로그인
บทนำ
แม้เช้านี้อากาศจะแจ่มใสเป็นอย่างมาก แต่ทันทีที่นักศึกษาสาวก้าวเท้าเข้าไปภายในห้องโถงบรรยากาศที่ว่านั้นพลันมืดมัว เพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากข้างในห้องนั่งเล่นประกาศก้องว่า ‘พวกเขา’ อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก ทำให้คนที่ถูกกันออกเป็นคนนอกจำต้องเดินเลี่ยงภาพครอบครัวสุขสันต์ออกไปอีกด้านหนึ่ง เพื่อไม่ให้ตนเองไปสะดุดลูกนัยน์ตาทำให้การสนทนาของพวกเขาสะดุดลง
เมื่อผ่านพ้นออกมาได้หญิงสาวก็ถึงกับโล่งอก รีบซอยเท้าออกจากบ้านตรงไปยังปากซอยเพื่อขึ้นรถโดยสารประจำทางเหมือนเช่นทุกวัน
สาวน้อยทอดอารมณ์อย่างอ่อนล้ายามนั่งให้ลมปะทะใบหน้านวลขณะคิดถึงอดีตที่เคยอบอุ่น ทว่าเมื่อสูญเสียมารดา ชีวิตที่เคยมีทุกอย่างก็ค่อยๆ สูญเสียไปทีละอย่างนับแต่อรปรียาก้าวเข้ามาในฐานะแม่เลี้ยง
แรกๆ แม่เลี้ยงคนสวยยังคงเอ็นดูหล่อนอยู่บ้าง แต่เมื่อตั้งท้องจากที่เคยเมตตาปรานีก็เริ่มเปลี่ยนไป กระทั่งคลอดหนูน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราทุกอย่างยิ่งเลวร้าย ยิ่งตามมาด้วยลูกชายคนที่สองทุกอย่างเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ
บิดาที่ยุ่งอยู่กับงานจนแทบไม่มีเวลาสนใจหล่อนอยู่แล้ว เมื่อมีลูกสาวและลูกชายคนใหม่ก็ยิ่งห่างเหิน สุดท้ายก็ทอดทิ้งหล่อนเอาไว้กับแม่บ้านเก่าแก่ หันไปเอาอกเอาใจภรรยากับลูกใหม่จนลืมไปว่ายังมีลูกสาวคนนี้อยู่อีกคนหนึ่ง
ทำให้เด็กหญิงกิ่งเทียนในวัยห้าขวบได้แต่แอบมองพ่อและแม่เลี้ยงเอาอกเอาใจน้องคนเล็กด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกคนรักและเอ็นดูกชพรกับกมลทัตอย่างออกนอกหน้า จนหลงลืมไปว่ายังมีเด็กหญิงอีกคนที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะลืมและทิ้งขว้างเอาไว้กับแม่บ้านแก่ๆ คนหนึ่งแทน
ยามนั้นนางอำภาได้แต่มองคุณหนูของตนด้วยสายตาอ่อนโยนปนสงสาร แต่เมื่อไม่มีใครใส่ใจคุณหนูของนางอีก อำภาที่มีเพียงตัวคนเดียวจึงตัดสินใจทุ่มเททุกอย่างให้แก่คุณหนูน้อยอย่างเต็มที่ ในเมื่อคนเป็นพ่อแท้ๆ ยังไม่ใส่ใจนางที่เป็นเพียงแค่แม่บ้านจะขอรักและดูแลกิ่งเทียนด้วยแรงกายและแรงใจทั้งหมดที่มีเอง
