ログインกู้ฉิงอวิ๋นหลุบตามองมือของเขาที่จับมือของนางเอาไว้ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมานิ่งสงบดังเดิม
“ขอบคุณท่านมาก” เสียงของนางเบามาก สุภาพมาก และไร้พิษภัยอย่างยิ่ง แต่เซียวเฉิงเฟิงไม่เชื่อ เขาเคยเจรจากับนักธุรกิจที่ซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้มมานับไม่ถ้วน สตรีตรงหน้าแม้ดูบอบบาง ทว่าสายตากลับนิ่งสงบเกินไป นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นความตายมาแล้วหลายครั้ง
เขาถามเสียงต่ำ
“เมื่อครู่เจ้าพูดกับใคร”
กู้ฉิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดำขลับของนางสะท้อนแสงโคมวูบไหว คล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น
นางไม่ตอบทันที กลับถามเขากลับเสียงเบา
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าตกน้ำ”
ลมหยุดพัดไปชั่วขณะ เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงัน
สาวใช้ที่คุกเข่าอยู่นึกสงสัยว่าหญิงโง่ทำไมถึงรู้เรื่องราวดีขนาดนี้ แต่นางกลับไม่กล้าเงยหน้า
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนนี้ดึกแล้ว เจ้าเจ็บอยู่ กลับไปพักก่อน”
ในลานหลังเรือนอันเย็นเยียบแห่งนี้ นางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องอย่างช้า ๆ
ชายกระโปรงสีขาวเก่าลากผ่านพื้นหิน เห็นชัดว่านางยังเจ็บ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
เซียวเฉิงเฟิงมองตามนางไป ก่อนที่ประตูห้องจะปิดสนิท เขาได้ยินเสียงนางเอ่ยเบามาก ราวกับพูดกับใครบางคนในความมืด
“ข้ารู้แล้ว ต่อไปจะปกป้องตัวเอง ไม่ให้ใครรังแกอีก”
ประตูปิดลง เซียวเฉิงเฟิงยืนนิ่งอยู่ในลานหลังเรือน ลมเย็นพัดผ่านชายเสื้อ เขาหลุบตาลงมองปลายนิ้วของตนเองที่ยังเหลือความเย็นจากมือของนาง ภรรยาโง่ที่ทั้งจวนดูถูก สตรีที่ถูกผลักล้มแล้วยังไม่ร้องไห้ สตรีที่พูดกับความว่างเปล่า
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย โลกใหม่นี้ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าที่คิด แต่ก็น่าสนใจกว่าที่คิดเช่นกัน
ในจวนตระกูลเซียวแห่งนี้ ทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนโง่ที่เพิ่งรอดตาย ทุกคนคิดว่านางเป็นฮูหยินโง่ที่ถูกรังแกได้ตามใจ แต่ค่ำคืนนี้ เซียวเฉิงเฟิงรู้แล้วว่าต่อจากนี้ไป เขาจะปกป้องนางเอง
เขาอยากปกป้องนางอย่างที่สุด ไม่ใช่เพราะนางเป็นภรรยาของเขา แต่เพราะนางมีชะตากรรมไม่ต่างจากเขา อย่างน้อยในจวนนรกแห่งนี้ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ต่อสู้อยู่เพียงลำพัง
ค่ำคืนในจวนตระกูลเซียวเงียบงัน แสงจันทร์สีเงินทอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาเป็นแนวยาวบนพื้นห้อง เรือนหลังเล็กที่ถูกคนทั้งจวนเรียกว่าเรือนคนโง่ เงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจบนเตียงไม้เก่า ๆ
