تسجيل الدخول
บรรยากาศเช้านี้อุ่นนิด ๆ แสงแดดลอดผ่านพุ่มอินทนิลริมฟุตปาทในมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ รั้วขาวสะอาดเรียงเป็นระเบียบ กับป้ายภาษาอังกฤษสีทองหน้าเขตมหาวิทยาลัย
“Royal Metropolitan University” สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ จนเธอต้องหยีตาเล็กน้อย มีน หรือมีนรดา วัฒนานันท์ เด็กทุนคนใหม่ของคณะ Communication Arts (International Program) ‘นิเทศศาสตร์อินเตอร์' กอดกระเป๋าผ้าใบเล็กไว้แนบอก มองตึกเรียนตรงหน้าอย่างตื่นเต้น... และตัวเกร็งในทันที “มหาลัยอะไรทำไมมันใหญ่ขนาดนี้เนี่ย...” Royal Metropolitan University หรือที่ทุกคนเรียกว่า (RMU) คือมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เน้นหลักสูตรนานาชาติ 100% ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ติดรถไฟฟ้า รายล้อมไปด้วยนักศึกษาจากครอบครัวระดับไฮเอนด์ ลูกนักการเมือง ทายาทตระกูลใหญ่ และมีเพียงไม่กี่คน... ที่ได้รับโอกาสนี้ในฐานะ “เด็กทุน” และเธอคือหนึ่งในนั้น ใจคิดไป ขาก็ก้าวต่อ ผ่านลานน้ำพุหน้าตึกกลาง รอบตัวเต็มไปด้วยคนแต่งตัวเหมือนเพิ่งเดินออกมาจากรันเวย์ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ได้เอ่ยดังขึ้น “มี๊นนนน!!” เสียงใส ๆ ดังมาจากด้านหลัง ก่อนร่างเพรียวจะโผเข้ามากอดเธอเต็มแรง “ขวัญ!” มีนรดายิ้มกว้าง “นึกว่าจะโดนทิ้งให้หลงทางคนเดียวแล้วแหนะ” มีนรดายังแอบคิดว่ามหาลัยใหญ่ขนาดนี้ เดินคนเดียวก็รู้สึกโหวงแปลกๆ ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ “โอ๋ ๆ ใครจะกล้าทิ้งคนสวยอย่างเธอยะ~” ขวัญข้าว ดวงฤดี เพื่อนที่เธอรู้จักจากวันสอบสัมภาษณ์แค่วันเดียวก็มากพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพลังบวกที่ทั้งน่ารัก สดใส และจริงใจ จนมีนรดาอยากผูกขาดเอาไว้คนเดียว “ตึกเราอยู่นู่นนน ตึก C เห็นป่ะ?” ขวัญข้าวจูงแขนเธอไปพลางพูดจ้อไม่หยุด “ใหญ่เว่อร์วังจริง ๆ อะ ถ้าไม่มีรถใช้ มีหวังได้เดินจนขาลากแน่” มีนรดาหันมองรอบมหาวิทยาลัยที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา “เห็นว่าเขามี Shuttle Bus ให้นักศึกษาใช้ด้วยนะ!” ขวัญข้าวว่า ทำเอามีนรดาตาลุกวาว “โหววว... ดีอะ!” “ไปกัน รีบไปรายงานตัว จะได้เจอเพื่อนใหม่!” ขวัญข้าวยิ้มสดใส เธอเป็นลูกสาว ส.ส.