Teilen

บทที่ 5

อาเซิง
เซียวหลินยวนสำลักคำพูดของนาง สัมผัสได้ถึงความเย็นชาและเย้ยหยันที่ซุกซ่อนอยู่ใต้น้ำเสียงเรียบสงบนั้น

เขาอยากอธิบาย อยากพูดอะไรสักอย่างเพื่อคลี่คลายบรรยากาศ แต่เฉิงสือยวนเบือนหน้าหนีไปแล้ว พลางมองดูทิวทัศน์ที่แล่นผ่านไปนอกหน้าต่างรถ ท่าทางไม่อยากพูดคุยกับเขาอีก

เซียวหลินยวนมองเสี้ยวหน้าที่เย็นชาของนาง ความอึดอัดกลุ้มใจและความรู้สึกไร้กำลังในอกก็ตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง

งานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิจัดขึ้น ณ ตำหนักแปรพระราชฐานอันงดงามริมชานเมือง ซึ่งโอบล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ บรรยากาศคึกคักครึกครื้นเป็นอย่างยิ่ง

การปรากฏตัวของเฉิงสือยวน ก่อให้เกิดความฮือฮาไม่น้อย

ผู้คนไม่น้อยต่างจำพระชายาเจิ้นเป่ยผู้เคยเลื่องชื่อไปทั่วเมืองหลวงผู้นี้ได้ สายตาอันหลากหลายต่างจับจ้องมา พลางกระซิบกระซาบกัน

สายตาเย็นชาของเซียวหลินยวนที่กวาดมองไป ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นแผ่วลง

ในงานเลี้ยงมีการแข่งขันตีคลี เซียวหลินยวนรู้ว่าเมื่อก่อนเฉิงสือยวนชอบตีคลีที่สุด ทั้งยังมีทักษะการขี่ม้าเป็นเลิศ จึงอยากให้นางลงสนาม

“สือยวน ไปเล่นสักรอบไหม? ถือเสียว่ายืดเส้นยืดสาย”

เฉิงสือยวนส่ายหน้า “ไม่ล่ะ”

เซียวหลินยวนเกลี้ยกล่อมอยู่สองสามคำ เห็นนางยังคงนิ่งเฉย จึงเอ่ยว่า “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าชอบตีคลีที่สุด ทั้งยังเคยบอกว่า บนหลังม้าคือช่วงเวลาที่เป็นอิสระที่สุด ทำไมหรือ ติดคุกห้าปี แม้แต่ความกล้าเท่านี้ก็ไม่เหลือแล้วงั้นรึ?”

คำพูดนี้แฝงการยั่วยุที่ยากจะสังเกตเห็นอยู่สายหนึ่ง

เฉิงสือยวนช้อนตาขึ้น มองเขาปราดหนึ่ง

จากนั้น นางก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังคอกม้า

นางเลือกม้าตัวเมียที่ไม่ได้ตัวใหญ่ที่สุด แต่ดูเชื่องออกมาตัวหนึ่ง แล้วพลิกตัวขึ้นม้าด้วยท่วงท่าเงอะงะเล็กน้อย ก่อนจะหยิบไม้ตีคลีขึ้นมา

ช่วงแรกนางเกร็งอยู่จริง ท่วงท่าเชื่องช้า ราวกับลืมวิธีเหวี่ยงไม้ไปแล้ว

ทว่ายามม้าเริ่มควบวิ่ง ยามไม้ตีคลีแตะถูกลูกคลีลูกเล็กๆ นั้น ยามเสียงลมพัดผ่านข้างหูดังหวีดหวิว...

บางอย่างที่สลักลึกอยู่ในกระดูก ราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้น

แววตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนไป แผ่นหลังตั้งตรง ข้อมือออกแรง บังคับม้า ไล่ตาม ตีลูก!

ท่วงท่าเปลี่ยนจากเงอะงะเป็นลื่นไหล จนในที่สุดถึงกับกู้ท่าทางผ่าเผยองอาจในวันวานกลับมาได้หลายส่วน! แม้ไม่ดุดันเท่าช่วงรุ่งโรจน์ แต่ก็เรียกเสียงเอ่ยชมแผ่วเบาจากคนข้างสนามได้ไม่น้อย

เซียวหลินยวนนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ มองดูเงาร่างนั้นบนหลังม้า มองดูใบหน้านางที่ขึ้นสีระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อยเพราะออกกำลัง มองดูประกายตาที่กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง ความอึดอัดแน่นอกและความไม่สบายใจที่คั่งค้างในใจเขามาเนิ่นนาน ในที่สุดก็สลายไปบ้างแล้ว

แบบนี้สิถึงจะเป็นเฉิงสือยวน

มีชีวิตชีวา สว่างไสว ราวกับเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับมอด

จบการแข่งขันไปหนึ่งรอบ ฝ่ายของเฉิงสือยวนชนะมาได้อย่างหวุดหวิด นางลงจากม้า พลางหอบหายใจเล็กน้อย มีเหงื่อซึมตามไรผม

รอบข้างมีคนยิ้มพลางเอ่ยแสดงความยินดีกับนาง

ใบหน้านางปรากฏรอยยิ้มผ่อนคลายที่ไม่ได้เห็นมานาน

ทว่าพอเงยหน้าไปสบตาเซียวหลินยวนที่มองลงมาจากอัฒจันทร์ รอยยิ้มบนใบหน้าก็มลายหายไปทันตา กลับมาเรียบเฉยและห่างเหินเหมือนเดิม

หัวใจของเซียวหลินยวนพลันดิ่งวูบลงทันที

เมื่อก่อน รอยยิ้มเช่นนั้นของนางมีไว้เพื่อเขาเพียงคนเดียว

แต่ยามนี้ ทุกคนกลับได้เห็นมัน มีเพียง...เขาที่ไม่มีวันได้เห็นอีกแล้ว

ระหว่างทางกลับ เฉิงสือยวนเอาแต่หลับตาพักผ่อนมาโดยตลอด

เซียวหลินยวนอยากจะเอ่ยปากอยู่หลายหน ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะพูดสิ่งใด

เมื่อเดินทางมาถึงทางลับในป่าแห่งหนึ่ง ด้านนอกพลันมีเสียงเอะอะและเสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังขึ้น!

“มีมือสังหาร! อารักขาท่านอ๋องกับพระชายา!”

รถม้าหยุดลงอย่างกะทันหัน ด้านนอกมีทั้งเสียงตวาดขององครักษ์ เสียงร้องครวญคราง และเสียงอาวุธปะทะกันวุ่นวายไปหมด

“อยู่ในรถอย่าขยับ!” เซียวหลินยวนตวาดเสียงต่ำใส่เฉิงสือยวน ชักกระบี่ข้างเอวแล้วเปิดม่านรถกระโจนออกไป

เฉิงสือยวนนั่งอยู่ในรถ ฟังเสียงเข่นฆ่าด้านนอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย เรื่องความเป็นความตาย นางประสบพบเจอมามากเกินไปจนชาชินไปนานแล้ว

ทันใดนั้น ม่านรถก็ถูกกระชากออกอย่างแรง โจรคลุมหน้าคนหนึ่งเอี้ยวตัวเข้ามา รวบจับแขนนางไว้ แล้วกระชากตัวนางออกไปอย่างป่าเถื่อน!

“ท่านอ๋อง! พระชายาถูกลักพาตัวไปแล้วขอรับ!”

เซียวหลินยวนหันกลับมา ประจวบเหมาะกับเห็นเฉิงสือยวนถูกโจรคนหนึ่งจับขึ้นหลังม้า แล้วควบทะยานมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของป่าเขาไปอย่างรวดเร็ว!

เขาเบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น แย่งม้ามาตัวหนึ่งทันที ก่อนส่งเสียงตวาดกร้าว “ตามไป!”

พวกโจรคุ้นเคยกับภูมิประเทศเป็นอย่างดี วกวนเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมา จนชักนำเซียวหลินยวนมาถึงริมหน้าผาแห่งหนึ่ง

เฉิงสือยวนถูกเหวี่ยงลงบนพื้น สองมือถูกไพล่หลัง นางเงยหน้าขึ้น มองเห็นเสิ่นเยว่หนิงถูกมัดอยู่ริมหน้าผาฝั่งตรงข้าม สีหน้าซีดเผือด สั่นสะท้านไปทั้งตัว

หัวหน้าโจรเป็นชายหน้ามีแผลเป็นจากคมดาบ ยืนอยู่บนลานว่างตรงกลางระหว่างหน้าผาทั้งสองแห่ง มองดูเซียวหลินยวนที่ไล่ตามมา แล้วส่งเสียงหัวเราะประหลาดอย่างชั่วร้าย

“อ๋องเจิ้นเป่ย! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ! ตอนนั้นเจ้ายกทัพกวาดล้างค่ายเฮยเฟิงของข้า สังหารพี่น้องข้าไปนับไม่ถ้วน แถมยังบีบให้ข้าเลือกระหว่างพี่น้องกับภรรยา! ดี! วันนี้ข้าก็จะให้เจ้าเลือกสักครั้งเช่นกัน!”