เซียวเฉิงเฟิงนอนนิ่ง หลับตาสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอราวกับกำลังหลับลึก แต่ความจริง เขาไม่ได้หลับหลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนในลานหลังเรือน ความสนใจทั้งหมดของเขากลับไม่ได้อยู่กับคนที่ผลักเจ้าของร่างเดิมตกน้ำอีกต่อไป แต่กลับอยู่ที่ภรรยาของเขา กู้ฉิงอวิ๋น หญิงที่คนทั้งจวนเรียกว่าฮูหยินโง่
คืนนี้เขาจึงตั้งใจแกล้งหลับ เพื่อดูว่านางกำลังซ่อนอะไรไว้อยู่กันแน่ ภายในห้องเงียบสนิท ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงผ้าไหมเสียดสีกันเบา ๆ ก็ดังขึ้นเซียวเฉิงเฟิงยังคงนอนนิ่ง ผ่านแนวขนตา
เขาเห็นร่างบางลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ กู้ฉิงอวิ๋นเดินไปยังโต๊ะไม้ริมหน้าต่าง นางไม่ได้จุดโคมเพิ่ม ไม่ได้ทำเสียงแม้แต่น้อย แต่กลับหยิบธูปสามดอกออกมาจากลิ้นชักอย่างชำนาญเปลวไฟเล็ก ๆ จากหินเหล็กไฟสว่างวาบขึ้นชั่วครู่ กลิ่นธูปหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลไปทั่วห้อง
เซียวเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว หญิงที่ทั้งวันถูกคนรังแกจนแทบยืนไม่ไหว กลับลุกขึ้นมาทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ธรรมดาจริง ๆ
กู้ฉิงอวิ๋นปักธูปลงในกระถางดิน ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ออกมาได้แล้ว”
ทันใดนั้น ลมเย็นพัดวูบเข้ามาในห้อง เปลวเทียนสั่นไหว อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างประหลาด ปลายนิ้วของเขากลับเย็นเฉียบ เงาสีขาวโปร่งใสค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าโต๊ะ เป็นหญิงสาววัยราวสิบเจ็ดปี ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแดงช้ำ ชุดสาวใช้เก่า ๆ เปื้อนเลือดแห้งกรังนางคือเสี่ยวชุ่ย
“ฮูหยินน้อย” เสียงของนางเบาราวกับดังมาจากก้นบ่อน้ำ แต่กู้ฉิงอวิ๋นกลับหาวเบา ๆ ก่อนหยิบกาน้ำชาขึ้นรินให้ตัวเอง
“ถ้าจะโผล่มาหาข้ารอบหน้า” นางจิบชาอย่างสบายอารมณ์
“ช่วยโผล่ดี ๆ หน่อย”
เสี่ยวชุ่ยกะพริบตา
“เจ้าคะ?” กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจ
“เมื่อคืนเจ้าดันโผล่จากใต้เตียง ข้าเกือบเตะเจ้าไปอีกรอบ”
“…” เซียวเฉิงเฟิงเกือบหลุดหัวเราะหญิงผู้นี้ คุยกับผีเหมือนคุยกับเด็กข้างบ้าน กู้ฉิงอวิ๋นยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามตรงประเด็น
“ว่ามา บัญชีลับอยู่ที่ใด”
เสี่ยวชุ่ยรีบตอบทันที
“เรือนตะวันออกเจ้าค่ะ ใต้ชั้นหนังสือช่องล่างสุด”
“คนที่ยักยอกเงิน?”
“ชุนเหมยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงของวิญญาณเริ่มสั่น
“ข้าจับได้ว่านางขโมยเงิน นางเลยผลักข้าตกบ่อน้ำ” น้ำตาเลือดค่อย ๆ ไหลลงมาจากดวงตาของเสี่ยวชุ่ย ห้องทั้งห้องเงียบลง
เซียวเฉิงเฟิงที่แกล้งหลับอยู่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางไม่ได้เพียงเห็นผี แต่นางกำลังสืบเรื่องในจวน
กู้ฉิงอวิ๋นถอนหายใจเบา ๆ
“ร้องไห้พอหรือยัง”
เสี่ยวชุ่ยสะอื้น
“พอ…พอแล้วเจ้าค่ะ…”
“ดี” นางยกถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง
“พรุ่งนี้ข้าจะทวงความยุติธรรมให้เจ้า” วิญญาณสาวใช้เบิกตากว้าง
“จริงหรือเจ้าคะ!”
