LOGIN"___"
... "___!?" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบและยังไม่ตอบอะไรสกาวก็ได้แต่เงียบและรอฟังอย่างใจเย็น "นั่งก่อนสิคะ" ฉันบอกกับคุณใบหม่อนที่ยังไม่เคยปากพูดอะไรไม่รู้ว่าแค่แวะมาทักทายเฉย ๆ จริง ๆหรือเปล่าหรือมีเรื่องอยากจะคุยอะไรกับเธอกันแน่ท่าทางดูเหมือนว่าจะคิดหนักมากเลยทีเดียว "ขอบคุณค่ะ" หลังจากคำเชิญชวนใบหม่อนก็นั่งลงข้าง ๆ สกาวทันทีพร้อมกับส่งยิ้มมาให้เล็กน้อยราวกับว่ามีความในใจมากมายอยู่เต็มเปี่ยมที่อยากจะคุยกับสกาว "คุณใบหม่อนมีอะไรจะคุยกับกาวหรือเปล่าคะมีเรื่องหนักใจหรือทุกข์ร้อนใจอะไรระบายกับกาวได้นะคะกาวเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอค่ะแม้เราจะไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวก็เถอะ" ระหว่างรอรับยาฉันก็รู้สึกว่าโชคดีที่มีคนเข้ามาทักมาคุยด้วย "คือจริง ๆ แล้วก็มีเรื่องอยากจะขอคุณกาวนิดหน่อยนะคะไม่ได้สำคัญอะไรมากแต่ไม่รู้จะพูดยังไงให้คุณกาวเข้าใจดี" ใบหม่อนพูดออกมาทันทีหลังจากที่หญิงสาวถามขึ้นมา "พูดได้นะคะเรารับฟังเสมอค่ะ" สกาวพูดออกมาด้วยรอยยิ้มแล้วมองคนที่อยากจะคุยกับเธอ "ว่าแต่คุณกาวอายุเท่าไหร่หรอคะ ส่วนหม่อนตอนนี้อายุ 25ปี แล้วค่ะ" เธอถามอายุของสกาวพร้อมกับบอกอายุของตัวเองไปด้วยเพื่อซอฟอาการเสียมารยาทในการถามไถ่เรื่องส่วนตัว "กาวเพิ่งอายุได้ 18ปีค่ะ" สกาวตอบออกมายิ้ม ๆ โดยไม่ได้อะไรเลยเพราะอายุไม่ได้สำคัญเท่าวุฒิภาวะทางสมองของแต่ละคน "อะ..อ่อ~" ซึ่งอายุของอีกฝ่ายที่กล่าวมานั้นทำให้เจ้าของประโยคที่ถามออกไปเมื่อครู่ถึงกับออกอาการพึมพำไปเลยไม่คิดว่าอายุของเธอกับเด็กสาวจะห่างกันมากขนาดนี้ "งั้นกาวขออนุญาตเรียกคุณใบหม่อนว่าพี่นะคะเพราะกาวอายุน้อยกว่าคุณใบหม่อนตั้ง 7 ปีแน่ะ" ฉันบอกกับผู้หญิงตรงหน้าซึ่งฉันมั่นใจมาก ๆ ว่าเธอคนเดียวต้องมีซัมติง กับพี่ชายของเธอแน่นอน "อ่อ ๆ ได้ค่ะ ได้ค่ะ" ใบหม่อนพยักหน้าตอบรับทันที ตืด ตืด ตืด เสียงสายเรียกเข้าของโทรศัพท์ใบม่อนดังขึ้นทำให้เธอตกใจเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวรับโทรศัพท์ "คือหม่อน เอ่อคือพี่ขอตัวไปรับโทรศัพท์ก่อนนะคะไว้มีโอกาสคงได้เจอกันอีกค่ะ" ใบหม่อนชิวโทรศัพท์ขึ้นมาให้สกาวดูเหมือนว่าเธอจะโดนเพื่อนโทรตามเรียกตัวกลับไปทำหน้าที่ของตนเองแล้วแล้วในตอนนี้ "โอเคค่ะพี่ใบหม่อนไว้มีโอกาสคงได้เจอและได้คุยกันอีกค่ะ โชคดีนะคะ" สกายพยักหน้ายิ้มรับพร้อมกับกล่าวคำอวยพรและโบกมือลาในขณะเดียวกัน "เช่นกันค่ะ" หลังจากนั้นใบหม่อนก็เดินออกไปรับสายแล้วก็จากไปในทันที "ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ" สกายบนออกมาหลังจากที่หญิงสาวได้เดินจากไปแล้วเพราะเธอมั่นใจมากว่าพี่ใบหม่อนมีเรื่องจะคุยกับเธอแน่ ๆ . "ยังไม่ได้รับยาอีกเหรอ" ผมเดินเข้าไปถามคนที่นั่งรอคิวรับยาอยู่หน้าห้องจ่ายยาทันทีที่ยังเห็นเธอนั่งเหม่ออยู่ "คุณหมอทักษ์ มีอะไรหรือเปล่าคะ" ฉันที่นั่งเหม่อลอยอยู่ก็จำต้องได้สติเมื่อมีคนเอ่ยทักทายขึ้นมาแต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นคุณหมอคนเดิมที่บอกว่ามีเรื่องจะคุยกับเธอด้วยแล้วตอนนี้ก็ยืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง "ไม่มีครับแค่เห็นเลยแวะมาถามว่าคุณยังไม่ได้รับยาอีกเหรอ" ผมถามเธอออกมาเพราะตอนนี้คิวยาก็รันไปที่ร้อยกว่าแล้วเหมือนกัน "ก็เขายังไม่เรียกนี่คะจะรับยาได้ยังไงล่ะคุณหมอนี่ก็ถามอะไรแปลก ๆ นะโรงพยาบาลคือที่ทำงานตัวเองแท้ๆ" ฉันตวัดสายตามองคุณหมอเจ้าของไข้ตัวเองที่ถามอะไรไม่คิดหรือคิดแล้วก็ไม่รู้ เพียงแค่เธอไม่อยากจะใส่ใจมากนัก "แล้วคุณคิวที่เท่าไหร่ล่ะครับตอนนี้คิวมันรันไปที่ร้อยกว่าแล้วนะ" ผมถามเธอออกมาทันทีพร้อมกับชี้ไปที่เลขที่ขึ้นโชว์ตามคิวด้านบนป้ายหน้าห้องยา "เฮือก!! คิวนี้แหละค่ะคุณหมอ! ขอตัวก่อนนะคะ" พอเห็นเลขคิวตัวเองโชว์ขึ้นเด่นหลาขนาดนี้ก็ไม่รอช้ารีบพาตัวเองเดินไปหน้าห้องยาทันที "ไม่ต้องรีบก็ได้ครับ คิวไม่ได้รันผ่านไปเร็วขนาดนั้น" หมอทักษ์ที่เดินตามมาก็บอกกับเธอไปตามตรงเพราะโรงพยาบาลของอาเขามีมาตรฐานพอที่จะจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้รับทุกคนโดยไม่เร่งรีบเรียกคิวถัดไป "ก็คนมันไม่รู้นี่นา ไม่รู้ไม่ผิดหมอเคยได้ยินไหมคะ" สกาวหันไปมองหน้าหมอพร้อมกับเอ่ยด้วยท่าทางกวน ๆออกมาอย่างไม่ได้ใส่ใจ แต่กลับทำให้คนมองอมยิ้มได้โดยไม่มีสาเหตุ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ทำไมอยู่ใกล้หรืออยู่ด้วยแล้วเขารู้สึกสบาย และเคยเจอกันแค่ครั้งเดียวก็คือครั้งที่คุณยายของหญิงสาวนั้นมาโวยวายให้เขานั่นแหละจุดเริ่มต้นของเขาและเธอ อนาคตไม่รู้ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของไข้ของหญิงสาวคนที่รอรับยาอยู่ตอนนี้ "เคยได้ยินครับ แต่ใช้กับทุกสถานการณ์คงไม่ได้หรอกมั้งครับ" ผมบอกกับเธอออกไปทันที ที่เธอถามออกมา "ก็จริงอย่างที่คุณหมอว่านั่นแหละค่ะ" สกาวพยักหน้าเข้าใจรับรู้ ในสิ่งที่คุณหมอพูด แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะเพราะเรื่องนี้เธอไม่รู้จริง ๆ แต่ละโรงพยาบาลไม่เหมือนกันอันนี้เธอทราบดี เพราะตอนเด็กเธอป่วยบ่อยและเข้าโรงพยาบาลบ่อยเป็นว่าเล่นแถมยังเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นไม่ต่างกันเพราะว่ารักษาที่ไหนก็ไม่หายขาดสักทีจนกระทั่งเธออายุได้ 13 ปีทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น ถ้าทำความเข้าใจง่าย ๆ ก็คืออาการป่วยอิด ๆ ออด ๆของเธอมันดีขึ้นเองตามภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะอาการดีขึ้นเองแบบเธอได้ "ครับ! เดี๋ยววันหยุดของผมผมแจ้งคุณอีกทีแล้วกันนะครับ" หมอทักตอบรับแล้วก็บอกเรื่องที่เขาจะคุยกับเธอและจะแจ้งวันนัดให้เธออีกที "ค่ะคุณหมอ" สกาวตอบรับไม่ได้สนใจเพราะเธอกำลังค้นหากระเป๋าตังค์ตัวเองอยู่ "ค่ายาทั้งหมด 180$ ค่ะคนไข้" เจ้าหน้าที่หรือผู้ช่วยเภสัชกรบอกราคาของค้ายาที่เธอต้องชำระ "สักครู่นะคะ" สกาวตอบกลับไปแล้วก็ยังค้นหากระเป๋าตังค์ตัวเองต่อ สรุปหายังไงก็ยังหาไม่เจอสักทีเธอไม่แน่ใจว่าเอากระเป๋าสตางค์ตัวเองไปไว้ที่ไหน "เอ่อทางโรงพยาบาลรับเงินจ่ายผ่านพร้อมเพย์ไหมคะไหมคะ" สกาวที่หากระเป๋าสตางค์ตัวเองไม่เจอก็เลยถามขึ้นมาทันทีเพราะตอนนี้เธอมีแค่โทรศัพท์ที่พึ่งพาได้ "มีค่ะคนไข้รอสักครู่นะคะ" จากนั้นไม่นานพนังงานเจ้าหน้าที่ก็หยิบเอาใบสแกนบาร์โค้ดชำระเงินให้กับคนไข้ "โอเคค่ะ" หลังจากได้บาร์โค้ดชำระเงินมาเถอะก็สแกนจ่ายออกไปทันทีโชคดีที่โรงพยาบาลทันสมัยและมีการรับสแกนจ่ายเงิน "เรียบร้อยค่ะ" หลังจากที่ฉันสแกนสายเงินค่ายาเสร็จก็ยื่นสลิปการชำระเงินผ่านหน้าจอมือถือให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ดู "โอเคค่ะคนไข้เรียบร้อยแล้วค่ะเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพนะคะ" พนักงานเจ้าหน้าที่ของห้องจ่ายยาก็ตอบรับและอวยพรคนไข้ของโรงพยาบาลยังนอบน้อม