เมื่อเติบใหญ่ หญิงสาวรับรู้ถึงความรักและเมตตาที่นางอำภามอบให้ จึงตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบมีงานทำหล่อนจะขอแยกตัวออกไปอยู่ข้างนอกและพานางอำภาออกไปอยู่ด้วย แม้อีกฝ่ายไม่ใช่แม่ แต่กลับทำหน้าที่พ่อและแม่ได้ดียิ่งกว่าใคร ทุกวันนี้หญิงสาวจึงไม่คิดจะสนใจคนพวกนั้นนัก เมื่อพวกเขาไม่สนใจหล่อน หล่อนก็ไม่มีความจำเป็นต้องสนใจพวกเขาเช่นกัน
“เทียน” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้สาวน้อยหันไปมอง แล้วก็ต้องยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเป็นใคร
“จะกลับแล้วเหรอ” ร่างสูงของไนท์ หรือดนัย เดินตีคู่หญิงสาวที่เขาหมายปอง แม้จะยังเป็นได้แค่เพื่อนเขาก็ไม่คิดจะย่อท้อ ตราบใดที่สาวข้างกายยังไม่มีคนรู้ใจ
“ฮือ หมดคาบเรียนแล้ว”
“แล้วไปไหนต่อหรือเปล่า”
เจ้าของร่างกลมกลึงดวงหน้าอ่อนหวานยกยิ้มน้อยๆ พร้อมพยักหน้า
“ไปทำงานต่อ”
ดนัยรู้ว่ากิ่งเทียนทำงานพาร์ตไทม์เป็นสาวเสิร์ฟในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง หล่อนทำงานนี้มาเกือบสองปีแล้ว แม้จะเรียนที่เดียวกันแต่เขากลับได้เจอและรู้จักกับหล่อนที่นั่น เพราะในเวลาเรียนหากไม่เข้าชั้นเรียนหญิงสาวก็ขลุกอยู่ในห้องสมุด ทำให้หนุ่มนักกีฬาสุดฮอตอย่างดนัยไม่เคยพบเจอหล่อน แต่กลับมาเจอกันในสถานบันเทิงแทน
“ใกล้สอบแล้ว ไม่คิดจะหยุดพักบ้างเหรอ”
เขาเอ่ยถามอย่างนึกเป็นห่วง ทว่าหญิงสาวร่างบางที่ตรึงใจเขานับแต่แรกพบก็ยังส่ายหน้ายิ้มๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ไนท์เถอะ วันนี้มีเรียนต่อไหม”
“ไม่มีแล้ว ให้ไนท์ไปส่งแล้วกัน” ชายหนุ่มบอกกับหญิงสาว ทำให้กิ่งเทียนจำต้องส่ายหน้าปฏิเสธ
“อย่าเลย ไนท์กลับบ้านเถอะ ไปส่งบ่อยๆ เราเกรงใจ อีกอย่างนั่งรถแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว” หญิงสาวปฏิเสธ ทว่าคนดื้อรั้นอย่างดนัยไม่ยอมตามเคย
“เถอะน่า ให้เราไปส่งนะ” เดินกันมาจนถึงรถบิ๊กไบต์พอดี ชายหนุ่มจึงยิ้มให้หญิงสาวแล้วหยิบหมวกกันน็อกขึ้นไปสวมให้อีกฝ่ายอย่างดื้อดึง
“ไนท์” หญิงสาวเรียกเขาอย่างอ่อนใจ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมตามเคย แม้จะรู้ว่าชายหนุ่มมีใจให้ตนเสมอมา ทว่าเป็นหล่อนที่ยังไม่พร้อมจะคิดถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใคร ไม่ใช่แค่เขาที่แสดงออกว่าชอบหล่อนแค่ไหน ยังมีผู้ชายคนอื่นอีกหลายคนที่พยายามเข้าหา แต่ก็นั่นแหละ หล่อนไม่พร้อมจะคิด...
