LOGIN
บทนำ
แม้เช้านี้อากาศจะแจ่มใสเป็นอย่างมาก แต่ทันทีที่นักศึกษาสาวก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องโถงบรรยากาศที่ว่านั้นพลันมืดมัว เพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากข้างในห้องนั่งเล่นประกาศก้องว่า ‘พวกเขา’ อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก ทำให้คนที่ถูกกันออกเป็นคนนอกจำต้องเดินเลี่ยงภาพครอบครัวสุขสันต์ออกไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้ตนเองไปสะดุดลูกนัยน์ตาทำให้การสนทนาของพวกเขาสะดุดลง
เมื่อผ่านพ้นออกมาได้หญิงสาวก็ถึงกับโล่งอก รีบซอยเท้าออกจากบ้านตรงไปยังปากซอยเพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทางเหมือนเช่นทุกวัน
สาวน้อยทอดอารมณ์อย่างอ่อนล้ายามนั่งให้ลมปะทะใบหน้านวลขณะคิดถึงอดีตที่เคยอบอุ่น ทว่าเมื่อสูญเสียมารดา ชีวิตที่เคยมีทุกอย่างก็ค่อยๆ สูญเสียไปทีละอย่างนับแต่อรปรียาก้าวเข้ามาในฐานะแม่เลี้ยง
แรกๆ แม่เลี้ยงคนสวยยังคงเอ็นดูหล่อนอยู่บ้าง แต่เมื่อตั้งท้องจากที่เคยเมตตาปรานีก็เริ่มเปลี่ยนไป กระทั่งคลอดหนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราทุกอย่างยิ่งเลวร้าย ยิ่งตามมาด้วยลูกชายคนที่สองทุกอย่างเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ
บิดาที่ยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่มีเวลาสนใจหล่อนอยู่แล้ว เมื่อมีลูกสาวและลูกชายคนใหม่ก็ยิ่งห่างเหิน สุดท้ายก็ทอดทิ้งหล่อนเอาไว้กับแม่บ้านเก่าแก่ หันไปเอาอกเอาใจภรรยากับลูกใหม่จนลืมไปว่ายังมีลูกสาวคนนี้อยู่อีกคนหนึ่ง
ทำให้เด็กหญิงกิ่งเทียนในวัยห้าขวบได้แต่แอบมองพ่อและแม่เลี้ยงเอาอกเอาใจน้องคนเล็กด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกคนรักและเอ็นดูกชพรกับกมลทัตอย่างออกนอกหน้า จนหลงลืมไปว่ายังมีเด็กหญิงอีกคนที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะลืมและทิ้งขว้างเอาไว้กับแม่บ้านแก่ๆ คนหนึ่งแทน
ยามนั้นนางอำภาได้แต่มองคุณหนูของตนด้วยสายตาอ่อนโยนปนสงสาร แต่เมื่อไม่มีใครใส่ใจคุณหนูของนางอีก อำภาที่มีเพียงตัวคนเดียวจึงตัดสินใจทุ่มเททุกอย่างให้แก่คุณหนูน้อยอย่างเต็มที่ ในเมื่อคนเป็นพ่อแท้ๆ ยังไม่ใส่ใจนางที่เป็นเพียงแค่แม่บ้านจะขอรักและดูแลกิ่งเทียนด้วยแรงกายและแรงใจทั้งหมดที่มีเอง
เมื่อเติบใหญ่ หญิงสาวรับรู้ถึงความรักและเมตตาที่นางอำภามอบให้ จึงตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบมีงานทำหล่อนจะขอแยกตัวออกไปอยู่ข้างนอกและพานางอำภาออกไปอยู่ด้วย แม้อีกฝ่ายไม่ใช่แม่ แต่กลับทำหน้าที่พ่อและแม่ได้ดียิ่งกว่าใคร ทุกวันนี้หญิงสาวจึงไม่คิดจะสนใจคนพวกนั้นนัก เมื่อพวกเขาไม่สนใจหล่อน หล่อนก็ไม่มีความจำเป็นต้องสนใจพวกเขาเช่นกัน