เจนภพ ถึงจะโตมากับความหรูหรา แต่กลับเป็นคนเฟรนด์ลี่ ไม่ถือตัว ไม่มองคนจากภายนอก “ไปสิ ไปกัน” มีนรดาเอ่ยด้วยรอยยิ้มน่ารักจนเห้นลักยิ้มที่มุมแก้มทั้งสองข้าง แม้บ้านของมีนรดาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากนัก แต่เธอก็ไม่ได้อ่อนแอหรือยอมใครง่าย ๆ เธอเป็นเด็กทุนที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้น เธอเป็นเด็กฉลาด มีไหวพริบ และมั่นใจในตัวเองเต็มเปี่ยม เธอไม่ได้มาถึงตรงนี้เพราะโชคช่วย...แต่เพราะความสามารถของตัวเองล้วน ๆ ไม่นานนัก สองสาวก็มาถึงอาคารเรียนตึก C ตึกหลักของคณะ Communication Arts (International Program) ที่ใหญ่โตสวยงามเหมือนฉากในหนังฝรั่งไม่มีผิด... คนที่นี่ต่างเรียกมันว่า “ตึก C” บรรยากาศในห้องโถงปฐมนิเทศของตึก C คึกคักเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจ้อแจ้ เฟรชชี่เกือบพันชีวิตนั่งประจำโต๊ะกลมตามกลุ่มที่จัดไว้ จอโปรเจกเตอร์ด้านหน้าฉายโลโก้คณะ CAIP อย่างอลังการข้างหน้าโต๊ะของทุกคนมี iPad เครื่องใหม่วางรออยู่ “โอ๊ยยย... เริ่ดเว่อร์” ขวัญข้าวลูบหน้าจอเบา ๆ “นี่เราต้องจับบัดดี้ผ่านแอปจริงดิ?” “เห็นรุ่นพี่ว่าอย่างนั้นนะ” “เขาว่ามันเป็นระบบสุ่มอัตโนมัติอะ” มีนรดาตอบขณะกดปุ่ม “Start” บนหน้าจอที่ปรากฏโลโก้ RMU เคลื่อนไหวอย่างลื่นไหล “RMU Buddy Secret Match” ระบบจับบัดดี้แบบลับเฉพาะตัว แนวคิดจากคณะ เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักเพื่อนใหม่แบบสร้างสรรค์ ทุกคนจะสุ่มจับบัดดี้ผ่านโปรแกรม แต่จะไม่รู้ว่าเขาคนนั้นคือใครในทันที จะรู้แค่ “ชื่อ-นามสกุล” ของเขาเท่านั้น และพวกเธอต้องไปตามหาบัดดี้กันเอาเอง มันก็ดูน่าตื่นเต้นและท้าทายดี “ขอต้อนรับเข้าสู่กิจกรรม RMU Buddy Secret Match นะครับน้อง ๆ!” เสียงของพี่นิเทศเอ่ยขึ้น “ใน iPad หน้าตาของแต่ละคน จะมีชื่อทุกคนเพื่อสุ่มจับบัดดี้ของตัวเอง แต่... จะไม่มีรูป ไม่มีเบอร์ ไม่มีคิวอาร์โค้ดใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพราะนอกจากระบบจะสุ่มให้แล้วทุกคนต้องออกไปตามหาบัดดี้กันเอาเอง เพราะสิ่งที่เราจะให้พวกเธอทำวันนี้คือ… ‘ตามหาคนที่ใช่’ ด้วยตัวเอง” “กรอกชื่อ-รหัสนักศึกษา และกด ‘สุ่มจับบัดดี้’ ได้เลยนะคะ” เสียงพี่คณะอีกคนเอ่ยแทรกขึ้น นักศึกษาทุกคนในห้องต่างฮือฮาก่อนจะก้มหน้าก้มตากดหน้าจอกันใหญ่ เสียงติ๊งเบา ๆ ดังขึ้นจากแต่ละเครื่องเมื่อผลสุ่มปรากฏ มีนรดาแทบกลั้นหายใจขณะรอโหลด... หน้าจอเปลี่ยนเป็นพื้นดำเรียบหรู ก่อนจะมีชื่อปรากฏขึ้นกลางจอ “Buddy: ธามนาธร อัครไพศาลกุล (ทามม์) ” ธามนาธร... มีนรดาพึมพำชื่อซ้ำในใจ “มีน! เธอได้ใครอะ!?” เสียงของขวัญข้าวดังขึ้นข้างเจ้าตัวพร้อมกับการเอี้ยวตัวมาดู iPad อย่างอยากรู้ “ทามม์... ธามนาธร...