“พวกเพื่อนๆ ไปไหนกันหมด” ดนัยถามถึงกลุ่มเพื่อนอีกสองคนของหญิงสาว
“กลับบ้านไปแล้ว ขอบใจนะไนท์” คนตัวบางส่งหมวกกันน็อกคืนเพื่อน ขณะที่อีกฝ่ายรับไปแล้วมองหญิงสาวด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใยเสมอมา
“ระวังตัวด้วยนะ” เขาบอกหล่อน แววตาที่มองส่งต่อความจริงใจ ทำให้หญิงสาวยิ้มอ่อนอย่างขอบคุณในน้ำใจของคนตรงหน้า พลางบอกตนเองว่าหากเขาไม่เปลี่ยนใจไปจากหล่อนเสียก่อน และถึงวันที่หล่อนพร้อมจะรักใครสักคน คนที่จะพิจารณาเป็นคนแรกก็อาจจะเป็นดนัยนี่แหละ
“ขอบใจจ้ะ”
เจ้าของร่างสูงยิ้มตอบ แล้วขับรถออกไปจากบริเวณนั้น หญิงสาวเองก็หมุนตัวเข้าด้านในเพื่อเปลี่ยนชุด และเตรียมตัวเริ่มงานเหมือนกับทุกวัน
ยิ่งดึก เสียงดนตรียิ่งดัง นักเที่ยวนั่งกันแออัด ควันบุหรี่คละคลุ้ง กลิ่นเหล้าเจือกระจายอยู่ในอากาศ กิ่งเทียนนำเครื่องดื่มไปเสิร์ฟลูกค้าตามปกติ ความสวยน่ารักของหล่อนทำให้เป็นที่สนใจของนักเที่ยวชายหลายคน แต่หญิงสาวไม่เคยใส่ใจ หล่อนตั้งใจทำงานเพื่อเก็บเงินเอาไว้สำหรับอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่เคยคิดออกนอกลู่นอกทางสักครั้ง จนกระทั่งได้รับข่าวร้ายในวันหนึ่ง
“ป้า” กิ่งเทียนใจสลาย เมื่อรู้ว่าบุคคลที่เลี้ยงหล่อนมากำลังเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย จึงบากหน้าไปหาพ่อเพื่อขอให้ท่านช่วยเหลือ
“พ่อคะ ป้าป่วยหนัก พ่อช่วยหน่อยได้ไหม”
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือคำปฏิเสธอย่างอ้อมแอ้ม
“ช่วงนี้พ่อมีรายจ่ายมากเหลือเกิน น้องสองคนก็ต้องใช้เงินเยอะ”
แล้วหนูไม่ใช้ลูกของพ่อเหรอ
หญิงสาวก้มหน้าหลุบตาลง น้ำตาคลอ พ่อใจร้ายเท่าที่คนคนหนึ่งจะใจร้ายได้ ถ้าท่านรักหล่อนสักนิดคงเห็นใจนางอำภาที่เลี้ยงดูหล่อนมาอย่างดี หลายครั้งนางควักเงินส่วนตัวที่ได้จากค่าจ้างมาดูแลหล่อน ขณะที่พ่อเอาเงินที่ควรมาดูแลลูกสาวคนโตถ่ายเทไปให้กับน้องและเมียใหม่จนหมด เหลือมาจุนเจือหล่อนเพียงเศษเงิน
แม้จะมีสวัสดิการจากภาครัฐช่วยเหลือแต่ยังไม่เพียงพอสำหรับยามุ่งเป้าที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงบ่ายหน้าไปหาญาติหวังพึ่งพาแต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะดีมากนัก เศรษฐกิจยิ่งไม่ดีค้าขายยากขึ้นทำให้พวกเขาก็ต้องรัดเข็มขัด หล่อนกับนางอำภาจึงเป็นส่วนเกินที่พวกเขาไม่อยากรับเป็นภาระ เรื่องนี้หญิงสาวเข้าใจดีจึงไม่คิดโทษใครเลย ทำให้ต้องกลับมาคิดหาหนทางใหม่อีกครั้ง
“กลุ่มนั้นเป็นสาวไซด์ไลน์”
เสียงกระซิบจากเพื่อนสองคนคุยกันทำให้กิ่งเทียนที่แอบได้ยินโดยบังเอิญมองตามร่างระหงของกลุ่มนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่เปรี้ยวเข็ดฟัน ท่าทางอู้ฟู้ บางคนเริ่มแรกเข้ามาเรียนด้วยฐานะทางบ้านไม่ดีแต่ตอนนี้กลับมีเงินใช้ไม่ขาดมือ