“เทียน” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้สาวน้อยหันไปมอง แล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“จะกลับแล้วเหรอ” ร่างสูงของไนท์ หรือดนัย เดินตีคู่หญิงสาวที่เขาหมายปอง แม้จะยังเป็นได้แค่เพื่อนเขาก็ไม่คิดจะย่อท้อ ตราบใดที่สาวข้างกายยังไม่มีคนรู้ใจ
“ฮือ หมดคาบเรียนแล้ว”
“แล้วไปไหนต่อหรือเปล่า”
เจ้าของร่างกลมกลึงดวงหน้าอ่อนหวานยกยิ้มน้อยๆ พร้อมพยักหน้า
“ไปทำงานต่อ”
ดนัยรู้ว่ากิ่งเทียนทำงานพาร์ตไทม์เป็นสาวเสิร์ฟในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง หล่อนทำงานนี้มาเกือบสองปีแล้ว แม้จะเรียนที่เดียวกันแต่เขากลับได้เจอและรู้จักกับหล่อนที่นั่น เพราะในเวลาเรียนหากไม่เข้าชั้นเรียนหญิงสาวก็ขลุกอยู่ในห้องสมุด ทำให้หนุ่มนักกีฬาสุดฮอตอย่างดนัยไม่เคยพบเจอหล่อน แต่กลับมาเจอกันในสถานบันเทิงแทน
“ใกล้สอบแล้ว ไม่คิดจะหยุดพักบ้างเหรอ”
เขาเอ่ยถามอย่างนึกเป็นห่วง ทว่าหญิงสาวร่างบางที่ตรึงใจเขานับแต่แรกพบก็ยังส่ายหน้ายิ้มๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ไนท์เถอะ วันนี้มีเรียนต่อไหม”
“ไม่มีแล้ว ให้ไนท์ไปส่งแล้วกัน” ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาว ทำให้กิ่งเทียนจำต้องส่ายหน้าปฏิเสธ
“อย่าเลย ไนท์กลับบ้านเถอะ ไปส่งบ่อยๆ เราเกรงใจ อีกอย่างนั่งรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว” หญิงสาวปฏิเสธ ทว่าคนดื้อรั้นอย่างดนัยไม่ยอมตามเคย
“เถอะน่า ให้เราไปส่งนะ” เดินกันมาจนถึงรถบิ๊กไบต์พอดี ชายหนุ่มจึงยิ้มให้หญิงสาวแล้วหยิบหมวกกันน็อกขึ้นไปสวมให้อีกฝ่ายอย่างดื้อดึง
“ไนท์” หญิงสาวเรียกเขาอย่างอ่อนใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมตามเคย แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มมีใจให้ตนเสมอมา ทว่าเป็นหล่อนที่ยังไม่พร้อมจะคิดถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใคร ไม่ใช่แค่เขาที่แสดงออกว่าชอบหล่อนแค่ไหน ยังมีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคนที่พยายามเข้าหา แต่ก็นั่นแหละ หล่อนไม่พร้อมจะคิด...
“พวกเพื่อนๆ ไปไหนกันหมด” ดนัยถามถึงกลุ่มเพื่อนอีกสองคนของหญิงสาว
“กลับบ้านไปแล้ว ขอบใจนะไนท์” คนตัวบางส่งหมวกกันน็อกคืนเพื่อน ขณะที่อีกฝ่ายรับไปแล้วมองหญิงสาวด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยเสมอมา
“ระวังตัวด้วยนะ” เขาบอกหล่อน แววตาที่มองส่งต่อความจริงใจ ทำให้หญิงสาวยิ้มอ่อนอย่างขอบคุณในน้ำใจของคนตรงหน้า พลางบอกตนเองว่าหากเขาไม่เปลี่ยนใจไปจากหล่อนเสียก่อน และถึงวันที่หล่อนพร้อมจะรักใครสักคน คนที่จะพิจารณาเป็นคนแรกก็อาจจะเป็นดนัยนี่แหละ
