ฮูหยินน้อย” เสียงของนางเบาราวกับดังมาจากก้นบ่อน้ำ แต่กู้ฉิงอวิ๋นกลับหาวเบา ๆ ก่อนหยิบกาน้ำชาขึ้นรินให้ตัวเอง
“ถ้าจะโผล่มาหาข้ารอบหน้า” นางจิบชาอย่างสบายอารมณ์
“ช่วยโผล่ดี ๆ หน่อย”
เสี่ยวชุ่ยกะพริบตา
“เจ้าคะ?” กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจ
“เมื่อคืนเจ้าดันโผล่จากใต้เตียง ข้าเกือบเตะเจ้าไปอีกรอบ”
“…” เซียวเฉิงเฟิงเกือบหลุดหัวเราะหญิงผู้นี้ คุยกับผีเหมือนคุยกับเด็กข้างบ้าน กู้ฉิงอวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามตรงประเด็น
“ว่ามา บัญชีลับอยู่ที่ใด”
เสี่ยวชุ่ยรีบตอบทันที
“เรือนตะวันออกเจ้าค่ะ ใต้ชั้นหนังสือช่องล่างสุด”
“คนที่ยักยอกเงิน?”
“ชุนเหมยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของวิญญาณเริ่มสั่น
“ข้าจับได้ว่านางขโมยเงิน นางเลยผลักข้าตกบ่อน้ำ” น้ำตาเลือดค่อย ๆ ไหลลงมาจากดวงตาของเสี่ยวชุ่ย ห้องทั้งห้องเงียบลง
เซียวเฉิงเฟิงที่แกล้งหลับอยู่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางไม่ได้เพียงเห็นผี แต่นางกำลังสืบเรื่องในจวน
กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ
“ร้องไห้พอหรือยัง”
เสี่ยวชุ่ยสะอื้น
“พอ…พอแล้วเจ้าค่ะ…”
“ดี” นางยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เจ้า” วิญญาณสาวใช้เบิกตากว้าง
“จริงหรือเจ้าคะ!”
“อืม...” กู้ฉิงอวิ๋นพยักหน้า ก่อนหันกลับมามองเตียง ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย
“ส่วนคนบางคน” ริมฝีปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ
“แกล้งหลับไม่เนียนเลย” เซียวเฉิงเฟิงนิ่ง แต่ยังไม่ขยับ
กู้ฉิงอวิ๋นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในใจอดคิดไม่ได้ คนผู้นี้เปลี่ยนไปจริง ๆ สายตา ท่าทาง วิธีเดิน แม้แต่วิธีมองคน ไม่เหลือเค้าของเซียวเฉิงเฟิงคนเดิมแม้แต่น้อย แต่นางไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้บัญชีลับสำคัญกว่า ถ้าช้าแม้เพียงวันเดียว หลักฐานอาจหายไป
กู้ฉิงอวิ๋นหันกลับไปมองเสี่ยวชุ่ย
“คืนนี้พอแค่นี้ ไปหลอกคนอื่นเล่นได้แล้ว”
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารัว ๆ ก่อนอุทานออกมา
“ไม่ ฮูหยินข้าไม่ใช่ผีชั่วร้ายเช่นนั้น ถึงจะไปหลอกคนอื่นเล่น”
“ล้อเล้น” กู้ฉิงอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยกล่าวหา ก่อนหายวับไปพร้อมสายลมเย็น
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ภรรยาของเขา ทั้งตลก ทั้งฉลาด และอันตรายกว่าที่คิด
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน แต่ในจวนเซียว มีคนบางคนกำลังเดินเข้าสู่หายนะโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา ลานอาหารของเรือนใหญ่ ชุนเหมยยืนกอดอก มองกู้ฉิงอวิ๋นด้วยสายตาดูถูก
“ฮูหยินน้อย ชงชาแค่นี้ยังทำหกอีกหรือ” พูดจบ นางก็ผลักไหล่กู้ฉิงอวิ๋นเต็มแรง
ปึก!
