ANMELDENนึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะส่งคนไปตามหมอหลวง ทั้งยังให้หมอหลวงตรวจอาการของนาง อาการป่วยของนางเรื้อรังจนหมอหลวงเองก็จนใจที่จะรักษา เพียงคุกเข่าเพื่อรอรับอาญา...
‘เจ้ากำลังจะตายหรือ’
ฮ่องเต้ถามนางแต่อิ่นเฉียนกลับยิ้ม ‘ทรงอยากให้หม่อมฉันตายหรือเพคะ’
‘เพราะอะไรร่างกายจึงทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ทั้งที่อายุยังน้อย’
‘ถูกพิษเพคะ หลังจากนั้นไม่ได้รักษาตัวให้หายดีก็ต้องแบกรับภาระใหญ่หลวงของตระกูล แบกรับชีวิตของคนมากมาย เหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ ทำให้ร่างกายถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ’
‘เจ้ายังเก็บพวกนางเอาไว้อยู่อีกหรือ!’
แม้แต่เรื่องนี้ยังทรงทราบ ดังนั้นไม่ต้องประหลาดใจหากนางโกหกแล้วฮ่องเต้ทรงล่วงรู้ ‘หม่อมฉันจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพคะ’
‘อิ่นเฉียน’
‘เพคะฝ่าบาท’
‘หากเราบอกว่ารู้จักคนที่สามารถรักษาอาการป่วยของเจ้าให้หาย เจ้าจะยินดีเข้าวังหรือไม่’
‘ไม่ยินดีเพคะ’
นางจำได้ว่ามองเห็นความโกรธในพระเนตรของฮ่องเต้ แต่เขากลับสะกดเอาไว้ได้ในทันที นางรู้ว่าเขาไม่ได้รัก อย่างน้อยก็ไม่มีประกายดวงตาหลงใหลในดวงตาคมคู่นั้น เพราะตลอดมามันเต็มไปด้วยความสงสัย ความใคร่รู้ เขาเพียงปรารถนาจะเห็นนางแก้ไขปัญหาต่างๆ ราวกับทุกครั้งทั้งสองกำลังเดิมพันกันอยู่
‘เจ้าไม่กลัวตายหรือ’
‘ความตายล้วนน่ากลัวเพคะ’
‘รู้ใช่หรือไม่ว่าจนถึงตอนนี้เจ้าไม่อาจเลือกคู่ครองด้วยตัวเองแล้ว’
นับจากมีข่าวลือว่านางอาจถูกแต่งตั้งเป็นพระสนม นางเองก็ตระหนักแล้วว่าการออกเรือนของนางเป็นไปได้ยาก ยิ่งฮ่องเต้ไม่ทรงมีรับสั่งใดๆ กับเรื่องนี้ นางก็ยิ่งมั่นใจในลางสังหรณ์ของตัวเอง
‘เจ้าจะไม่เข้าวังหลวงก็ได้ แต่เราจะให้เจ้าแต่งกับคนผู้หนึ่ง’
ประโยคนั้นไม่ได้ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนไปแต่อย่างใด อิ่นเฉียนถอนหายใจออกมาคราหนึ่งก่อนรับคำสั้นๆ ‘เพคะ’ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้นางต้องคุกเข่าเป็นเวลามากกว่าหนึ่งชั่วยามในห้องทรงพระอักษร
อิ่นเฉียนคลี่ราชโองการออกอ่าน สายตากวาดมองอักษรหนักแน่นมั่นคง ชื่อแซ่ของบุรุษที่นางต้องแต่งงานด้วยในอีกสามเดือนข้างหน้า
บุรุษผู้นั้น หรงเสียง...คุณชายสามแห่งหอโอสถ
หอโอสถเดิมตั้งอยู่บนเขาปิงซานนอกเมืองจี๋หลิน เทพโอสถหรงเซิงเป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเมื่อหกสิบปีก่อนหลังเกษียณตัวเองจากการเป็นหมอหลวง บนเขามีพืชสมุนไพรมากมาย ความรู้ทางวิชาการแพทย์ที่เขามีส่วนใหญ่ใช้ไปกับการคิดค้นยาและการรักษาโรคต่างๆ
ปัจจุบันทายาทของเทพโอสถเหลือเพียงนายท่านหรงอวี๋คุน เขามีบุตรชายห้าคน ไร้บุตรสาว มีข่าวว่าผู้ที่จะสืบทอดการดูแลหอโอสถคนต่อไปก็คือ ‘หรงเสียง’ บุตรชายคนที่สามซึ่งเชี่ยวชาญด้านการแพทย์มากที่สุดนั่นเอง
หรงเสียงปีนี้อายุได้ยี่สิบเอ็ดยังไม่มีคู่หมาย เขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัวจึงมีคนเคยพบเขาน้อยมาก หากไม่ใช่คนป่วยหนักยากรักษา ผู้ที่ทำการรักษาก็จะเป็นลูกศิษย์ของหอโอสถ