นามสกุลอะไรซักอย่าง” มีนรดายื่นหน้าจอให้เพื่อนดูอย่างเลื่อนลอยนิด ๆ “โอ๊ยยย ฟังดูรวยเว่อร์อะ ชื่อแบบนี้ต้องมีคอนโดอยู่สุขุมวิทแน่ ๆ” ขวัญข้าวหัวเราะคิก ก่อนจะกดของตัวเองดูบ้าง “อุ๊ย~ เราได้ผู้หญิง! ชื่อก็น่ารัก ถุงแป้ง อรจิรา” เธอยิ้มอย่างสดใส แล้วเริ่มมองหาคนชื่อถุงแป้งอย่างตื่นเต้น ไม่นานนัก บรรยากาศในห้องก็เริ่มคึกคัก เฟรชชี่แต่ละคนลุกจากโต๊ะเพื่อเริ่มภารกิจ "ตามหาบัดดี้" บางคนยอมเฉลยตัวเองง่าย ๆ ด้วยรอยยิ้ม บางคนก็ดูขี้เล่น ปากแข็งไม่ยอมรับว่าใช่ จนอีกฝ่ายต้องถามซ้ำหลายรอบ มีนรดาเอง... ก็เดินถามคนโน้นที คนนั้นที แต่คำตอบก็เหมือนเดิมทุกครั้ง “ไม่ใช่ครับ” “เราไม่ใช่ธามนาธรนะ” “ชื่อเราคนละคนอะ ลองถามโต๊ะนู้นมั้ย?” ไม่มีใคร… ยอมรับว่าเป็นบัดดี้ของเธอ มีนรดาลอบถอนหายใจถี่ๆ ขณะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ไหล่ทั้งสองข้างตกลงเล็กน้อยจากความเหนื่อยหน่าย “ดีใจด้วยนะ ขวัญ บัดดี้เธอรับตัวแล้วนี่” เธอยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน “ของฉันนี่สิ...” เธอถอนหายใจอีกครั้ง “ถามใครก็ไม่มีใครยอมรับเลยสักคน” ขวัญข้าวทำหน้าย่น “ไม่เป็นไรหรอกน่าแก วันนี้เขายังไม่ยอมรับตัวก็ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้เขาจะไม่รับนี่นา” เธอว่าพลางเอื้อมมือมาวางบนแขนเพื่อนเบา ๆ “อีกอย่าง พวกผู้ชายที่นี่ก็อย่างที่เห็น... หล่อ รวย แล้วก็...หลงตัวเอง ฉันว่าน่าจะแค่เล่นตัวอ่ะแหละ” ประโยคท้ายขวัญข้าวแอบทำปากเบ้ จนมีนรดาหลุดขำ วันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่เพื่อนๆ ทุกคนได้ทำความรู้จักกันและก็ได้แนะนำตัวเองในคลาสและได้รู้จักอาจารย์ที่ปรึกษา และช่วงบ่ายก็ให้พวกเธอตามอัธยาศัยได้เลย “จะกินข้าวที่ฟู้ดคอร์ด C กันมั้ย หรือจะกลับที่พัก?” ขวัญข้าวเอ่ยถาม ขณะเดินเคียงกันออกมาจากตึก C ที่ RMU ไม่มีหอพักในรั้วมหาลัย นักศึกษาส่วนใหญ่ต่างมีคอนโดหรือบ้านอยู่เองตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว บางคนขับรถหรูมา บางคนก็มีคนขับรถรอรับบริการที่หน้าโถงตึก แต่สำหรับมีนรดา... มันไม่ใช่อย่างนั้นไง เธอทำท่าอึกอักนิดหน่อย ก่อนจะหลุบตาลงมองพื้น ความจริงเธอกะว่าจะเดินไปร้านสะดวกซื้อตรงหน้าปากซอย ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วก็พวกผักนิดๆ หน่อยๆ ก่อนจะกลับหอพัก เธออยากประหยัดไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ทุนที่ได้ก็ครอบคลุมแค่ค่าเทอม