“อืม...” กู้ฉิงอวิ๋นพยักหน้า ก่อนหันกลับมามองเตียง ดวงตาคู่งามหรี่ลงเล็กน้อย
“ส่วนคนบางคน” ริมฝีปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ
“แกล้งหลับไม่เนียนเลย” เซียวเฉิงเฟิงนิ่ง แต่ยังไม่ขยับ
กู้ฉิงอวิ๋นมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ในใจอดคิดไม่ได้ คนผู้นี้เปลี่ยนไปจริง ๆ สายตา ท่าทาง วิธีเดิน แม้แต่วิธีมองคน ไม่เหลือเค้าของเซียวเฉิงเฟิงคนเดิมแม้แต่น้อย แต่นางไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้น ตอนนี้บัญชีลับสำคัญกว่า ถ้าช้าแม้เพียงวันเดียว หลักฐานอาจหายไป
กู้ฉิงอวิ๋นหันกลับไปมองเสี่ยวชุ่ย
“คืนนี้พอแค่นี้ ไปหลอกคนอื่นเล่นได้แล้ว”
เสี่ยวชุ่ยพยักหน้ารัว ๆ ก่อนอุทานออกมา
“ไม่ ฮูหยินข้าไม่ใช่ผีชั่วร้ายเช่นนั้น ถึงจะไปหลอกคนอื่นเล่น”
“ล้อเล้น” กู้ฉิงอวิ๋นหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ” เสี่ยวชุ่ยกล่าวหา ก่อนหายวับไปพร้อมสายลมเย็น
เซียวเฉิงเฟิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ภรรยาของเขา ทั้งตลก ทั้งฉลาด และอันตรายกว่าที่คิด
คืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบงัน แต่ในจวนเซียว มีคนบางคนกำลังเดินเข้าสู่หายนะโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันต่อมา ลานอาหารของเรือนใหญ่ ชุนเหมยยืนกอดอก มองกู้ฉิงอวิ๋นด้วยสายตาดูถูก
“ฮูหยินน้อย ชงชาแค่นี้ยังทำหกอีกหรือ” พูดจบ นางก็ผลักไหล่กู้ฉิงอวิ๋นเต็มแรง
ปึก!
หน้าผากของกู้ฉิงอวิ๋นกระแทกมุมโต๊ะไม้ เสียงดังจนคนทั้งลานสะดุ้ง
กู้ฉิงอวิ๋นหลับตาลงช้า ๆ ปลายนิ้วลูบรอยแผลจาง ๆ ที่ข้อมือ ตลอดแปดปีที่ผ่านมา นางแสร้งโง่ แสร้งพูดช้า แสร้งเชื่อฟัง เพื่อรอวัน หลุดออกจากจวนกู้ หลังจากบิดาสิ้นก็ไม่มีใครให้อาลัยอีก นางไม่สนิทกับมารดาเลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดความอึดอัดขึ้นมา แม้จะไม่ได้โดนทุบตีทำร้ายหรือทารุณกรรม แต่ก็ไร้ซึ่งความรักความผูกพันใด ๆ ให้ต้องคะนึงหา และวันที่รอคอยก็มาถึง วันที่หลี่ซูหรงผู้เป็นมารดาเลี้ยงบอกว่า“ตระกูลเซียวกำลังหาเจ้าสาวให้คุณชาย เจ้าควรดีใจ ที่จะได้แต่งออกไปอยู่ที่นั่น”กู้ฉิงอวิ๋นยังจำได้ ตอนนั้นมารดาเลี้ยงพูดอย่างเย็นชา แต่นางไม่ได้ปฏิเสธ เพราะนั่นไม่ใช่การถูกผลักลงเหว แต่มันคือประตูบานแรกของอิสรภาพ แต่สิ่งที่ทำให้นางตัดสินใจเร็วขึ้น ไม่ใช่การหนีออกจากจวนหากเป็นอาเหลียน สาวใช้คนสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน นางเป็นคนเดียว ที่รู้ว่าเจ้านายสาวไม่ได้โง่ คนเดียว ที่รักนางด้วยความจริงใจสามวันก่อนงานแต่ง อาเหลียนกลับมาหานาง ในสภาพวิญญาณเร่ร่อน ทั้งตัวเปื้อนเลือด ใบหน้าซีดขาว มือทั้งสองกุมท้องแน่นอาเหลียนคือสาวใช้ที่นางรัก อีกฝ่ายมีชายที่ดีมาติดพัน นางเห็นว่าชายผู้นั้นเป็นคนดี จึงมอบสัญญาทาส