“ขอบใจจ้ะ”
เจ้าของร่างสูงยิ้มตอบ แล้วขับรถออกไปจากบริเวณนั้น หญิงสาวเองก็หมุนตัวเข้าด้านในเพื่อเปลี่ยนชุด และเตรียมตัวเริ่มงานเหมือนกับทุกวัน
ยิ่งดึก เสียงดนตรียิ่งดัง นักเที่ยวนั่งกันแออัด ควันบุหรี่คละคลุ้ง กลิ่นเหล้าเจือกระจายอยู่ในอากาศ กิ่งเทียนนำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟลูกค้าตามปกติ ความสวยน่ารักของหล่อนทำให้เป็นที่สนใจของนักเที่ยวชายหลายคน แต่หญิงสาวไม่เคยใส่ใจ หล่อนตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงินเอาไว้สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่เคยคิดออกนอกลู่นอกทางสักครั้ง จนกระทั่งได้รับข่าวร้ายในวันหนึ่ง
“ป้า” กิ่งเทียนใจสลาย เมื่อรู้ว่าบุคคลที่เลี้ยงหล่อนมากำลังเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย จึงบากหน้าไปหาพ่อเพื่อขอให้ท่านช่วยเหลือ
“พ่อคะ ป้าป่วยหนัก พ่อช่วยหน่อยได้ไหม”
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำปฏิเสธอย่างอ้อมแอ้ม
“ช่วงนี้พ่อมีรายจ่ายมากเหลือเกิน น้องสองคนก็ต้องใช้เงินเยอะ”
แล้วหนูไม่ใช้ลูกของพ่อเหรอ
หญิงสาวก้มหน้าหลุบตาลง น้ำตาคลอ พ่อใจร้ายเท่าที่คนคนหนึ่งจะใจร้ายได้ ถ้าท่านรักหล่อนสักนิดคงเห็นใจนางอำภาที่เลี้ยงดูหล่อนมาอย่างดี หลายครั้งนางควักเงินส่วนตัวที่ได้จากค่าจ้างมาดูแลหล่อน ขณะที่พ่อเอาเงินที่ควรมาดูแลลูกสาวคนโตถ่ายเทไปให้กับน้องและเมียใหม่จนหมด เหลือมาจุนเจือหล่อนเพียงเศษเงิน
แม้จะมีสวัสดิการจากภาครัฐช่วยเหลือแต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยามุ่งเป้าที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงบ่ายหน้าไปหาญาติหวังพึ่งพาแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะดีมากนัก เศรษฐกิจยิ่งไม่ดีค้าขายยากขึ้นทำให้พวกเขาก็ต้องรัดเข็มขัด หล่อนกับนางอำภาจึงเป็นส่วนเกินที่พวกเขาไม่อยากรับเป็นภาระ เรื่องนี้หญิงสาวเข้าใจดีจึงไม่คิดโทษใครเลย ทำให้ต้องกลับมาคิดหาหนทางใหม่อีกครั้ง
“กลุ่มนั้นเป็นสาวไซด์ไลน์”
เสียงกระซิบจากเพื่อนสองคนคุยกันทำให้กิ่งเทียนที่แอบได้ยินโดยบังเอิญมองตามร่างระหงของกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เปรี้ยวเข็ดฟัน ท่าทางอู้ฟู้ บางคนเริ่มแรกเข้ามาเรียนด้วยฐานะทางบ้านไม่ดีแต่ตอนนี้กลับมีเงินใช้ไม่ขาดมือ
“นั่นสวยๆ สองคนนั้นมีเสี่ยเลี้ยง เห็นว่าได้เดือนตั้งหลายหมื่น”
กิ่งเทียนได้แต่ฟังขณะที่ดวงตามองตามสาวๆ กลุ่มนั้นอย่างสนใจ หล่อนเองก็กำลังต้องการเงินจำนวนมากเช่นกันและต้องการอย่างเร่งด่วนด้วย แต่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามฟุ้งเฟ้อ