หน้าผากของกู้ฉิงอวิ๋นกระแทกมุมโต๊ะไม้ เสียงดังจนคนทั้งลานสะดุ้ง
“อุแว้!” ทั้งจวนเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงดีใจจะดังขึ้นพร้อมกัน เซียวซิงเฉินตาโตทันที“น้อง น้องคลอดแล้ว เย่!”ประตูห้องเปิดออก ชิงเอ๋อร์ยิ้มกว้าง“ฮูหยินคลอดปลอดภัยเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูน้อย!”“น้องสาว!” เซียวซิงเฉินกระโดดตัวลอย ก่อนรีบวิ่งเข้าไปในห้องทันทีบนเตียง กู้ฉิงอวิ๋นอุ้มทารกตัวเล็กไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของเด็กน้อยแดงระเรื่อ น่ารักราวกับหยกแกะสลักเซียวเฉิงเฟิงนั่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาอ่อนโยนอย่างที่สุด เซียวซิงเฉินค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ก่อนมองน้องสาวตาไม่กะพริบ“น้องตัวเล็กมาก”กู้ฉิงอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ“เจ้าชอบน้องหรือไม่”เด็กน้อยพยักหน้าแรง ๆ ทันที“ชอบ ข้าจะปกป้องน้องเอง ข้ารักน้อง”เซียวเฉิงเฟิงยกมือขึ้นลูบศีรษะลูกชาย ก่อนหันมองภรรยาและลูกสาวในอ้อมแขน สายตานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ไม่อาจซ่อนหลังผ่านพายุเลือดมาทั้งชีวิต ในที่สุดสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด ก็ไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ชื่อเสียง แต่คือการได้เฝ้ามองคนที่รัก หัวเราะอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ตลอดไปยามบ่าย… แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านม่านไม้ไผ่เข้ามาภายในเรือนใหญ่ กลิ่นหอมของขนมถั่วแดงลอยอบอวลไปทั่วห้องบนเตียงนุ่มกลางห้อง เด็กน้อยตัวจิ๋วกำลังน
“ล้ม” กู้ฉิงอวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านข้างอดหัวเราะไม่ได้“ลูกเหมือนท่านไม่มีผิด”เซียวเฉิงเฟิงหันไปมองภรรยา ก่อนยกมุมปาก“เจ้าแน่ใจ?” กู้ฉิงอวิ๋นถลึงตาใส่เขา“แน่นอน ซุ่มซ่ามเหมือนท่าน จำได้ไหมเมื่อหลายปีก่อน ตอนเจอนักฆ่า ท่านทำหน้าตาเหลอหลาได้ตลกมาก” เซียวเฉิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ เมื่อโดนภรรยาล้อ ก่อนลูบศีรษะลูกชาย จากนั้นน้ำเสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด“ซิงเฉิน”เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมอง“ขอรับท่านพ่อ”เซียวเฉิงเฟิงมองลูกชายด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนถามช้า ๆ“เจ้าอยากมีน้องหรือไม่” ดวงตาของเซียวซิงเฉินพลันเบิกกว้างทันที“น้อง อยากมีขอรับ อยากมีมาก ถ้ามีน้อง ข้าจะสอนน้องอ่านหนังสือ จะสอนน้องคิดบัญชี จะสอนน้องทำขนมด้วย สอนทำของกินอร่อย ๆ และข้าซึ่งเป็นพี่ชายคนโต จะปกป้องน้องเอง” ยิ่งพูด เด็กน้อยยิ่งตื่นเต้นจนแก้มแดงเซียวเฉิงเฟิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปมองภรรยา สายตานั้นชัดเจนยิ่งนักกู้ฉิงอวิ๋นมองเขา ก่อนหรี่ตาลง แล้วทำหน้าหมั่นไส้อย่างชัดเจน“ใต้เท้าเซียว ท่านนี่นะ” เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปาก“แล้วคำตอบเล่า” กู้ฉิงอวิ๋นมองพ่อลูกตรงหน้า ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้นอย่างอ่อนโยน“ได้สิ ตอนนี้ก็มีแล้ว ดีใจไหม” เซ