เขาชี้ไปทางเฉิงสือยวนกับเสิ่นเยว่หนิง

“ฝั่งนี้คือพระชายาของเจ้า ฝั่งนั้นคือยอดดวงใจของเจ้า! ข้าอยากจะรู้นักว่า หากทั้งสองคนตกลงไปในหน้าผาพร้อมกัน เจ้าจะเลือกช่วยคนไหน?”

“พี่น้องทั้งหลาย ส่งคนงามทั้งสองเดินทางได้!”

พอพูดจบ โจรที่อยู่ด้านหลังของเฉิงสือยวนและเสิ่นเยว่หนิงก็ออกแรงพร้อมกัน ผลักคนทั้งสองออกไปนอกหน้าผา!

“ไม่…!” ม่านตาของเซียวหลินยวนหดเกร็งลงทันที ตะโกนเสียงแหบแห้งออกมาอย่างเคืองแค้น

ร่างสองร่างเปรียบดั่งว่าวสายป่านขาด ดิ่งร่วงลงสู่หน้าผาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง

ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น

สายตาของเซียวหลินยวนกวาดมองไปมาระหว่างสองร่างที่กำลังร่วงหล่นด้วยความรวดเร็วปานเหินบิน

เฉิงสือยวน...เสิ่นเยว่หนิง...

แทบจะไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

เขาถีบปลายเท้า เงาร่างรวดเร็วดั่งสายฟ้า โถมทะยานไปทางทิศทางที่เสิ่นเยว่หนิงกำลังร่วงหล่น!

ในเสี้ยววินาทีก่อนที่เสิ่นเยว่หนิงจะร่วงลงสู่ก้นผา เขาก็คว้าข้อมือของนางไว้ได้อย่างหวุดหวิด ออกแรงฉุดนางขึ้นมา แล้วดึงเข้ามากอดไว้แน่นในอ้อมอก

ส่วนอีกร่างหนึ่ง ได้แต่เลือนผ่านหางตาของเขา ก่อนดิ่งร่วงลงสู่เหวลึกที่ปกคลุมด้วยหมู่หมอก ดั่งใบไม้แห้งร่วงโรยใบหนึ่ง

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 21

    เซียวหลินยวนออกแรงดิ้นรนหมายจะชันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับสะเทือนถึงกระดูกที่หักร้าว ความเจ็บปวดเจียนตายบีบให้เขาหลุดเสียงครางในลำคอ ก่อนจะล้มกระแทกกลับลงบนเตียงอย่างแรง หน้าผากพลันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬในพริบตา“ท่านอ๋อง! ท่านบาดเจ็บสาหัส ขยับไม่ได้นะขอรับ!” องครักษ์เงารีบก้าวไปข้างหน้าหมายจะกดตัวเขาไว้“ไสหัวไป!” เซียวหลินยวนดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงกับปัดมือองครักษ์เงาออก พลางลากขาข้างที่หัก กลิ้งตกจากเตียงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ บาดแผลปริแตก เลือดสดๆ ย้อมผ้าพันแผลจนแดงฉานอย่างรวดเร็วเขาคล้ายไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวด ใช้เพียงข้อศอกยันกาย คืบคลานไปทางประตูอย่างยากลำบากทีละนิดๆเขาจะไปหานาง เขาต้องหานางให้พบ! นางไปไม่ได้ นางจะไปจากเขาเช่นนี้ไม่ได้!องครักษ์เงาทำใจมองต่อไม่ได้ จึงเบือนหน้าหนี พลางนำแผ่นกระดาษที่พับเรียบร้อยแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขาด้วยมือไม้อันสั่นเทา“ท่านอ๋อง...ก่อนแม่นางเฉิงจะจากไป ทิ้งไว้เพียงสิ่งนี้ขอรับ”ร่างที่กำลังคืบคลานของเซียวหลินยวน พลันชะงักค้างอยู่กับที่เขาตัวสั่นสะท้าน ยื่นมือที่แปดเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน แ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 20