นี่คือจุดเริมต้นที่ทำให้กิ่งเทียนได้รู้จักกับเขา ผู้ชายที่ทำให้หญิงสาวไม่มีวันกลับไปเป็นกิ่งเทียนคนเดิมได้อีกเลย
ใบหน้าเรียวได้รูป เครื่องหน้าเด่นสะดุดตาหลุบมองคนถาม แม้ใบหน้าของกิ่งเทียนจะซีดเซียวแต่เครื่องหน้าเหมาะเจาะยังคงฉายความงามออกมาต่อให้อยู่ในสภาพย่ำแย่ทั้งรางกายและจิตใจสักแค่ไหนก็ตาม แล้วเขาจะสนหล่อนทำไมในเมื่อหญิงสาวไม่ใช่คนสำคัญ ผ่านเข้ามาเพียงชั่วคืนก่อนลาลับ แต่จิตสำนึกของบุรินทร์กลับไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น“นั่นสิ ฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน”คำตอบของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวเงียบงันไปนาน“คุณอย่ามาลำบากเพราะฉันอีกเลยนะคะ ที่ผ่านมาคุณช่วยฉันมามากแล้ว”ชายหนุ่มเลิกคิ้ว เรียวปากสีสวยแย้มน้อยๆ“นับครั้งแรกที่เราเจอด้วยไหม”หญิงสาวเม้มปาก มือที่แนบลำตัวเผลอขยุ้มชายเสื้อเอาไว้แน่น แก้มก็คงแดงเถือกเฉลยความรู้สึกนึกคิดจนหมด“ฉันต้องกลับเข้าไปข้างในแล้วค่ะ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับทุกอย่างนะคะ แต่ว่า ฉันขออะไรสักอย่างได้ไหม”ดวงตากลมโศกมองเขาราวขอร้อง“ได้สิ” เขาสบตาที่มองมานิ่ง อยากรู้เหมือนกันว่าหล่อนอยากได้อะไรจากเขา“อย่ามาที่นี่อีกเลย อย่าติดต่อฉันอีก”เรื่องที่กิ่งเทียนขอร้องกลายเป็นสิ่งที่ทำให้บุรินทร์ลำบากใจ แต่หล่อนพูดถูกอยู่อย่าง มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา ไม่ควรเข้ามายุ่งตั้งแต่แรกด้
๑๐ความช่วยเหลือบุรินทร์สบตาคนตรงหน้านิ่ง กิ่งเทียนในวันนี้กับกิ่งเทียนในวันแรกที่เขาพบแตกต่างกันไม่น้อย วันนั้นหล่อนดูสวยและยังสดใสแม้จะมีนัยน์ตาเศร้า แต่วันนี้หญิงสาวเหมือนคนผ่านมรสุมชีวิตมาอย่างหนัก ดวงตาลึกโหล ร่างกายซูบผอมเหมือนคนไม่ได้หลับได้นอนมาหลายวัน“สวัสดี”เสียงทักทายของเขาทำให้หญิงสาวรู้ตัวว่าไม่ใช่ความฝัน แต่คือความจริง อาการตกตะลึงเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นความแปลกใจแทนที่“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวยกมือไหว้ อย่างน้อยเขาก็เป็นอาจารย์พิเศษ “คุณ เอ่อ มาที่นี่ได้ยังไงคะ”ถามพลางกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนหันมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง คิดถึงคำบอกเล่าของเพื่อนรักว่าเขาถามถึงหล่อน“ก็มาดู เห็นว่าคุณป้าเธอไม่สบาย”หญิงสาวหลุบตาลงแวบหนึ่ง ก่อนสบตาเขาอีกครั้ง“ก็โรคคนแก่ค่ะ ขอบคุณที่แวะมานะคะ”เขามองหล่อนนิ่ง แล้วยื่นกระเช้าของฝากให้หญิงสาว“ฉันซื้อมาฝากคุณป้า ส่วนอันนี้ของเธอ”กิ่งเทียนเงียบงันไป มองถุงกระดาษที่เขาบอกว่าเป็นของหล่อนด้วยอาการนิ่งเฉย“ขอบคุณมากนะคะ คุณไม่น่าลำบาก ฉันไม่อยากรบกวนคุณเลย คราวที่แล้วคุณก็ช่วยฉันเอาไว้ คราวนี้ยังจะ...”“อย่าคิดมากสิ ถือเสียว่าฉันเป็นเพื่อนเธอก็แล้วกัน เ