และห่วงใย "ขอบคุณค่ะ" ฉันหยิบยาบำรุงของตัวเองก่อนจะเอาใส่ในกระเป๋าก็ต้องชะงักไปเมื่อหันหลังเตรียมกลับคุณหมอก็ยังยืนเฝ้าอยู่ข้านหลังของเธอ "คุณหมอมีอะไรกับฉันอีกหรือเปล่าคะ" สกาวถามออกมาด้วยความสงสัยเพราะว่าคุณหมอเจ้าของไข้ ของเธอนั้นทำตัวราวกับคนว่างงานไม่มีอะไรทำ ซึ่งเวลานี้มันเลยช่วงพักมาหลายนาทีแล้ว " ไม่มีอะไรแค่รอคุณรับยาเฉย ๆ" ผมบอกเธอแบบนั้นซึ่งผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองมายืนรอเธอรับยาอยู่ตรงนี้ตั้งนาน สองนาน ความจริงแล้วผมควรจะกลับห้องทำงานของตัวเองไปพักผ่อน "พูดเป็นเล่น คุณหมอมายืนรอทำไมคะไม่มีการมีงานทำแล้วหรือยังไงคะเนี่ย" กรีดดด!! ยัยสกาวอยากตบปากตัวเองหลาย ๆ รอบ ๆ 'พูดอะไรออกไปเนี่ยยัยสกาวยัยบ้าเอ้ย' เธอได้แต่บ่นพึมพำในใจตัวเอง "มีครับแต่ตอนนี้ผมว่างอยู่ ก็เลยมาคุยกับคุณแล้วก็รอคุณรับยาอยู่นี่ไง" เออสิ! เอาเข้าสกาวอยากจะเป็นเวลาว่าง ๆ ของคุณหมอ "โอเคค่ะคุณหมอ แต่ก็ต้องขอบคุณคุณหมออีกครั้งนะคะที่แนะนำวิธีดูแลตัวเองและวิธีดูแลลูกแฝดในครรภ์" ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องและเบี่ยงเบนประเด็นทันทีที่คิดว่าอาจจะเกิดสงครามอารมณ์ขึ้นมาได้ "ครับยังไงคนไข้ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดี ๆ แล้วกันอย่าทำอะไรเกินตัวนะครับยิ่งเป็นท้องแฝดยิ่งอันตราย" คุณหมอผู้ดูแลคนไข้ก็ไม่วายย้ำอีกครั้งเพื่อให้เธอได้ละแวกระวังตัวเองเป็นพิเศษจะได้ไม่มีผลกระทบต่ออายุครรภ์อันน้อยนิดของเธอ "รับทราบค่ะคุณหมอ กาวจะดูแลตัวเองและลูก ๆ ของกาวอย่างดีแน่นอนค่ะคุณหมอไม่ต้องห่วงยังไงพวกเขาทั้งสองคนก็ต้องได้ออกมามองโลกใบนี้แน่นอน" ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวันนี้มันเป็นวันอะไรมีคนเป็นห่วงเป็นใยตัวฉันมากเป็นพิเศษปกติก็แทบจะไม่มีใครเป็นห่วงเป็นใยเธอเลยนอกจากคุณยายที่อบรมสั่งสอนบ่มนิสัยมาสารพัดสุดท้ายก็ไม่ได้เป็นดั่งใจที่คุณยายคาดหวังเอาไว้ และอีกคนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพี่ชายผู้แสนดีของเธอแม้จะขี้งก เกินงามไปหน่อยก็เถอะ "อ้าวเสร็จแล้วหรอสกาวพี่ซื้อของเสร็จพอดีเลยเนี่ย" สกายที่เดินเข้ามาเห็นว่าน้องสาวตัวเองได้รับยาแล้วเพราะเธอยืนคุยกับคุณหมออยู่หน้าห้องจ่ายยา "สวัสดีครับคุณหมอ" สกายเอยทักทายอย่างเป็นมิตรไม่ได้มีอคติอะไรกับผู้ชายที่เข้าหาน้องสาวยังไงเขาก็รู้ตัวดีว่าน้องสาวเขาเอาตัวรอดเก่ง "สวัสดีครับ" หมอทักษ์เอง ก็เอ่ยทักทายตอบกลับไปตามมารยาทของสังคม น้อยนักที่จะเจอคนชาติเดียวกันในต่างแดนแต่ก็ยังเจอได้บ่อย ๆเช้าวันทำงานที่ดูเหมือนว่าจะสดใสของหมอสูติได้เริ่มต้นอีกครั้งหลังจากงานรับรางวัลของเด็ก ๆ "คุณหมอสกาวคะ วันนี้มีคนไข้นัดตรวจสุขภาพและเก็บไข่ค่ะ" ผู้ช่วยพยาบาลสาวของเธอรีบรายงานตารางการทำงานของวันนี้ทันทีเมื่อเธอเดินเข้ามา "กี่เคสคะวันนี้" สกาวนั่งมองตารางงานตั้งแต่เช้า แล้วรู้สึกว่าวันนี้อาการของเธอจะไม่ค่อยสดใสเท่าที่ควร "หกเคสค่ะคุณหมอ วันนี้มีผ่านคลอดสองคิวนะคะ" ผู้ช่วยพยายาลสาวเมื่อแจ้งคิวตารางงานเสร็จก็มองหน้าหมอสกาวที่กำลังเมอลอยพอดี "หมอคะ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ หน้าตาดูไม่ค่อยสดใสเลยนะคะวันนี้" ผู้ช่วยพยาบาลสาวถามอแกมาด้วยควาทเป็นห่วง "กาวนอนน้อยนะคะ ช่วงนี้รับเคสเยอะขึ้น" สกาวตอบผู้ช่วยสาวออกมาเบา ๆ จะให้เธอพูดความจริงได้ยังไงว่า เพราะ 'หมอทักษ์เล่นเช้าถึงเย็นถึง จนเธอเพลียกายไปหมด' "ออ ที่แท้ก็คนมีความรักมักจะมีหน้าตา เหนื่อยล้านี้เอง" ผู้ช่วยพยายบาลสาวยิ้มอย่างรู้ทัน เพราะตารางงานของหมอสกาวอยู่กับเธอทุกสัปดาห์ทำไมจะไม่รู้ว่าเคสไม่ได้เยอะขึ้น แค่หมอสาวคนสวยนอนน้อยเพราะมีแฟน "พอเลยไปทำงานได้แล้วค่ะ" สกาวรีบกล่าวไล่คนรู้ทัน ออกจากห้องพักของเธอทันที่ "ไปแล้วค่
พอเสร็จพิธีรับรางวัลของเด็ก ๆ ทุกคนก็พากันมาเดินชอปปิ้งในห้างต่อโดยไม่มีคำว่าเหนื่อยหรือเพลียบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย เพราะต้องการให้เด็ก ๆ มีแอนเนอร์จีในการอยากทำงานที่รักและมีความสุขไปพร้อมกับมัน "พี่ว่าเราเข้าร้านนี้ดีไหมครับ" หมอทักษ์ถามความเห็นของว่าที่ภรรยาในอนาคตอันใกล้นี้ "จำเป็นหรือเปล่าคะพี่หมอ" สกาวมองเข้าไปในร้านที่คุณหมอบอก ก็เห็นมีแต่ตุ๊กตากับหุ่นยนต์ของเล่นซึ่งลูกเธอน่าจะมีเยอะเพราะลุงและป้าค่อนข้างสปอยล์หลานรัก "ครับหนูว่าไงพี่ก็ว่างั้นแหละ" หมอที่ดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อยเพราะเขาอยากจะซื้อของขวัญเป็นรางวัลให้เด็ก ๆ "ไม่ต้องเสียใจไปหรอกค่ะ เพราะของพวกนั้นเด็ก ๆ มีกันเยอะ" สกาวมองหน้ามองทักษ์พูดขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเธอเองก็ไม่อาจจะทนมองสายตาผิดหวังของคุณหมอได้นาน "พี่ไม่ได้เสียใจพี่แค่เสียดาย เสียดายช่วงเวลาที่ขาดหายไปตั้งแปดปี" หมอทักษ์พูดขึ้นมาพร้อมตีหน้าเศร้า ส่วนสกาวนั้นมึนงง เสียบพลันเหมือนว่าเราจะคุยกันคนละเรื่องแต่ก็เหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน"ค่ะ พี่หมอกำลังจะพูดให้กาวรู้สึกผิดเหรอคะ" สกาวรีบตั้งสติแหละถามกลับทันที "เปล่าครับพี่
"คุณลุงครับพวกเรา ต้องตัดชุดกันใหม่กันทุกคนเลยเหรอครับ" เฟียสถามขึ้นมาด้วยความสงสัยในเมื่อชุดตั้งโชว์อยู่ในร้านก็มีมากมายทำไมถึงยังต้องตัดชุดอีก "ใช่ครับ งานรับรางวัลของหลาน ๆ ทั้งทีจะน้อยหน้าไม่ได้หรอกนะ ต้องสวยต้องหล่อต้องเท่ห์และต้องดูดีด้วยครับ" สกายอธิบายเหมือนวิญญาณนักดีไซน์เนอร์เข้าสิง ทุกอย่างต้องเพอร์เฟคเท่านั่น"ทุกคนรอสักครู่นะ เดี๋ยวดีไซน์เนอร์ประจำตัวของลุงจะมาดูแลทุกคนเอง" สกายมอง หลาน ๆ ที่มีแววตาตื่นเต้นสุด ๆ ในตอนนี้ก็เผลอยิ้มออกมา "ผมนั่งรอตรงนี้แล้วกันนะครับ สกาวมานั่งข้าง ๆ พี่สิ" หมอทักษ์พูดพร้อมทั้งยังคว้ามือเธอดึงเบา ๆ มานั่งลงข้างตัวเขาเอง "อ่ะ พี่หมอ" สกาวไม่ทันตั้งตัวพยายามพูดด้วยน้ำเสียงเบาที่สุดเพื่อที่จะได้ไม่รบกวนลูกค้าท่านอื่นทั้งห้าคนใช้เวลาในการตัดชุดออกงานเกือบสี่ชั่วโมง "หิวกันหรือยังเด็ก ๆ ไปทานชาบูกันไหม" สกายถามหลานทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เฟียสหิวแล้วครับ" "ซีเฟียก็อยากกินชาบู ชาบูสะดวกที่สุด" "งั้นเราไปร้านชาบูที่ชั้นสี่กัน ร้านนี้ของสดใหม่ทุกวัน" หมอทักษ์มองทุกคนที่ดูเหนื่อยล้าและหิวมาก "ไปก
"มาสิครับ" หมอทักษ์ยังคงรบเร้าคนที่เขิลจนหน้าแดงกล่ำ "คือว่ากาว กาวขอตัวออกไปตรวจคนไข้ก่อนนะคะ" หญิงสาวเองรีบรนรานจะสะดุดขาตัวเองเกือบหน้าคะมำล้มลงไปกะบพื้น โชคดีที่หมอทักษ์คว้าตัวเธอเอาไว้ทัน "ระวังหน่อยสิครับ" ทั้งสองสบตากันคำพูดมากมายที่อยากพูดกลับกลายเป็นอยากจะเอ่ยปากขึ้นมาดื้อ ๆ "คะ..