ไม่รวมชีวิตจริงหลังเลิกเรียน ขวัญข้าวที่เดินเคียงอยู่เหมือนจะสังเกตได้ “เดี๋ยวเราเลี้ยง” เสียงสดใสเอ่ยขึ้นพลางตีที่กระเป๋าถือปักๆ “หน่าา~ เราไม่มีเพื่อนกินข้าวหน่านะ” มีนรดาเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย แต่ยังคงทำหน้าลังเล “กินเสร็จเดี๋ยวเราไปส่งแกที่หอด้วยเลย ไหน ๆ ก็ไหน ๆ จะได้รู้ด้วยว่าแกพักอยู่แถวไหน” ขวัญข้าวยิ้มกว้าง แล้วยื่นนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับเธอ ไม่รอให้มีนรดาตอบอะไร มืออีกข้างก็จับข้อมือบางลากไปอย่างร่าเริง “ดะ เดี๋ยวสิ… ขวัญ!!” ... ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา ข้าวขาหมูร้อน ๆ คะน้าหมักพิเศษกับน้ำซอสสูตรเข้มข้นก็มาวางตรงหน้า กลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอชนิดที่ท้องร้องดังไปถึงดาวดวงไหนก็ไม่รู้ “เดี๋ยวฉันไปเอาต้มเลือดหมูมาอีกก่อนนะ” ขวัญข้าวลุกขึ้นยิ้มแล้วเดินไปยกต้มเลือดหมูมาอีกสองถ้วย “ยังไม่หมดอีกเหรอขวัญ...” มีนรดาเบิกตากว้าง “เยอะเกินไปแล้วนะ เดี๋ยวกินไม่หมดแน่” ขวัญข้าวหันมายักคิ้ว “ห้ามเหลือ” เมื่อทั้งคู่ทานข้าวเสร็จ ขวัญข้าวก็พาเพื่อนสนิทคนใหม่ไปส่งที่ที่พักตามที่รับปากไว้ พอมาถึงลานจอดรถ มีนรดาก็แอบลุ้นเพราะที่จอดที่หรูหรากว้างขวางนี่ มีแต่รถสปอร์ตยี่ห้อดังทั้งนั้น ไม่นานนัก ขวัญข้าวก็กดรีโมทจนมันแจ้งเตือนทันที เมื่อสัญญาณเตือนไฟกะพริบ มีนรดาก็ต้องตกตะลึงกับรถคันสีแดงสปอร์ตหรูยี่ห้อหนึ่งที่โลโก้เป็นรูปงู “ขึ้นมาสิมีน” ขวัญข้าวลดกระจกลงพร้อมบอกให้เธอรีบเข้ามาในรถ คนที่กำลังตะลึงกับรถหรูตรงหน้าใช้เวลาชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง กว่าจะกล้าเปิดประตูขึ้นไปนั่งข้างคนขับ ภายในรถยนต์คันหรูมันทำให้เธอประหม่า นั่งตัวเกร็งราวกับอยู่ในห้องสัมภาษณ์ทุนอีกครั้ง ขวัญข้าวไม่พูดอะไร เพียงยิ้มขำ ๆ กับท่าทางซื่อ ๆ ของเพื่อน ก่อนจะแตะคันเร่งออกจากลานจอดรถ เสียงเครื่องยนต์คำรามเบา ๆ อย่างนุ่มลึก ไฟท้ายรูปทรงเฉี่ยวค่อย ๆ เคลื่อนผ่านรั้วมหาวิทยาลัยราวกับฉากในหนัง แต่ยังไม่ทันพ้นประตูรั้วดีเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น... “ว๊ายยยยยยย!!” … โคร่ม!!!....“มีน ..!!” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกกันกี่ครั้งแล้วก็ไม่รู้“ห่ะ...ห๊ะ!! เมื่อกี้ทามม์ว่าอะไรนะ?”คนตัวสูงมองใบหน้าเธอที่เหม่อลอยอย่างชัดเจน เขาอยากรู้เหลือเกินว่าในหัวของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังลังเล? กำลังกลัว? หรือว่ากำลังรู้สึกผิด...