    “เซียวหลินยวน…!!”แรงผลักสุดกำลังส่งผลให้เฉิงสือยวนเซถลาล้มลงบนแผ่นหินอันปลอดภัย หัวเข่าและข้อศอกมีรอยถลอกปอกเปิก ส่งความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นมาใต้หน้าผาอบอวลด้วยเมฆหมอก ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งในชั่วขณะที่นางคิดว่าเขาคงร่างแหลกลาญไปแล้วนั้น เบื้องล่างห่างไปไม่ไกล พลันมีเสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะดังขึ้น พร้อมเสียงครางแผ่วต่ำในลำคอนางเพ่งสายตามองไป พลันพบว่าเซียวหลินยวนมิได้ร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวทันที หากแต่โชคดีที่ถูกต้นไม้แห้งโกร๋นต้นหนึ่งที่ยื่นออกมาจากหน้าผาแขวนรั้งไว้ทว่าต้นไม้แห้งโกร๋นต้นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากการตกร่วงและน้ำหนักตัวของเขาได้ จึงส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักสะบั้น แม้กระทั่งส่วนรากก็เริ่มเลื่อนหลุดแล้ว ทั้งร่างเขาห้อยโหนอยู่กลางอากาศ แผ่นหลังและท่อนแขนถูกโขดหินแหลมคมกรีดบาดเป็นรอยแผลนับไม่ถ้วน จนเลือดไหลโชกเขายังคงมีลมหายใจ ทว่าชะตากรรมกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อกู้ชิงเฟิงก็พุ่งมาถึงริมผาเช่นกัน เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียด“สือยวน เจ้าอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน! ข้าจะไปหาเชือกและคนมาช่วย!”

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 19

    กู้ชิงเฟิงยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ยังคงไม่สยบยอมและไม่เย่อหยิ่ง “ข้าน้อยกู้ชิงเฟิง เป็นเพียงหมอพเนจรคนหนึ่ง ข้ารู้เพียงแต่ว่าแม่นางเฉิงที่พักฟื้นอยู่ ณ ที่นี้ มีอิสรภาพ หากท่านยังคอยรังควาน รบกวนคนไข้ ก็อย่าหาว่าข้าน้อยไม่เกรงใจ”เข็มเงินตรงปลายนิ้วของเขาสะท้อนประกายเย็นวูบวาบ“พี่กู้” เฉิงสือยวนยื่นมือออกมากะทันหัน พลางรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงไว้เบาๆ นั่นเป็นท่าทีแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพิงอย่างเต็มเปี่ยมนางไม่แม้แต่จะชายตามองเซียวหลินยวนอีกเลยแม้สักแวบเดียว ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศสกปรกกลุ่มหนึ่ง“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” น้ำเสียงของนางแผ่วเบายิ่ง ทว่ากลับสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของเซียวหลินยวนได้อย่างแจ่มชัด “คนไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”ไม่สำคัญถ้อยคำทั้งสี่คำนั้น ช่างเบาหวิว ทว่าราวกับมีดสั้นอาบยาพิษ จ้วงแทงลงกลางใจของเซียวหลินยวนอย่างแรง จากนั้นก็บิดหมุน คว้านเนื้อโชกเลือดออกมาชิ้นหนึ่ง เขามองดูเฉิงสือยวนรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงตาปริบๆ มองดูเขาประคบประหงมคอยประคองนาง แม้กระทั่งกระซิบเตือนนางให้ระวังธรณีประตู มองดูนางเดินเข้าประตูเรือนอันซอมซ่อบานนั้น แล้ว

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 18

    “ไม่! ข้ายังมิได้ยินยอม! เรื่องนั้นไม่นับ!” เซียวหลินยวนเอ่ยขัดนางขึ้นมาทันควัน ตะเบ็งเสียงขึ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แฝงความหวาดกลัวที่ยากจะซ่อนเร้น “ยวนยวน ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว! ข้ารับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว! เรื่องพวกนั้นที่เสิ่นเยว่หนิงก่อไว้ ทั้งในคุกใต้ดิน ทั้งที่ริมขอบหน้าผา...ข้ามันเขลาเอง! ข้ามันตาไร้แววเอง! ข้าผิดต่อเจ้ายิ่งนัก! เจ้ายกโทษให้ข้าจะได้หรือไม่? พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่อีกสักครั้ง ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้าเพียงผู้เดียว จะเชื่อฟังเจ้า จะรักเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...”เขาเอ่ยคำพูดสับสนรวนเรจับต้นชนปลายไม่ถูก พรั่งพรูเอาความรู้สึกเสียใจ ความเจ็บปวด และความตรอมตรมคิดถึงตลอดหลายวันที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก พยายามไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้เฉิงสือยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย มิใช่ด้วยหวั่นไหว หากแต่เป็นความหงุดหงิดระอาใจคล้ายถูกรบกวนนางมองดูมือของเขาที่ยื่นเข้ามาหมายจะคว้าท่อนแขนตน ร่างกายเบี่ยงหลบไปข้างหลังเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น ราวกับกำลังหลบหลีกสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ“ความรักของท่านอ๋อง” นางเงยหน้า จ้องลึกเข้าไปในแววตาอันอัดแน่นด้วยความทรมานและอ้อนวอนของเขา พลางเอ่ยทีละคำ ทั้งแ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 17

    เขาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย กลิ่นอายอบอุ่นนุ่มนวล คิ้วตาสะอาดหมดจด ราวกับสายธารกลางขุนเขา และสายลมบริสุทธิ์กลางพงไพรเขาประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบไว้ในมือ ในชามมีไอร้อนลอยกรุ่นเป็นสายเป็นกู้ชิงเฟิงนั่นเองเขาเดินมาหยุดข้างเก้าอี้หวาย พลางย่อกายลงอย่างเป็นธรรมชาติ วางถ้วยยาลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ จากนั้นยื่นมือประคองข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บของเฉิงสือยวนขึ้นมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง แล้วค่อยๆ ปลดผ้าพันแผลสะอาดที่พันอยู่ออกอย่างระมัดระวังเซียวหลินยวนใจกระตุกวูบ ลมหายใจพลันถี่กระชั้นขึ้นมาเท้าข้างนั้น บริเวณฝ่าเท้ายังคงเห็นรอยแผลเป็นสีเข้มกับเนื้อใหม่สีชมพูน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ดีกว่าสภาพ “เน่าเปื่อยจนไม่มีเนื้อดีสักชิ้น” อย่างที่พวกนักเดินทางในเพิงชาเล่าไว้มากนักกู้ชิงเฟิงใช้ผ้านุ่มชุบตัวยา ค่อยๆ เช็ดผิวรอบบาดแผลอย่างเบามือ น้ำหนักมือของเขานุ่มนวลแผ่วเบา ราวกับกำลังปฏิบัติต่อสมบัติล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบเรียวคิ้วของเฉิงสือยวนขมวดเข้าหากันแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น“ทนอีกนิดนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว” กู้ชิงเฟิงสังเกตเห็นในทันที น้ำหนั

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 16

    “เพียะ…!”เสียงตบฉาดใหญ่ดังกังวานขึ้นในเพิงชาอย่างไม่มีใครคาดคิดนักเดินทางสองสามคนที่กำลังคุยสัพเพเหระหันมองด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงบุรุษที่นิ่งเงียบฟังพวกตนพูดมาโดยตลอด ผู้มีเค้าความซูบซีดอิดโรยแต่ยากจะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ กลับตบหน้าตนเองอย่างแรง แรงถึงขั้นมุมปากมีเลือดซึมออกมาในชั่วครู่เขาคล้ายไม่รู้สึกตัว เพียงเขม้นมองเปลวไฟในเตาที่ลุกโชน ในดวงตามีแต่ความเจ็บปวดและความเสียใจภายหลังอันท่วมท้นยามค่ำคืน ในถิ่นทุรกันดาร ลมหนาวบาดลึกถึงกระดูกเซียวหลินยวนนั่งอยู่ข้างกองไฟตามลำพัง แสงไฟส่องสว่างดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและตอหนวดรกเรื้อบนคางของเขาเขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ ห่อนั้นออกมาจากสาบเสื้อชิดตัว ด้านในคือเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ในกล่องเหล็ก กับเศษถุงหอมไหม้เกรียมชิ้นนั้นปลายนิ้วหยาบกร้าน สัมผัสเศษผ้าไหม้เกรียมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวังเย็นยะเยือก ราวกับสายตาคู่นั้นที่นางใช้มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย“ยวนยวน…” เขารำพึงกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแหบแห้งแตกสลาย เพียงถูกลมหนาวพัดก็ปลิวหาย “ตอนนั้นข้า...ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ารับมือไหวจริงๆ...ข้าไม่รู้...ข้าไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเจ้า...”เข

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status