นานๆ ครั้งชายหนุ่มจะลงเขาเพราะมีราชโองการจากฮ่องเต้ ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสได้พบเขาหากไม่ใช่ขุนนางในราชสำนัก ก็จะเป็นนางกำนัลขันทีในวังหลวง
กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างหอโอสถกับราชสำนักช่วงนี้เป็นไปได้ด้วยดี ฮ่องเต้เองก็ทรงให้การสนับสนุนหอโอสถเรื่อยมา เนื่องจากหอโอสถรักษาคนเจ็บป่วยไม่เลือกชนชั้น ค่ารักษาและค่ายาถูกแสนถูก ไม่ว่าจะยากดีมีจนขอเพียงไปที่หอโอสถ คนเหล่านั้นจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ไม่เพียงรับรักษาคนป่วย หอโอสถยังรับศิษย์มากมายเพื่อสั่งสอนวิชาการแพทย์ เมื่อเรียนจบแล้วยังสามารถออกไปเปิดร้านหมอรักษาคนต่อไป
หลังรับราชโองการและให้คนส่งลู่กงกงเดินทางกลับลงเขา คนตระกูลหรงทั้งหมดก็มารวมตัวกันยังห้องโถง ทุกคนล้วนนั่งเงียบรอจนหรงเสียงเปิดปากเป็นคนแรก ทว่า...นึกไม่ถึงชายหนุ่มเพียงลุกขึ้นกล่าวเสียงเรียบ
“ลูกจะลงเขาสักสองสามวัน”
เดิมทีคิดว่าหากเขาไม่ได้มาครองก็จะทำลายทิ้งเสีย ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปแอบดูโรงหมอของตระกูลหรง ภาพที่หรงเสียงตรวจชาวบ้าน ส่วนอิ่นเฉียนนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเขียนใบสั่งยา...เขาไม่เคยเห็นนางยิ้มเช่นนั้นมาก่อน เป็นรอยยิ้มซุกซนคล้ายเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ดวงตาคาดหวังรอคอยคำชม ท่าทางราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่เริ่มรู้จักความรักนางในตอนนั้นมิใช่แม่นางอิ่นแห่งท่าเรือตระกูลอิ่นที่เขารู้จัก ไม่ใช่สตรีที่ทั้งสุขุมเยือกเย็น กระทั่งสามารถทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ทุกเมื่อ---บทส่งท้าย---นางนั่งเย็บรองเท้าอยู่ใต้ต้นดอกซิ่งที่กำลังเบ่งบาน รอยยิ้มงดงามประดับบนใบหน้า ขณะมองฝีเข็มที่ตนลงมือทำเองอย่างภูมิใจ หน้าท้องนูนป่องบ่งบอกว่านางกำลังตั้งครรภ์แล้วและคงจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอิ่นเฉียนในวัยสามสิบ ทว่ากลับเพิ่งตั้งครรภ์บุตรคนแรก หันไปทางใดสายตาของสาวใช้ก็ทำให้นางถอนหายใจออกมาเสียงเบา“พวกเจ้าไม่มีอย่างอื่นต้องทำหรือไร”“ไม่มีเจ้าค่ะ!” ล้วนตอบนางเช่นนี้เมื่อนางถามจริงๆ นางก็รู้ดีว่านางตั้งครรภ์ตอนอายุเท่านี้มีความเสี่ยงมาก แต่ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อนางกับหรงเสียงไม่มีทางเลือก ทนทรมานอยู่หลายปีเพราะต้องถอนพิษ
เขาอยู่ตรงนั้นกำลังสนทนาอยู่กับบิดามารดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านพี่” นางก้าวออกไปแม้เท้าเย็นเยียบ เขาเองก็หันมามองด้วยสายตาตกตะลึง“รั่วรั่วเจ้าไม่ได้สวมรองเท้า!”ไม่สิ...ทั้งหมดนี้เหมือนความจริงมากจนนางไม่อยากคาดหวัง ด้วยกลัวว่าหากเข้าใกล้เขาทุกอย่างจะสูญสลายไปอิ่นเฉียนก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็สะดุดล้มลงบนพื้น “หรงเสียง!” นางตะโกนสุดเสียงขอบตาร้อนผ่าวหัวใจบีบรัดเขาปราดเข้ามาหานางดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน “เจ้าออกมาทำไม ร่างกายของเจ้าอ่อนแอมาก รองเท้าเองก็ไม่ได้สวม”นางไม่ฟังแต่กอดเขาแน่นพร้อมสะอื้นเสียงดัง หน้าผากกดลงไปบนอกกว้าง “ท่านพี่...