ที่อยู่กับคนที่เธอคิดว่าเขาเป็นใครอีกคน“เราแค่บอกว่า...พรุ่งนี้ไม่มีเรียน ถ้ามีนจะค้างที่นี่ก็ได้ ห้องนอนมีสามห้อง สะดวกสบาย ปลอดภัย” เขาย้ำคำสุดท้ายอย่างตั้งใจ “ปลอดภัยแน่นอน”เพราะเขาอยากให้เธอไว้ใจ แม้จะรู้ตัวเองดีว่า ความจริงทั้งหมดที่เขาซ่อนอยู่...ยังจะปลอดภัยสำหรับเธอจริงๆ หรือเปล่ามีนรดานิ่งไปก่อนจะค่อยๆ พยักหน้า “อื้ม...ก็ได้ งั้นเราค้างก็ได้” เธอไม่ได้ตอบเพราะเมาหรอกนะ แต่เพราะหัวใจของเธอมันต้องการแบบนั้นต่างหากธีปกรณ์พยายามสะกดกลั้นตัวเองเอาไว้ เพราะคำว่า “ก็ได้” ของเธอมันไม่ต่างจากไฟที่จุดเผาใจเขาให้ร้อนวาบ มันคือการยอมให้อยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด และเขากำลังกลัว...กลัวว่าจะเสพติดที่มีเธออยู่ข้างๆ มากไปกว่านี้“อยากอาบน้ำไหม เดี๋ยวเราเตรียมผ้าเช็ดตัวไว้ให้” เสียงเขาติดนุ่ม แฝงความเอาใจใส่ที่มีแต่เจ้าของตัวจริงเท่านั้นที่จะมองทะลุได้ว่ามัน ‘
เช้าวันจันทร์...อากาศในมหาวิทยาลัยสดใสเหมือนเคย แต่สำหรับธีปกรณ์แล้ว ทุกอย่างกลับดูหม่นกว่าปกติ แม้เขาจะยืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นในคลาสใหญ่ของวิชา Communication Strategy แต่ในหัวกลับว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่คำบรรยายของอาจารย์ที่เข้าสู่โสตประสาทแม้แต่นิดมีนรดานั่งอยู่ข้าง ๆ เช่นเคย รอยยิ้มของเธอยังสดใสเหมือนเดิม กลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยหอมจางๆ ลอยมาจากเส้นผมสีดำขลับที่สะบัดเบา ๆ เวลาขยับตัว ดวงตากลมโตภายใต้แว่นตาสีใสที่เธอสวมใส่บางวันก็ไม่เห็นเธอใส่มัน แต่วันนี้...ธีปกรณ์กลับไม่กล้าหันไปมองกันตรงๆ‘พี่ฟื้นแล้ว...และอยู่ในช่วงกายภาพบำบัด’ มันควรเป็นเรื่องน่ายินดี...ใช่ มันควรใช่ แต่ทำไม…ความรู้สึกเสียดายกลับตีตื้นขึ้นมาอย่างไม่หยุด ‘ถ้าพี่ดีขึ้นแล้ว…เราก็ต้องหายไปจากชีวิตเธอสินะ!!’คำถามนั้นวนเวียนในหัวเขาเป็นพันรอบ จนเผลอปล่อยให้ความนิ่งกลายเป็นความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว“นายโอเคไหม?” เสียงหวานเรียกเขาเบา ๆ ในช่วงพักเบรกธีปกรณ์หันมาช้า ๆ มองใบหน้าเล็กนั่นด้วยสายตาที่อ่อนลง “ก็...โอเคมั้ง” เขาพยายามฝืนยิ้ม ทั้งที่นัยน์ตาดูเศร้า“แน่ใจ?” เธอถามต่อ “นายดูเหม่อลอยแปลกๆ”ธีปกรณ์กลั้นหายใจ ก่อนจะ