“ฮูหยินน้อย!” ร่างบางเซถอย ก่อนล้มลงกับพื้น ชุนเหมยหน้าซีด“ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจ!” แต่ไม่มีใครเห็นว่าเปลือกตาของกู้ฉิงอวิ๋นเปิดขึ้นเพียงนิดเดียว นางแอบมองซ้าย มองขวา ทุกคนกำลังตกใจดี ติดกับแล้ว …เมื่อคืนที่นางไม่ตอบโต้ ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ แต่เพราะถ้าเอะอะตั้งแต่เมื่อคืน จะมีเรื่องวุ่นวาย ทำให้นางไม่มีเวลาไปหาบัญชีวันนี้ต่างหาก คือเวลาลงมือล้างแค้น ตั้งแต่นางเข้ามาในจวนแห่ง อีกฝ่ายก็รังแกนางมาโดยตลอด เพียงแค่ไม่กี่วันก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย แต่นั่นทำให้นางรู้ว่าคนในจวนแต่ละคน ใครเป็นเช่นไรวันนี้คือวันสะสางวินาทีต่อมา กู้ฉิงอวิ๋นลืมตาพรวดขึ้น ดวงตาเหม่อลอย น้ำเสียงเปลี่ยนไปจนทุกคนขนลุก“ชุนเหมย เจ้าฆ่าข้า”ชุนเหมยหน้าซีด“ใคร! เจ้าเป็นใคร” กู้ฉิงอวิ๋นยิ้มเย็น“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เงินสามร้อยตำลึง ใต้พื้นห้องเจ้า ยังอยู่หรือไม่ เจ้าฆ่าข้าเพื่อปิดปาก เจ้ายักยอกเงินจวน”ชุนเหมยทรุดลงทันที“ไม่! ไม่จริง เจ้าตายไปแล้ว”กู้ฉิงอวิ๋นยิ้มเย็นอีกครั้ง“ไม่เชื่อ ก็ไปขุดดูสิ…”พูดจบ นางก็ล้มพับลงอีกครั้ง ก่อนหลับตา นางแอบเปิดตาดูเล็กน้อย เซียวเฉิงเฟิงอมยิ้ม ก่อนก้าวเข้าไปหาภรรยาในทันที“ฮูหยิ
กู้ฉิงอวิ๋นหลุบตามองมือของเขาที่จับมือของนางเอาไว้ แววตาไหววูบเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนกลับมานิ่งสงบดังเดิม“ขอบคุณท่านมาก” เสียงของนางเบามาก สุภาพมาก และไร้พิษภัยอย่างยิ่ง แต่เซียวเฉิงเฟิงไม่เชื่อ เขาเคยเจรจากับนักธุรกิจที่ซ่อนมีดไว้ใต้รอยยิ้มมานับไม่ถ้วน สตรีตรงหน้าแม้ดูบอบบาง ทว่าสายตากลับนิ่งสงบเกินไป นิ่งเหมือนคนที่เคยเห็นความตายมาแล้วหลายครั้งเขาถามเสียงต่ำ“เมื่อครู่เจ้าพูดกับใคร”กู้ฉิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาดำขลับของนางสะท้อนแสงโคมวูบไหว คล้ายบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้นนางไม่ตอบทันที กลับถามเขากลับเสียงเบา“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง เห็นว่าตกน้ำ”ลมหยุดพัดไปชั่วขณะ เซียวเฉิงเฟิงนิ่งงันสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่นึกสงสัยว่าหญิงโง่ทำไมถึงรู้เรื่องราวดีขนาดนี้ แต่นางกลับไม่กล้าเงยหน้า“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว คืนนี้ดึกแล้ว เจ้าเจ็บอยู่ กลับไปพักก่อน”ในลานหลังเรือนอันเย็นเยียบแห่งนี้ นางก็หมุนตัวเดินเข้าห้องอย่างช้า ๆชายกระโปรงสีขาวเก่าลากผ่านพื้นหิน เห็นชัดว่านางยังเจ็บ แต่แผ่นหลังกลับยืดตรง ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อยเซียวเฉิงเฟิงมองตามนางไป ก่อนที่ประตูห้องจะปิดสนิท เขาได้ยินเสียงนางเอ่ยเบามาก ราว