“นั่นสวยๆ สองคนนั้นมีเสี่ยเลี้ยง เห็นว่าได้เดือนตั้งหลายหมื่น”
กิ่งเทียนได้แต่ฟังขณะที่ดวงตามองตามสาวๆ กลุ่มนั้นอย่างสนใจ หล่อนเองก็กำลังต้องการเงินจำนวนมากเช่นกันและต้องการอย่างเร่งด่วนด้วย แต่ไม่ใช่เพื่อความสวยงามฟุ้งเฟ้อ
นี่คือจุดเริมต้นที่ทำให้กิ่งเทียนได้รู้จักกับเขา ผู้ชายที่ทำให้หญิงสาวไม่มีวันกลับไปเป็นกิ่งเทียนคนเดิมได้อีกเลย
เสียงคลื่นดังซัดซ่า ปลุกคนที่นอนหลับรวดเดียวจนถึงเช้าให้ตื่นขึ้นมา กิ่งเทียนมองหาสามีหมาดๆ ที่นอนเคียงกายมาตลอดคืนไม่เจอ จึงผุดนั่งอยู่อย่างนั้นพร้อมกับมองออกไปนอกกระจกที่ปรากฏภาพน้ำทะเลสีเขียวสดอยู่ไม่ไกล จึงยิ้มออกมาบางๆ ด้วยความรู้สึกสุขใจเหลือเกิน “ตื่นแล้วเหรอ” คนที่ออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดเสื้อคลุมสีขาวสะอาดเอ่ยถาม ภรรยาคนสวยที่หัวฟูนิดหน่อยหันหน้าเบลอๆ มายิ้มหวานให้สามี“เพิ่งตื่นค่ะ กี่โมงแล้วคะ”“แปดโมงครึ่ง”พอเขาบอกแบบนั้นอาการงัวเงียก็หายเป็นปลิดทิ้ง หญิงสาวปัดผ้าห่มจนพ้นทางแล้วลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว“ตายแล้ว สายโด่ง ป่านนี้คุณพ่อคุณพ่อแม่รอแย่แล้วนะคะ” ร่างเล็กที่สวมเสื้อยืดของเขาเพียงตัวเดียววิ่งปรู๊ดตรงไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบเอาเสื้อคลุมแล้ววิ่งตรงไปยังห้องน้ำ“ไม่ต้องรีบก็ได้ พ่อกับแม่รู้น่าว่าวันนี้เราต้องตื่นสายอยู่แล้ว”คำพูดของเขาทำเอาหญิงสาวแก้มแดงเรื่อ ขว้างค้อนไปทีหนึ่งก่อนจะหายลับเข้าไปในห้องน้ำ แต่ยังทันได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆ ของสามีดังไล่หลังหญิงสาวมองคนในกระจกแล้วยิ้มเขิน เมื่อเช้ามืดหล่อนหลับของหล่อนอยู่ดีๆ ก็มีคนมือไม่อยู่สุขทำหล่อนตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ไม่ไ
บทส่งท้ายคลื่นลมที่พัดเข้าหาฝั่งแม้ร้อนอบอ้าวเป็นพักๆ ทว่าคนที่เป็นเจ้าสาวกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายเมื่อมองสถานที่ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อหล่อนและคนรักห้าปีที่กิ่งเทียนและบุรินทร์คบหากันมา ตอนนั้นเขาเพิ่งจะแค่สามสิบสอง ตอนนี้ปาไปสามสิบหกส่วนหล่อนเพียงแค่ยี่สิบห้าเท่านั้น แต่ถ้าหากไม่ยอมแต่งหล่อนคงต้องท้องป่องก่อนแน่ๆ“เจ้าสาวพร้อมหรือยังจ๊ะ” วันนี้มะปรางในฐานะเพื่อนเจ้าสาวสวมเดรสสีชมพู แต่งหน้าอ่อนๆ เดินเข้ามาหาเพื่อนรักที่อยู่ในชุดราตรีสีขาวกึ่งหรูกึ่งเรียบง่าย แต่งดงามราวเทพธิดาก็ไม่ปานหญิงสาวหันมาทางเพื่อนแล้วยิ้มกว้าง มะปรางเองตอนที่ได้เห็นกิ่งเทียนครั้งแรกยังแทบไม่เชื่อสายตาว่าเพื่อนของหล่อนจะงดงามหยดย้อยปานนี้ ถ้าบุรินทร์มาเห็นจะต้องมองตาค้างแน่ๆ“นี่เพื่อนฉันหรือว่านางฟ้า”กิ่งเทียนหัวเราะคิก“วันนี้แกก็สวยเหมือนกัน”มะปรางหัวเราะขันเมื่อเห็นเพื่อนเขินจนหน้าแดง“เตรียมตัวล่ะ ตอนนี้แขกเริ่มมากันเยอะแล้ว อีกสักพักคุณบูมคงจะเข้ามารับแก”เนื่องจากไฮไลต์ของงานอยู่ที่งานเลี้ยงฉลองช่วงเย็น แขกเหรื่อจึงตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างกระตือรือร้นในครั้งที่เพื่อนร่วมงาน