ฮือ...” นางร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น แม้กอดเขาแน่นแต่กลับยังรู้สึกกลัว“ไม่เป็นไรแล้ว อย่าร้อง ไม่ต้องกลัว”“ข้ากำลังฝัน นี่ไม่ใช่ความจริง ข้าสมควรตายไปแล้ว” แต่เพราะเหตุใดนางยังกอดเขาได้ แถมตัวเขายังอุ่นมาก นี่เป็นอ้อมแขนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไม่ผิดแน่“เจ้าไม่ได้ฝัน เราทั้งคู่ไม่ได้ฝัน นี่คือความจริง รั่วรั่ว มันเป็นความจริงเพราะเราทั้งคู่เลือกดื่มสุราพิษ”นางชะงักเงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่าน...”เขายิ้ม “เด็กโง่ เหตุใดเลือกดื่มสุราพิษ”
หัวใจของนางหล่นวูบ ความสุขที่เพิ่งผ่านเข้ามาคล้ายมลายหายไป หวาดหวั่นเหลือเกินว่าฮ่องเต้แสนวิปลาสผู้นี้จะพรากทุกอย่าง ...พรากเขาไปจากนาง“หรงเสียง...” นางกุมมือตัวเองแน่นขณะนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความอกสั่นขวัญแขวนในห้องรับรองตำหนักหลงหวง ฮ่องเต้ก็ยังคงสุขุมเยือกเย็นและน่าเกรงขาม นางมองไปรอบๆ ไม่เห็นหรงเสียง “ฝ่าบาท สามีของหม่อมฉันเล่าเพคะ”“เจ้าหมายถึงผู้ใดเล่า บุรุษที่เรามอบหมายให้ดูแลรักษาเจ้าหรือ”นางขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธกรุ่น “ทรงมอบสมรสพระราชทาน หม่อมฉันก็ยินดีแต่งเข้าตระกูลหรง บัดนี้ผู้คนล้วนตระหนักดีว่าหม่อมฉันก็คือฮูหยินน้อยของคุณชายสามตระกูลหรงแห่งหอโอสถ ตอนนี้กลับตรัสว่ามอบหม่อมฉันให้คุณชายสามดูแล ไม่ทรงนึกว่าน่าขันหรอกหรือเพคะ”“บังอาจ!!” ขันทีตวาดนางเสียงดัง ทว่าหญิงสาวกลับไม่หวั่นไหว นางจ้องบุรุษที่อยู่เหนือคนทั่วหล้าอย่างไม่เกรงกลัว เห็นอีกฝ่ายจ้องนางเขม็ง อยู่ๆ อิ่นเฉียนก็รู้สึกกลัวเป็นครั้งแรก กลัวว่านางอาจเป็นต้นเหตุให้หรงเสียงตกอยู่ในอันตรายฮ่องเต้ผายมือไปยังขันทีด้านข้าง “นั่น...คือสุราพิษ”หญิงสาวหัวใจหล่นวูบ ในมือของขันทีมีถาดทองคำที่มีจอก
อยู่ๆ ก็อยากกอดเขา อิ่นเฉียนเอนตัวเข้าหาเขา วาดสองแขนโอบแผ่นหลังกว้าง “ท่านพี่”“หืม”“เมื่อคืนข้าสนุกมาก ไม่เคยคิดเลยว่าช่วงเทศกาลบนถนนเมืองจี๋หลินยามค่ำคืนจะคึกคักขนาดนี้”เขาหัวเราะ “เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มค่าที่เจ้าไข้ขึ้นสินะ”หญิงสาวหยัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา “หรงเสียง”“หืม”“ขอบคุณท่านมาก”เขายิ้มลูบแก้มนางไปคราหนึ่ง “อยากเช็ดตัวเปลี่ยนชุดหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมมื้อเช้าเอาไว้แล้ว เราออกไปกินมื้อเช้ากันที่สวน เจ้าจะได้สูดอากาศ”“แล้วอวิ๋นซูกับอวิ๋นฉี?”“ออกไปที่ท่าเรือแต่เช้าแล้ว”นางพยักหน้า “เช่นนั้น...”“เสี่ยวฉิงเข้ามาเช็ดตัวให้นายเจ้า” เขาหันไปส่งเสียงบอกสาวใช้จากนั้นลุกขึ้น “ข้าออกไปรอเจ้าด้านนอก”คล้อยหลังเขาเสี่ยวฉิงเดินยิ้มเข้ามา ระหว่างช่วยผู้เป็นนายเช็ดตัวสาวใช้ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเขยดูแลท่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน เขาไม่ยอมไปพักตอนข้าน้อยเสนอตัวช่วยดูแลท่าน เขา...ดีต่อท่านมากจริงๆ”อิ่นเฉียนยิ้ม “ข้ารู้”นางจำความรู้สึกตอนที่เขาช่วยปลอบโยนได้เป็นอย่างดี และนางเองก็ไว้ใจจนพึ่งพาเขาได้โดยไม่กังวลสักนิด “หรงเสียงผู้นี้...สามีของข้า” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบากลับจากจวนตระกู
นางปรือตามองหรงเสียง ปากพึมพำขอโทษที่ทำให้เขาไม่ได้นอน เขาหัวเราะจากนั้นกอดนางพิงอก เนื่องจากนางบอกว่าหายใจไม่สะดวก “ข้าเป็นคนพาเจ้าออกไปตากลม ที่ต้องขอโทษคือข้ามากกว่า”“แต่ข้าสนุกมากเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เดินเที่ยวเล่นตามท้องถนนโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด”“ใช่ ข้าก็ด้วย” เขากล่าวพร้อมกับลูบหลังนางแผ่วเบา “ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่”อิ่นเฉียนพยักหน้า “ไม่มีแรงเลย ไม่อยากขยับตัว” นางซบหน้าลงกับอกเขา “ท่านพี่”“หืม”“ข้าว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้...ไม่เลวเลย”“จริงหรือ” เขาหัวเราะ “แค่ไม่เลว?”นางหัวเราะคิก “ข้าดีใจมาก”“ข้าก็ด้วย” เขายิ้มอย่างอ่อนโยน “เอาละคนป่วยต้องนอนได้แล้ว เจ้าเอาแต่ชวนสนทนาเช่นนั้นก็ไม่ได้นอนเสียที”“แต่ข้าไม่อยากเอนตัวลงนอน อยากอยู่แบบนี้มากกว่า” นางแทบจะคว่ำหน้านอนทาบทับไปกับตัวเขา เขาพิงหัวเตียงส่วนนางนอนทาบไปกับอกแกร่ง เช่นนี้นางรู้สึกสบายตัวมาก”“เช่นนั้นนอนเช่นนี้อีกสักครู่ เจ้าหลับแล้วข้าค่อยอุ้มเจ้าลงนอนดีๆ”“ท่านพี่ ท่านจะตามใจข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ หากยังทำเช่นนี้ข้าจะหวั่นไหวแล้ว”“...จะหวั่นไหว? ข้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้สมควรหวั่นไหวนานแล้วมิใช่หรือ”ฟังดูก็รู
หญิงสาวรับชามยามาจากหรงเสียง “ข้าไม่ได้นั่งชมสวนมานานมากแล้ว แม้ว่าสวนนี้จะอยู่ในเรือนของข้าเอง”“นั่นเพราะเจ้ามีเรื่องให้คิดมากเกินไป แม้นั่งอยู่ตรงนี้แต่ความคิดของเจ้ากลับล่องลอยไปไกล ไกลมาก อย่างเช่นตอนนี้” ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ มองนางดื่มยาจนหมดจากนั้นส่งชามให้เสี่ยวฉิง “รั่วรั่ว ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องกังวลแล้ว น้องชายของเจ้าทำได้ดี อนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า กังวลไปก็เท่านั้น”นางสบตาเขาจากนั้นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชื่อฟังท่าน”“เช่นนั้นกลับเข้าไปพักในเรือนเถิด ลมแรงมากเดี๋ยวไข้ไม่ลด ข้าต้องมั่นใจว่าเจ้าไม่มีไข้จึงจะได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลชีซี”“ได้” นางยอมให้เขาอุ้มเข้าไปในเรือนและนอนพักโดยดีในคืนเทศกาลชีซีหรงเสียงเดินกุมมืออิ่นเฉียนไปตามท้องถนนที่ประดับด้วยโคมไฟบุปผา ร้านรวงมากมายมีโคมกระดาษหลากสีที่ทำออกมาได้งดงามยิ่งคู่หนุ่มสาวจูงมือกันออกมาเดินเล่น คู่สามีภรรยาเองก็ออกมาชื่นชมดวงดาวที่พร่างพราวทั้งท้องฟ้า คบเพลิง ดอกไม้ไฟ การละเล่นบนท้องถนนอันละลานตาอีกฟากของถนนมีนักเล่านิทานกำลังเล่าตำนานของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ตำนานรักอันซาบซึ้งที่ถูกขวางกันด้วยทางช้