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”เสียงของขวัญข้าวดังสนั่นลั่นห้องนั่งเล่นในหอพักหญิงจนแม้แต่เสียงนกบนสายไฟยังเงียบกว่าคนที่ดูจะตื่นเต้นจนออกนอกหน้าในตอนนี้“ฉันนึกว่าพวกแกจูบกันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้วนะมีน!!! กรี๊ดดด แกปล่อยมานานขนาดนี้ได้ยังไงยะ เก็บซิงไว้ชิงโชค?” เจ้าตัวพูดพลางหยิบหมอนอิงมากอดแล้วทุบเอาๆ อย่างขวยเขินมีนรดาแทบจะมุดเข้าใต้โซฟาไปเดี๋ยวนั้น“แกเบาๆ หน่อย เดี๋ยวคนข้างห้องก็มาได้ยินกันพอดีอ่ะ”“ได้ยินก็ได้ยินไปสิ” ขวัญข้าวยักไหล่อย่างไม่แคร์“เดี๋ยวนี้เด็ก 13-14 บางคนก็ไม่เวอร์จิ้นแล้วนะเว้ย! นี่เราอายุ 21 แล้วนะยะ! โลกมันไปถึงไหนแล้ว!”“หรือแกไม่เวอร์จิ้นแล้ว?”“เปล๊า!!” ขวัญข้าวตอบเพื่อนมีนรดาหันมาหรี่ตาใส่เพื่อนรัก “ขวัญ! เราไม่ได้จะทำแบบนั้นซะหน่อย มันก็แค่... แค่ ...”“แค่หายใจเข้าปากกันสองรอบ แล้วเผลอไปจูบบนเคาน์เตอร์บาร์? แกคิดว่าฉันจะเชื่อแกมั้ย?”“พอได้แล้ว เลิกแซวฉันเลยนะ!!” มีนรดาเอาหมอนทุบเพื่อนคืนบ้าง ก่อนจะงึมงำเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเพื่อนซะมากกว่า“ก็เขามัน... เขาไม่เหมือนเดิมอ่ะขวัญ แกจำตอนปีหนึ่งได้มั้ย? เขามั่นใจมาก เจ้าคารมมาก ตอนนี้คือเขาแบบ...เอ่อ...
ภายในห้องครัวเริ่มได้กลิ่นหอมของข้าวสวยร้อน ๆ กับไข่เจียวที่เริ่มขึ้นฟูในกระทะ ลอยคลุ้งไปทั่ว“เอ่อ... น้ำปลาวางอยู่ตรงชั้นบนน่ะ”มีนรดาหยุดมอง มือชะงักและลังเลที่จะเขย่งเพราะมันวางอยู่สูงมาก“เดี๋ยวเราหยิบให้”เสียงทุ้มเบาดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัวร่างสูงของธีปกรณ์ก็ก้าวเข้ามาใกล้เกินกว่าจะตั้งสติ แขนแข็งแรงยื่นเหนือศีรษะเธอเพื่อคว้าน้ำปลาขวดนั้นออกมา เขาเข้ามาใกล้ชิดจนได้ยินลมหายใจอีกคน หัวใจของเธอเต้นแรงถี่อย่างไม่รู้ตัว ขณะที่เขาเอง... ก็หยุดอยู่กับภาพหญิงสาวตรงหน้า ใบหน้าที่อยู่ใกล้กันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาของทั้งคู่สบกันนิ่งงันเหมือนถูกช่วงเวลานี้กักไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวธีปกรณ์กลืนน้ำลายลงคอ ฝ่ามือที่ถือขวดน้ำปลาคล้ายจะอุ่นกว่าปกติ แต่แล้วคนตัวสูง 159 เซนติเมตรจึงเอ่ยตัดบทแก้เขินออกมา“ทำไมนายเอาไว้สูงจังล่ะ”เขาแทบหลุดขำ ก็ปกติเขาเข้าครัวที่ไหน แม้จะจีเนียสเรื่องมันสมอง แต่เรื่องการจัดของยอมรับว่าเขาไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ดีนะที่ยังมีพวกวัตถุดิบเหลืออยู่ ไม่รู้ว่ามันหมดอายุไปหรือยังโต๊ะทานอาหารถูกจัดแบบง่าย ๆ พิถีพิถัน กับข้าวมีไม่กี่อย่าง แต่ทั้งหมดล้วนดู “เหม