“นายอำเภอเซียว หน้าท่านซีดยิ่งกว่าข้าอีก” แม้ในเวลานั้น เซียวเฉิงเฟิงก็ยังหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาก้มลงจูบหน้าผากนางเบา ๆ“ข้ายอมถูกแทงสิบครั้ง ยังง่ายกว่าดูเจ้าเจ็บหนึ่งครั้ง” ดวงตาของกู้ฉิงอวิ๋นสั่นไหวทันที มือเขาซับเหงื่อให้นางอย่างอ่อนโยน ส่งสายตาเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลาแทบไม่กะพริบตากู้ฉิงอวิ๋นกัดผ้าที่ม่อหลันส่งให้เบาๆ ตอนเบ่งคลอดจะได้ไม่กัดปากตัวเองเวลาผ่านไปอีกกว่าหนึ่งชั่วยาม ทันใดนั้น เสียงร้องเล็ก ๆ ก็ดังขึ้น“อุแว้!”ทั่วทั้งจวนเงียบลงชั่วขณะ ก่อนเสียงร้องยินดีจะดังขึ้นพร้อมกัน“คลอดแล้ว!”“คลอดแล้ว!”น้ำตาของกู้ฉิงอวิ๋นไหลริน เซียวเฉิงเฟิงเองก็น้ำตาไหลด้วยความดีใจเขามองทารกตัวเล็กในอ้อมแขนของม่อหลันด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนเสียงของม่อหลันจะดังขึ้น“ใต้เท้า นายหญิงให้กำเนิดบุตรชายเจ้าค่ะ”เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงันไป จากนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ทั้งน้ำตา“ลูกชาย ข้ามีลูกชายแล้ว ขอบใจเจ้ามากฉิงอวิ๋น เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เขาเอ่ยถามภรรยาอย่างห่วงใย และรีบรับลูกชายมาอุ้มทันทีท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ นั้น ทำให้หลายคนอมยิ้ม เป็นท่าทีที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เด็กน้อยตัวเล็กแดงเถือก แก้มแดง ดวงตายั
ภายในท้องพระโรง ขุนนางนับร้อยเรียงแถวสองฝั่ง บรรยากาศเงียบกริบด้านหน้าสุด… ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยืนอยู่ในชุดสีดำทองอย่างสง่างามส่วนด้านหน้าคือ เซียวเฉิงเฟิง กู้ฉิงอวิ๋นวันนี้กู้ฉิงอวิ๋นสวมชุดสีแดงเข้มปักดิ้นทองอย่างเรียบง่าย ใบหน้างดงามสงบนิ่ง แต่ทันทีที่นางก้าวออกมา สายตาของขุนนางทั้งท้องพระโรงกลับเปลี่ยนไป ไม่มีใครกล้ามองนางเป็นหญิงโง่อีกแล้วหญิงผู้นี้ คือคนที่ช่วยองค์ชายสามลากฮองเฮาลงจากบัลลังก์ คือคนที่ช่วยสามีเปิดโปงคดีสะเทือนแผ่นดิน และคือคนที่ช่วยชีวิตอดีตฮ่องเต้เอาไว้“กู้ฉิงอวิ๋น”นางก้าวออกมา ก่อนคุกเข่าลง“หม่อมฉันอยู่นี่เพคะ”ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ“ที่ผ่านมา คนทั้งเมืองหลวงเรียกเจ้าว่าหญิงโง่ แม้แต่ราชสำนักเอง ก็เคยดูแคลนเจ้า”ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบกริบ“แต่ครั้งนี้ เจ้ากลับช่วยชีวิตเสด็จพ่อเอาไว้ ช่วยประชาชน เปิดโปงคนชั่ว และรักษาแผ่นดินเอาไว้”น้ำเสียงของฮ่องเต้หนักแน่นขึ้น“ความดีความชอบเช่นนี้ สมควรได้รับรางวัล”ขันทีหลวงรีบคลี่ราชโองการสีทองออก“รับพระราชโองการ กู้ฉิงอวิ๋น มีสติปัญญา กล้าหาญ มีเมตตาต่อประชาชน ช่วยเหลือราชสำนัก เปิดโปงกบฏ มีคุณูป
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ดวงตาขององค์ชายสามสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เขารีบก้าวลงจากแท่น ก่อนดึงเซียวเฉิงเฟิงให้ลุกขึ้นด้วยตัวเอง“น้องร่วมสาบานของข้า ข้าจะทำหน้าที่รัชทายาทให้ดีที่สุด” เซียวเฉิงเฟิงยิ้มอย่างจริงใจ“เช่นนั้น อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง กระหม่อมจะเอาใจช่วยเสด็จพี่” องค์ชายสามหัวเราะเบา ๆด้านหลังกู้ฉิงอวิ๋น มองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มือหนึ่งลูบหน้าท้องของตนเองเบา ๆในขณะนั้นเอง สายลมอ่อนพัดผ่านท้องพระโรง ปอยผมของนางพลิ้วไหว และในเสี้ยววินาที นางเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างนางรู้ว่าแผ่นดินนี้ กำลังเข้าสู่ยุคใหม่แล้วเสียงระฆังไว้ทุกข์ดังสะเทือนไปทั่วเมืองหลวง หลังจากแต่งตั้งรัชทายาทหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้งทั่วทั้งวังหลวงตกอยู่ในความเงียบงัน ข่าวที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด แพร่กระจายไปทั่วใต้หล้าในเวลาเพียงครึ่งวันฮ่องเต้สวรรคตกะทันหัน ภายในท้องพระโรง เหล่าขุนนางนับร้อยคุกเข่าแน่นขนัด เสียงสะอื้นดังแว่วไปทั่วตำหนักด้านหน้าสุดคือองค์ชายสาม ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำ ราวกับผ่านการร้องไห้มาทั้งคืน ด้านข้างคือเซียวเฉิงเฟิง กู้ฉิงอวิ๋น ทั้งสองเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ขันทีหลวงคุกเข่า