“เฉิงเฟิง ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว แม่เป็นห่วงแทบแย่”คำว่า “แม่” ทำให้หลี่หมิงรู้สึกขนลุกเขาไม่ได้ตอบ เพียงมองนางนิ่ง ๆเซียวฮูหยินชะงักเล็กน้อย คล้ายไม่คุ้นกับสายตาเช่นนี้ของเขา ปกติคุณชายโง่ผู้นี้เมื่อเห็นนางมักตัวสั่น ก้มหน้า ไม่กล้าสบตา แต่ตอนนี้ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งลึก เย็นเยียบ ราวกับสามารถมองทะลุความคิดคนได้นางฝืนยิ้ม “เจ้าตกน้ำจนสลบไปทั้งคืน หมอบอกว่าโชคดีมากที่รอดมาได้ ต่อไปอย่าวิ่งเล่นซนอีก เข้าใจหรือไม่”วิ่งเล่นซน?ความทรงจำในหัวบอกชัดว่าเขาไม่ได้วิ่งเล่น แต่ถูกคนผลักตกสระหลี่หมิงหรือในตอนนี้คือเซียวเฉิงเฟิง กวาดตามองคนรับใช้ในห้อง ทุกคนหลบตา ไม่มีใครกล้าสบตาเขาเขาเข้าใจทันที เรื่องนี้ทั้งจวนรู้ แต่ไม่มีใครคิดทวงความยุติธรรมให้คนโง่คนหนึ่งเซียวเฉิงเฟิงยิ้มบาง ๆ“ข้าจำได้ว่าไม่ได้วิ่งเล่นซน”ทั้งห้องเงียบกริบ เซียวฮูหยินมองเขาอย่างตกใจ“เจ้าพูดว่าอะไรนะ”เซียวเฉิงเฟิงยกมือกุมขมับ แสร้งทำสีหน้าอ่อนแรง“ปวดหัว จำได้ไม่ชัด บางทีอาจเป็นข้าคิดไปเอง”เซียวฮูหยินถอนหายใจ แต่แววตากลับวาบขึ้น“เจ้าพักผ่อนเถอะ อย่าคิดฟุ้งซ่าน คนอย่างเจ้า คิดมากไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ” คำพูดนี้หากฟังผ่าน
เสียงแจ้งเตือนอีเมลดังขึ้นเป็นครั้งที่สิบเจ็ดของคืน หลี่หมิงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ดวงตาจะพร่าเลือนจนตัวอักษรตรงหน้าคล้ายจะซ้อนทับกันเป็นเงาดำ เขายกกาแฟเย็นชืดขึ้นดื่มอึกหนึ่ง ปลายนิ้วข้างขวายังคงเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วสามวันแล้วที่เขานอนรวมกันไม่ถึงห้าชั่วโมง ในฐานะประธานบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หลี่หมิงไม่มีสิทธิ์ป่วย ไม่มีสิทธิ์พัก และไม่มีสิทธิ์พลาดบนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารสัญญา รายงานการเงิน แผนควบรวมกิจการ และหน้าจอที่เปิดกราฟมูลค่าหุ้นเรียงกันสามจอ แสงเย็นจากหน้าจอกระทบใบหน้าซีดขาวของชายหนุ่มวัยสามสิบสอง ทำให้เขาดูคล้ายคนไร้ชีวิตมากกว่าคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่โทรศัพท์มือถือสั่นขึ้นอีกครั้ง ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือเลขาฯ ส่วนตัวหลี่หมิงกดรับสาย เสียงปลายสายรีบร้อนดังขึ้นทันที“ประธานหลี่ คณะกรรมการฝั่งอเมริกาต้องการแก้ตัวเลขประมาณการกำไรไตรมาสหน้า อีกอย่าง ฝ่ายกฎหมายบอกว่าเอกสารฉบับสุดท้ายต้องส่งภายในเจ็ดโมงเช้าค่ะ”เขาหลับตาลงชั่วขณะ ก่อนตอบเสียงเรียบ“ส่งไฟล์ทั้งหมดมาให้ผม”“แต่ประธานหลี่ คุณยังไม่ได้นอนเลยนะคะ”“ส่งมา”ปลายสายเงียบไปครู่หน