วันรุ่งขึ้นหลังจากที่หมอตรวจนางอำภาเสร็จแล้วกิ่งเทียนจึงได้รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่ของนางอำภานั้นกำเริบขึ้นอีกครั้ง และดูว่าครั้งนี้จะหนักยิ่งกว่าเดิม ทำให้หญิงสาวรู้สึกเสียใจจนต้องแอบไปนั่งร้องไห้ในห้องน้ำ ป้าจะดีขึ้นได้ก็เมื่อได้ยาที่ดีขึ้นแต่ก็แพงขึ้นด้วยเช่นกัน หญิงสาวมองเงินในบัญชีแล้วก็ได้แต่เศร้าใจ หล่อนมีเงินไม่พอหญิงสาวประกาศหาลูกจ้างดูแลคนป่วยอยู่เพียงวันเดียวก็มีหญิงวัยสี่สิบปีติดต่อเข้ามา เพราะวนเวียนรับจ้างดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลมาตลอด เมื่อมีคนดูแลนางอำภาหญิงสาวจึงไปเรียนอย่างสบายใจขึ้น แต่กว่าจะเลิกงานก็ปาไปสี่ทุ่ม กว่าเคลียร์ร้านเสร็จ กว่าจะเดินทางมาถึงโรงพยาบาลก็ปาไปเกือบเที่ยงคืนหญิงสาวทำแบบนั้นอยู่เป็นอาทิตย์ แม้แต่วิชาที่บุรินทร์มาสอนก็ไม่เข้าเรียนนับเป็นคาบที่สองติดต่อกัน ทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกกระวนกระวายมากขึ้นที่ไม่ได้เห็นหน้าหล่อน แม้แต่เขาจะส่งข้อความไปทักทายเล่นๆ หญิงสาวก็ไม่ตอบ ชายหนุ่มกวาดตามองไปทั่วห้องเรียน เขาพบเพียงเพื่อนสนิทของกิ่งเทียน ได้แต่เก็บงำคำถามเอาไว้ในใจ เมื่อหมดคาบจึงตัดสินใจรั้งมะปรางไว้เมื่อหญิงสาวออกจากห้องเกือบจะเป็นคนสุดท้าย“เดี๋ยวคุ
๙ห่วงกิ่งเทียนขอลงกลางทางโดยอ้างต้องการขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านเอง บุรินทร์ไม่ขัดข้องในเมื่อหล่อนยอมไปโรงพยาบาลกับเขาแล้วจึงตามใจด้วยการขับรถไปส่งถึงหน้าสถานีรถไฟฟ้า ร่างเล็กเดินเข้าประตูบ้านพร้อมกับของกินที่แวะซื้อมาจากตลาด ทว่าภายในบ้านกลับเงียบเชียบ มองไปที่โรงจอดรถก็ว่างเปล่า“หายไปไหนกันหมดนะ” หญิงสาวบ่นขณะเดินตรงไปยังห้องพักด้านหลัง แต่แล้วก็ต้องร้องเสียงหลง เมื่อพบว่านางอำภาล้มหมดสติอยู่กับพื้นห้อง“ป้า!!” หญิงสาวถลาร่างไปนั่งกองกับพื้น เขย่าร่างผอมด้วยความหวาดกลัวปนเป็นห่วงสุดหัวใจ “ป้าตื่นสิคะ ป้า”หญิงสาวเหลียวมองไปรอบกาย ก่อนจะตะโกนเรียกคนในบ้าน“ใครก็ได้ช่วยที แม่อร แม่อรอยู่ไหม”แต่ไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้หญิงสาวจำต้องรีบหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า มือไม่สั่นระริกทำอะไรแทบไม่ถูก ใจกระหวัดไปถึงบุรินทร์แต่ก็รีบปัดเขาออกไปเพราะมันไม่ใช่ภาระที่เขาต้องรับผิดชอบ พอได้สติหญิงสาวจึงรีบกดเรียกรถพยาบาลร่างเล็กในชุดนักศึกษานั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินด้วยอาการกระวนกระวาย สาวน้อยดึงปลายนิ้วมือตนเองซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว ตาก็คอยมองไปทางประตูหน้าห้องฉุกเฉิน สักพักก็มีเจ้าหน้าที่ออกมาตามหญิงสาว“ญ