ค่ะ" สกาวรีบตั้งสติตัวเองให้กลับมายืนปกติเพราะตอนนี้เธออยู่ในอ้อมกอดของหมอทักษ์ "ครับเดินระวังนะ ระวังตกหลุมรักพี่" หมอทักษ์มองหญิงสาวด้วยแววตาหลงไหลและชื่นชมอยู่ในใจ ว่าที่ภรรยาของเขาน่ารักมากจริง ๆ . "หมอสกาวคะวันนี้มีเคสตรวจภายในสองคิวค่ะ" พยาบาลสาวผู้ช่วยแจ้งทางหมอสาวด้วยน้ำเสียงสุภาพเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานบวก "ได้ค่ะประมาณกี่โมงค่ะ ตอนบ่ายสกาวมีธุระต้องรีบหน่อยนะคะ" สกาวบอกพยาบาลสาวผู้ช่วย ก็เดินออกจากห้องพักพร้อมไปรับเคสของวันนี้ทันที ช่วงเช้าที่หมอแต่ละวอร์ดต่างก็ยุ่งมาเกือบครึ่งวันในที่สุดสกาวก็เตรียมจะออกเวรไปรับลูก ๆ ไปลองชุดที่ร้านตัดสูทและชุดราตรีประจำของเธอ "ไปไหนครับคนสวยของผม" หมอทักษ์เดินเข้ามาทักหลังจากสวนทางกันบนทางเดินของโรงพยาบาล "ไปรับลูก ๆ ไปลองชุดที่ร้านค่ะกาวออ
เช้าวันทำงานที่สดใส หมอทักษ์และหมอสกาวเดินเข้ามาในห้องพักประจำวอร์ดพร้อมกันจนเป็นที่จับสายตามองของเหล่าพยาบาลและหน่วยแพทย์สำรองของทั้งตึก "ยิ้มหวานกันมาเชียวนะคะ มีข่าวดีหรือเปล่าคะ" พยาบาลผู้ช่วยของสกาวพูดขึ้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของแพทย์สาวมีแต่รอยยิ้มประดับประดาอยู่บนหน้าตั้งแต่เดินเข้ามาในวอร์ด"แน่นอนค่ะ แต่ขอเก็บไว้เป็นความลับก่อนนะคะ" สกาวยิ้มรับบอกผู้ช่วยพยาบาลคนสวยของเธอ ก่อนที่จะเดินเข้าห้องทำงานของตัวเอง และมองดูรายชื่อของคนไข้ที่เธอนัดเอาไว้ "โอเคค่ะคุณหมอคนสวย พี่แพรขอไปทำงานก่อนนะคะ" พยาบาลผู้ช่วยสาวเดินออกไป ทำหน้าที่ของตัวเองเนื่องจากหมอท่านอื่นขอดึงตัวเธอไปทำงานชั่วคราวเนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ "ตามพี่เข้าไปในห้อง" หมอทักษ์ มองหญิงสาวก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมาแล้วเดินเข้าไปในห้องพักแพทย์ส่วนตัว "อะไรอีกล่ะเนี่ย เฮ้ย" สกาวพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะเดินตามหมอทักษ์เข้าไปในห้อง"มานั่งใกล้ ๆ เฮียสิ แบบนี้จะห่างเหินกันเกินไปหรือเปล่าครับ เมื่อคืนเราพึ่งร่วมรักกันไปเองนะ ทำไหมหนูลืมง่ายจัง" หมอทักษ์ เริ่มออกอาการงอแงทันทีที่ไม่ได้ดังใจเข้าอยากได้กำลัง