เพราะเหตุการณ์เดินไปในทิศทางอีกแบบ จึงใช้แผนนี้ไม่ได้กู้ฉิงอวิ๋นนั่งพิงอกเซียวเฉิงเฟิง มือหนึ่งลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบ“ท่านว่าเขาจะเป็นเด็กเช่นไร” เซียวเฉิงเฟิงก้มลงจูบหน้าผากนางเบา ๆ“เป็นลูกของเจ้า ย่อมต้องซน” นางถลึงตาใส่เขา“เป็นลูกของท่านต่างหาก และคงเจ้าเล่ห์เหมือนท่าน” เขาหัวเราะเบา ๆ กอดนางแน่นขึ้น“ซนก็ได้ เจ้าเล่ห์ก็ได้ ขอเพียงเขาปลอดภัยก็พอ”กู้ฉิงอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ นอกหน้าต่าง พระจันทร์ส่องสว่างเหนืออำเภอชิงเหอ หลังผ่านเลือด น้ำตา และความตายมานับไม่ถ้วน ในที่สุด ชีวิตใหม่ของพวกเขาก็กำลังเริ่มต้นขึ้นคืนนั้น ทั่วทั้งชิงเหอเงียบสงัด แสงจันทร์สีเงินสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาภายในห้องนอน กลิ่นดอกเหมยลอยอ่อน ๆ ตามสายลมยามดึกบนเตียงไม้แกะสลัก เซียวเฉิงเฟิงนอนกอดภรรยาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม มือใหญ่ของเขาวางอยู่บนหน้าท้องของกู้ฉิงอวิ๋นแม้หน้าท้องของกู้ฉิงอวิ๋นยังไม่นูนชัด แต่สำหรับเขา ตรงนั้นคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตกู้ฉิงอวิ๋นซุกตัวแนบอกสามี ฟังเสียงหัวใจของเขาเต้นช้า ๆ สม่ำเสมอ ไม่นาน ทั้งสองก็ค่อย ๆ หลับไปพร้อมกัน แต่ในวินาทีที่สติเลือนหาย ทั้งสองกลับรู้สึกเหมือนร่างกายเบ
เสียงแจ้งเตือนอีเมลดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบเจ็ดของคืน หลี่หมิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ดวงตาจะพร่าเลือนจนตัวอักษรตรงหน้าคล้ายจะซ้อนทับกันเป็นเงาดำ เขายกกาแฟเย็นชืดขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ปลายนิ้วข้างขวายังคงเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วสามวันแล้วที่เขานอนรวมกันไม่ถึงห้าชั่วโมง ในฐานะประธานบริษั
กู้ฉิงอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ ปลายนิ้วลูบรอยแผลจาง ๆ ที่ข้อมือ ตลอดแปดปีที่ผ่านมา นางแสร้งโง่ แสร้งพูดช้า แสร้งเชื่อฟัง เพื่อรอวัน หลุดออกจากจวนกู้ หลังจากบิดาสิ้นก็ไม่มีใครให้อาลัยอีก นางไม่สนิทกับมารดาเลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดความอึดอัดขึ้นมา แม้จะไม่ได้โดนทุบตีทำร้ายหรือทารุณกรรม แต่ก็ไร้ซึ่ง
“ฮูหยินน้อย!” ร่างบางเซถอย ก่อนล้มลงกับพื้น ชุนเหมยหน้าซีด“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจ!” แต่ไม่มีใครเห็นว่าเปลือกตาของกู้ฉิงอวิ๋นเปิดขึ้นเพียงนิดเดียว นางแอบมองซ้าย มองขวา ทุกคนกำลังตกใจดี ติดกับแล้ว …เมื่อคืนที่นางไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ แต่เพราะถ้าเอะอะตั้งแต่เมื่อคืน จะมีเรื่องวุ่นวาย ทำให้นาง
“เฉิงเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว แม่เป็นห่วงแทบแย่”คำว่า “แม่” ทำให้หลี่หมิงรู้สึกขนลุกเขาไม่ได้ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆเซียวฮูหยินชะงักเล็กน้อย คล้ายไม่คุ้นกับสายตาเช่นนี้ของเขา ปกติคุณชายโง่ผู้นี้เมื่อเห็นนางมักตัวสั่น ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งลึก เย็นเยียบ ราวกับสามารถมอง