“คุณจะไปไหน ฉันยังต้องมีเรียนอีกนะคะ”“ดูสภาพตัวเองซะก่อน ขาดเรียนสักวันคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเธอยังฝืน คนที่จะเป็นอะไรไปก็เธอนี่แหละ”หญิงสาวนิ่งงัน กะพริบตาปริบๆ เอาแต่มองเขานิ่งนาน กระทั่งเขาหันมามอง จึงรู้สึกตัวรีบหันไปมองข้างหน้า ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ เพียงไม่นานสองหนุ่มสาวก็มาถึงโรงพยาบาลชื่อดัง“ให้หมอตรวจสักหน่อยแล้วกันนะ” เขาพูดขึ้นเบาๆ ขณะพาหญิงสาวเดินตรงไปยังประตูที่เลือนเปิดอัตโนมัติ ทันทีที่ผ่านเข้าไปพนักงานก็เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“สวัสดีครับ มาหาหมอกี่ท่านครับ”“คนนี้คนเดียวครับ”สิ้นเสียงบุรินทร์รถเข็นก็ถูกดันมาจอดตรงหน้าหญิงสาว ชายหนุ่มเห็นอีกฝ่ายมีอาการเลิ่กลั่กก็ถือวิสาสะวางมือเรียวสวยของตนลงบนลาดไหล่บอบบาง ออกแรงกดเล็กน้อยบังคับให้หญิงสาวนั่งลงบนรถเข็นไม่นานหญิงสาวเข้ามานั่งอยู่ในห้องตรวจ เป็นช่วงเวลาที่รู้สึกปลอดโปร่งที่สุดเพราะบุรินทร์ไม่ได้ตามเข้ามาด้วย ถูกซักถามได้สักพักหญิงสาวก็ถูกนำตัวไปตรวจขนานใหญ่ ทำเอาหญิงสาวเริ่มใจไม่ดี เขาพาเข้ามาที่แพงๆ แบบนี้ หล่อนจะเอาเงินที่ไหนจ่าย เงินที่มีต้องเก็บเอาไว้เป็นค่ารักษานางอำภา“เอ่อคุณหมอคะ หนูไม่ต้องเอกซเรย์ได
๘ความลับ“คุณกิ่งเทียน” เสียงทุ้มๆ ที่ดังจากด้านหลัง ทำให้ผู้ถูกเรียกชะงักงัน หญิงสาวหันไปมองที่มาของเสียงแล้วต้องนิ่งอึ้ง เช่นเดียวกับดนัยที่หันมามองเช่นกัน“เป็นยังไงบ้าง ออกมาเดินแบบนี้แปลว่าหายดีแล้วใช่ไหม” เขากวาดตามองคนตรงหน้าราวจะสำรวจ ทำให้หญิงสาวที่อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ออกต้องยกมือขึ้นไหว้อีกฝ่ายเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาคือคนที่ช่วยหล่อน เพราะพี่หมอกับเจ้าหน้าที่ประจำห้องพยาบาลได้แจ้งเอาไว้แล้วว่าใครที่ช่วยหล่อนเอาไว้“ขอบคุณอาจารย์มากนะคะที่ช่วยไว้เมื่อเช้า” หญิงสาวบอกแล้วหลบสายตาคมปราดที่มองมา ริมฝีปากของเขาคล้ายจะยิ้มน้อยๆ แต่แล้วก็เลือนหายเมื่อดนัยขยับมายืนข้างๆ หญิงสาว ดึงสายตาของบุรินทร์ให้มองไปยังคนตรงหน้า“คุณเป็นเพื่อนกันเหรอ”“ครับ ขอบคุณอาจารย์มากนะครับที่ช่วยเทียนเอาไว้”บุรินทร์หรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเรียกหญิงสาวว่า ‘เทียน’ ไม่ใช่กิ่งเหมือนที่หล่อนบอกเขา ก่อนจะยิ้มน้อยๆ ขณะที่หญิงสาวเองก็รู้ตัวว่าถูกจับได้ว่าโกหกเรื่องชื่อไป จึงหลุบตาลงมองปลายเท้าแทนมองหน้าของเขา“เป็นใครก็ต้องช่วยอยู่แล้ว” เขาตอบ ก่อนมองหญิงสาวอีกหน “แต่ผมว่าคุณควรไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจน่าจะดีกว่าน