บุรินทร์พาหญิงสาวออกมาจากบ้าน กิ่งเทียนนั่งเงียบมาตลอดทาง หล่อนมองออกไปข้างนอกคล้ายจมอยู่ในภวังค์ กระทั่งมาถึงเพนต์เฮาส์จึงรู้ตัวตอนที่เขาสะกิด“ถึงแล้ว”หญิงสาวยิ้มให้ชายหนุ่มแล้วลงจากรถ เงียบมาจนถึงห้อง“คิดอะไรอยู่” เขาเอ่ยถามเมื่อหญิงสาวเดินมานั่งลงข้างๆ พร้อมกับน้ำสองแก้ว“คิดถึงเรื่องของพ่อกับน้องๆ ค่ะ”หญิงสาวหันมองเขาเต็มตาพลางเอ่ยถามความเห็น“คุณคิดว่ายังไง นอกจากดูแลค่าใช้จ่ายของพ่อแล้ว เทียนอยากจะดูแลค่าใช้จ่ายของน้องๆ ด้วย”ชายหนุ่มลูบผมของหญิงสาว แล้วสอดมือเข้าไปลูบไล้ต้นคอระหงก่อนรั้งหล่อนเข้ามากอดเอาไว้ เขารู้ว่ากิ่งเทียนกำลังยืนอยู่บนทางแยก ทางหนึ่งรับภาระกลับมาไว้บนบ่าบอบบางของหล่อนอีกครั้ง อีกทางคือสละเรือแล้วเร้นกายหนีมาอยู่กับเขาเพียงสองคน ไม่กลับไม่สนใจอะไรอีกนี่คือสิ่งที่กิ่งเทียนกำลังสับสน และตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรดีกับคนที่ไม่เคยเห็นหล่อนอยู่ในสายตา มิหนำซ้ำยังเคยทำร้ายจิตใจกันเรื่อยมา หากจะเลือกหนทางที่สอง เขาก็ไม่คิดว่าหญิงสาวจะทำได้ลง ดังนั้นชายหนุ่มจึงคิดว่าคนในอ้อมแขนของเขากำลังเอนเอียงไปยังหนทางแรกมากกว่า“ช่วยน่ะช่วยได้ ให้เปล่าๆ เลยยังได้ แต่สุด
หลายเดือนที่ผ่านมาทุกอย่างดูเหมือนเป็นใจให้คู่รักอย่างบุรินทร์และกิ่งเทียนประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เลือกเดิน แต่แล้ววันหนึ่งความราบรื่นกลับต้องสะดุดลงเมื่อจู่ๆ กชพรที่เดินอย่างไร้จุดหมายอยู่ในห้างสรรพสินค้าเหลือบเห็นหนุ่มสาวหน้าคุ้นยืนแนบชิดกันในแผนกขายเสื้อผ้าบุรุษ นั่นใช่พี่สาวที่หายหน้าหายตาไปตั้งแต่ถูกบิดาตัดขาดใช่หรือไม่ เมื่อเดินเข้าไปใกล้อีกนิดก็ต้องหยุดนิ่งเพราะคนที่ถูกชายหนุ่มร่างสูงโอบกอดเอาไว้หลวมๆ นั้นคือพี่สาวของหล่อนเอง ส่วนผู้ชายก็คือคนที่อยู่กับกิ่งเทียนตลอดงานศพของนางอำภา“พี่เทียน”เสียงทักจากด้านหลังทำให้บุรินทร์และกิ่งเทียนหันไปมอง หญิงสาวสบตาคนตรงหน้าด้วยความแปลกใจแกมยินดีที่ได้พบกัน“กช สบายดีเหรอ” หญิงสาวเอ่ยถามน้องสาว ฝ่ายนั้นมองผู้ชายตรงหน้าที่กำลังมองตรงมายังหล่อนเช่นกัน ก่อนจะสบตาพี่สาวแล้วยิ้มให้“สบายดีค่ะ แต่ว่า”การเงียบลงไปของกชพรทำให้กิ่งเทียนรู้สึกถึงความผิดปกติ“มีอะไรหรือเปล่า”กชพรขยับปากคล้ายจะบอก แต่ทุกครั้งที่คิดจะบอก คำประกาศตัดขาดความเป็นพ่อลูกกลายเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้หล่อนเอ่ยเรื่องนี้แกคนตรงหน้าทุกคราไป ไหนจะคำพูดเฉียบขาดของชายตรงหน้าที่เคย