"โซนนี้รถไม่ค่อยเยอะเลยนะครับ" หมอทักษ์จ้องมองท้องถนนแกนกายยังสวนกระแทกไม่พัก ทำให้ร่องสาวรัดแน่นขึ้น "อยู่คฤหาสน์หลัง ยะ..ใหญ่ขนาดนี้คงไม่มีใครการขับผ่านหรอกคะ" สกาวจ้องมองไปทางตันที่เป็นถนนหลังคฤหาสน์ซึ่งมันตรงกับหน้าต่างห้องของเธอ "เสียวไหม น้ำใกล้หมดตัวหนูหรือยัง" หมอทักษ์ด้มลงมองน้ำลักของหญิงสาวที่ไหลออกมาจะร่องสวาทไม่ได้พัก "อ่ะ สะ..เสียวค่ะกาวไม่ไหวแล้ว ฮะ..เฮียพอเถอะนะคะ" น้ำเสียงหวานร้องขอเหมือนเช่นอดีตที่เรียก หมอทักษ์ว่า 'เฮีย' ทำให้คนที่ใกล้จะปลดปล่อยหยุดกระแทก แล้วจับใบหน้าเธอเข้ามาจูบอย่างดูดดื่ม เพื่อเป็นการให้รางวัลเธอ "ไปนอนโก่งสะโพกให้เฮียบนเตียงดีกว่านะครับ" หมอทักษ์รีบพาหญิงสาวมานอนลงบนเตียงยกสะโพกเธอขึ้นมา เสียบท่อนรักลงในร่องสาวจนมิด ปึก ๆ ปึก ๆ ตับ ๆ ตับ ๆ "อ๊า จุกค่ะ หนูจุกอ่าส~" เสียงหวานร้องครางออกมาตามจังหวะการกดกระแทกเข้าออกจะสุดทาง "เฮียชอบให้หนูเรียกว่า เฮียนะครับ ถ้าหนูฟังเฮียเคลียร์กับเฮียตั้งแต่แรกคงไม่ต้องมาโกงสะโพกครางจนเสียงแหบแบบมีตั้งแต่แรกแล้วครับ" หมอทักษ์ สวนแดนกายใส่ร่องสาวจนสุดลำรัก "อ๊าเสียว สะ..เสีย
ปึก ๆ ตับ ๆ.ปึก ๆ เสียงสอดแทรกกระแทกเข้าออกของร่างชายหญิงทำให้น้ำในอ่างกระพือขึ้นมาเล็กน้อย "อ่ะ เบา ๆ เสียว อ่า~ หนูเสียว" สกาวหลับตาพริ้มรับแรงกระแทกด้วยความจำนนอย่างไม่ทันตั้งตัว "คิดว่าชอบนะ" หมอทักษ์กระซิบเบา ๆ ข้างหูเธอเพื่อปลุกปั้นอารมณ์ "ไม่" เสียงปฏิเสธเบา ๆ ของสกาวทำให้เข
ทั้งสองคนอาศัยอยู่บนเรือสำราญนานนับสัปดาห์เพราะเรือสำราญเข้าเทียบท่าหลายประเทศเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวที่เสียเงินเป็นจำนวนมากได้เปิดหูเปิดตาในสิ่งใหม่ ๆ และภูมิอากาศของแต่ละประเทศด้วยตัวเอง "อีกสามวันเรือก็เข้าเทียบท่าประเทศไทยแล้ว" หมอทักษ์ยืนกอดอกมองชมวิวอยู่บนดาดฟ้าของเรือพร้อมกับหญิงสาวที
ผมมองคนที่กำลังจ้องมองถาดอาหารของผมทั้งสีหน้าและท่าทางเหมือนคนที่กำลังร้องของในสิ่งที่ต้องการแต่เธอคงจะมีความเกรงใจอยู่ไม่น้อยเลยไม่กล้าขออีก"แลกกันไหมครับ" ผมถามเธอทันทีที่เห็นสายตาแบบนั้นรู้สึกเอ็นดูอาการที่แสดงออกมาของเธอ มันก็น่ารักดีนะครับ สกาวรีบพยักหน้าตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิด
"หืมคนเยอะมากเลยค่ะ มอง ๆ เข้าไปในร้านแล้วดูอึดอัดอยู่นะ" สกาวที่ถูกหมอหนุ่มขอร้องให้นั่งรถเข็นวีแชร์ บ่นทั้งเงยหน้ามองคนที่คนซัพพอร์ตด้วยการเข็นรถให้เธอ "ครับ ปกติคนก็เยอะอยู่แล้วแบรนด์ใหม่พึ่งเข้าและกำลังดังมาก สินค้าตัวใหม่มักจะได้ขึ้นโชว์บนเรือสำราญก่อนจะถูกนำไปวางจำหน่ายในห้าง" หมอ