ประโยคสุดท้ายนั้นเหมือนระเบิดเวลาที่หยุดการหายใจของคนฟังได้ในทันทีธีปกรณ์ชะงักค้าง สายตาบอกอาการที่ว่าไม่ถูก ปกติเขามักจะควบคุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่ตอนนี้กลับเลื่อนลอย เหมือนโลกหยุดหมุนกับสิ่งที่ได้ฟัง “จูบแรก...ของเธอ” อย่างนั้นหรอ!! คำพูดนั้นก้องอยู่ในหัว มันไม่ได้ฟังแค่ผ่านหู แต่มันพุ่งเข้าใส่หัวใจเขาเข้าไปเต็มแรง และเขารู้ทันที...ว่าเขาทำผิดไปไกลกว่าที่คิด เขาไม่ได้แค่ “จูบผิดคน” แต่เขากำลังทำลาย “ครั้งแรก” ที่ควรมีความหมายมากกว่านี้สำหรับเธอ“มีน...” เขาเรียกชื่อเธอครั้งแรกในน้ำเสียงที่แผ่วลงคือฉันไม่ใช่ “จูบเธอ” แบบในบท...และก็ไม่ใช่ “จูบเธอแบบบัดดี้” มันเป็นเสียงในสมองที่ตีกันเพราะเพิ่งรู้ตัวว่า...ตัวเองอาจกำลังทำร้ายเธอโดยไม่ตั้งใจ พูดมันออกไปสิโว้ยไอ้คนขี้ขลาด คนตัวสูงเริ่มโมโหตัวเองในใจเธอยังคงมองเขาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้านั้นดูไม่โกรธแต่ในแววตามีบางอย่างซับซ้อนกว่าอารมณ์ใด ๆ“เรารู้ว่าทามม์อินกับบทไปหน่อย…” เธอพูดแก้เขินให้พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานทำเอาคนมองแทบละลายธีปกรณ์เม้มปากแน่น เขาอยากพูดว่า “เราไม่ใช่ทามม์” แต่เขาทำไม่ได้ เพราะเขาเห็นสายตาที่ไว้ใจของเธอมันทำให
“โอเค กลุ่มนี้...ซีนที่ 3 ใครเป็นพระเอกนะ?” เสียงอาจารย์ประจำคลาสกำกับการแสดงดังขึ้นในห้องเรียนขนาดย่อมที่ใช้เป็นเวิร์กช็อปซ้อมละครขวัญข้าวเงยหน้าขึ้นก่อนตอบเสียงชัด “ทามม์ค่ะ ทามม์เล่นเป็นพระเอก”“อ้าว งั้นก็จับคู่กับมีนอีกสินะ” ขนาดอาจารย์ก็ยังคุ้นชินกับบัดดี้คู่นี้ “บทนี้ต้องซ้อมกันให้ไหลลื่นมากขึ้นกว่านี้นะ มีดราม่า มีความใกล้ชิดด้วย ไม่งั้นตอนแสดงจริงจะโดนหั่นคะแนนไม่รู้ด้วย”“ค่ะอาจารย์”มีนรดาหันไปมอง “ทามม์” ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แบบงง ๆ เล็กน้อย ไม่ใช่เพราะแปลกใจเรื่องจับคู่...แต่แปลกใจกับสีหน้าท่าทางของเขา นิ่งผิดปกติวิสัยเหมือนกำลังกลั้นหายใจอยู่ตลอดเวลาเขาพยักหน้ารับทราบสั้น ๆ ด้วยท่าทางที่ดูไม่เป็นตัวเองหลังเลิกคลาส ทุกกลุ่มต้องซ้อมบทกันเอง ที่มุมหนึ่งของคณะ ธีปกรณ์กำลังนั่งมองสคริปต์ในมือ พลางถอนหายใจยาวเหมือนจะระบายทุกความวุ่นวายออกทางจมูก‘นี่ฉันมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย ไอ้ทามม์นะ ไอ้ทามม์ ตื่นขึ้นมาสักทีสิวะ!’ เขาสบถในใจพลางนวดขมับตัวเอง ตอนนี้พี่ชายฝาแฝดของเขานอนนิ่งเหมือนเจ้าชายนิทรา หลังประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนก่อนร่างกายฟื้นตัวแล้ว...แต่สติกลับยังไม่มา และเพราะคำขอร้