๒๗คนโปรดของบุรินทร์หนึ่งอาทิตย์ต่อมา กิ่งเทียนวางสายด้วยดวงตาเป็นประกายเจิดจ้า ดีใจจนอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ หญิงสาววิ่งออกไปหาคนสำคัญที่นั่งทำงานอยู่อีกห้องหนึ่ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก“เข้ามาสิ”กิ่งเทียนยิ้มกระมิดกระเมี้ยนเข้าไปหาเขา ชายหนุ่มเลิกคิ้วเป็นคำถามเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นอาการดีใจบนสีหน้าและแววตาแม้เจ้าตัวจะพยายามเก็บงำก็ตาม“มีอะไรเหรอ...”คนที่ยืนเอามือไพล่หลังยิ้มกว้างขึ้นขณะสบตาคมที่มองด้วยแววตาสงสัย“ทายหน่อย”ชายหนุ่มแสร้งทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหรี่ตามองตรงมายังหญิงสาว“ท่าทางดีใจแบบนี้ ฉันว่า” เขายื่นหน้าเข้าไปหาคนที่พยายามเก็บซ่อนความดีใจ จ้องนิ่งเข้าไปในดวงตาสุกใสระยิบระยับ “ได้งานทำแล้วใช่ไหม”รอยยิ้มงามผลิกว้างขึ้นไปอีกระดับพร้อมเสียงใสที่ร้องตะโกนออกมา“ใช่แล้วค่ะ! บริษัทรับฉันเข้าทำงานแล้ว” พูดจบร่างบางก็โถมเข้าไปกอดคนตัวโตที่นั่งบนเก้าอี้ด้วยความดีใจสุดขีด ชายหนุ่มอ้าแขนรับร่างนุ่มเข้าไปกอดพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความยินดีไปกับหล่อน“ดีใจด้วย ฉันบอกแล้วว่าเธอต้องทำได้ เก่งมาก” บุรินทร์ยิ้มให้กับสาวน้อยของเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาคอยดูแลหล่อนไม่ว่าจะเรื่องกินอยู่ไปจนถึ
หัวใจดวงน้อยกระตุกโลด ราวกับโลกใบน้อยของกิ่งเทียนถูกเขย่า เมื่อจู่ๆ เขาก็บอกรัก ทั้งที่หล่อนไม่คาดหวังว่าจะได้ยินในเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำไป ดวงตาที่มองเขาสั่นไหว ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ“เธอรักฉันไหม”หัวใจของหญิงสาวกราวรูดลงแทบเท้าอีกหน ก่อนจะค่อยๆ กระเสือกระสนขึ้นมาอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่ด้วยอาการไม่ปกตินัก“ฉัน”ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น ดวงตาของเขายังจับนิ่งที่ริมฝีปากสีหวาน แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่กิ่งเทียนไม่เคยได้รับจากผู้ชายคนไหนมาก่อน ทุกการกระทำได้พิสูจน์ตัวตนของบุรินทร์ เขาเป็นทั้งเพื่อน พี่ คู่นอนและตอนนี้เขาก็กำลังเป็นคนรักของหล่อน คงไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วดวงตาคู่งามกระจ่างขึ้นในวินาทีต่อมา ราวกับผู้ที่บรรลุในธรรมก็ไม่ปาน“รักค่ะ”รอยยิ้มกว้างขวางปรากฏบนดวงหน้าคม นัยน์ตาเรียวทอประกายสุกใสแจ่มจ้า“ถ้างั้นเราจะเข้าไปเผชิญหน้ากับทุกคนที่อยู่ในบ้านพร้อมกัน”หญิงสาวน้ำตาคลอ ไม่มีใครเข้าใจหล่อนมากเท่าผู้ชายตรงหน้าอีกแล้ว ในวันที่หล่อนไม่เหลือใคร กลับมีเขายืนเคียงข้างไม่เคยทอดทิ้ง เมื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้บางส่วนหญิงสาวจึงก้าวลงจากรถ ก่อนหยุดมองความยิ่งใหญ่ข







