تسجيل الدخولหรงเสียงจ้องเขม็งไปยังสตรีชุดเขียวที่อยู่ๆ ก็เดินลงเนินตรงไปยังรถม้า เขาหันไปบอกคนของตนให้ไปสืบเรื่องการวางยาพิษ เป็นพิษชนิดใดและผู้ใดโดนพิษบ้าง จากนั้นกระโดดขึ้นไปบนหลังม้าควบตามรถม้าของอิ่นเฉียนไป
ชายหนุ่มตามอิ่นเฉียนมาจนถึงกำแพงเมืองจี๋หลิน อยู่ๆ รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งมาขวางรถม้าของตระกูลอิ่น คนบังคับม้าดึงบังเหียนหลบกะทันหันทำให้รถม้าวิ่งตกลงไปยังข้างถนน เสียงหวีดร้องดังขึ้นจากรถม้าทั้งสองคัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็หลบไปคนละทาง
ชายหนุ่มหยุดมองอยู่ห่างๆ หลังจากเห็นแล้วว่าคนน่าจะไม่เป็นอะไร เห็นชัดจากคนที่อยู่ด้านในค่อยๆ เดินลงจากรถม้าหลังได้สติ
“เป็นรถม้าจวนใดกันกันเหตุใดทะเล่อทะล่าไม่ระวังเลย!” หวังซวี่ตะโกนออกมาทันทีที่ลงจากรถม้า เบื้องหลังยังมีน้องสาวตามลงมาติดๆ
อิ่นเฉียนหันไปมองสองพี่น้องด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่กล่าวคำ
“ข้าก็นึกว่าผู้ใด” หวังเซียนแค่นยิ้ม “ที่แท้ก็แม่นางอิ่นผู้โด่งดังนี่เอง”
หญิงสาวยังคงมีท่าทีเยือกเย็นจนหรงเสียงรู้สึกสนใจ เขาลงจากหลังม้าพร้อมผูกม้าหลบหลังต้นหลิวข้างทาง มุมโค้งถนนทำให้หากไม่หันมามองก็สังเกตเห็นได้ยาก
บทสนทนาระหว่างหญิงสาวตระกูลอิ่นและสองพี่น้องตระกูลหวัง ทำให้เขาตัดสินใจที่จะแอบฟังเงียบๆ ทั้งที่รู้ว่าเสียมารยาท
แรกพบเขารู้สึกว่าอิ่นเฉียนผู้นี้ดูคล้ายสตรีที่มีเรื่องในใจมากมาย นางสุขุมและเยือกเย็นจนเกินไป ไม่คล้ายหญิงสาววัยยี่สิบซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน แม้จะกล่าวว่านางต้องรับภาระดูแลกิจการตระกูลอิ่น แต่ในวัยสิบสี่ที่ยังไม่ปักปิ่น จะอย่างไรก็ยังเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่ออยู่ดี
“รีบร้อนกลับเข้าเมืองเช่นนี้คงมิใช่รีบไปเตรียมสินเดิมกระมัง ข่าวสมรสพระราชทานโด่งดังไปทั่วเช่นกันกับชื่อเสียงของท่านที่ทำให้บุรุษมากมายล้วนสนอกสนใจ สตรีเช่นท่านช่างหาได้ยากยิ่ง” หวังเซียนกล่าวแฝงนัย
เสี่ยวฉิงสาวใช้ของอิ่นเฉียนมีท่าทีเดือดดาล ทั้งที่ผู้เป็นนายยังคงนิ่งเฉย
“ทำไม ข้าพูดความจริงเท่านั้น หรือท่านไม่รู้ว่าคนทั้งเมืองหลวงล้วนกล่าวว่าแม่นางอิ่นช่างมีความสามารถในการยั่วยวนบุรุษ คราแรกก็พี่รองของข้า ต่อมาก็ฮ่องเต้ ครั้งนี้ยังสามารถคว้าคุณชายสามหอโอสถมาครอบครอง ช่างน่านับถือนัก”
“น้องเก้า เจ้าอย่าเสียมารยาทสิ แม้เป็นเรื่องจริงก็มิใช่จะสามารถพูดออกมาเช่นนี้ได้” หวังซวี่กล่าวยิ้มๆ
อิ่นเฉียนลูบมือสาวใช้เบาๆ พร้อมหัวเราะออกมาเสียงเบา
“มีเรื่องใดน่าขัน” หวังเซียนเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับคำพูดของนาง ที่สำคัญยังหัวเราะออกมาจึงสงสัยกึ่งเดือดดาลอยู่บ้าง
“หรือแม่นางอิ่นคิดว่าข้าสองพี่น้องกล่าวคำเท็จ” หวังซวี่ยังคงมีรอยยิ้ม
อิ่นเฉียนมองไปยังรถม้าจากนั้นละสายตาไปมองคนขับรถม้าทั้งสองที่เดินไปขอความช่วยเหลือที่ประตูเมือง ทั้งนี้ก็เพราะรถม้าติดหล่มลึกจำต้องใช้แรงคนช่วยเข็นขึ้นมา
“ข้าก็นึกว่าเป็นผู้ใด นึกอยู่ตั้งนานที่แท้ก็รถม้าตระกูลหวังนี่เอง” อิ่นเฉียนกล่าวเสียงเรียบแต่ทำให้สองพี่น้องหน้าตึง
“เจ้า!”
หญิงสาวหันไปมองหวังเซียน “คุณหนูหวัง คุณชายหวัง ตระกูลหวังไม่เคยอบรมสั่งสอนทายาทรุ่นหลังเกี่ยวกับลำดับความสำคัญของตระกูลคหบดีหรือ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร! อิ่นเฉียนเจ้าพูดออกมาให้ชัดเจนนะ กล้าเอ่ยถึงตระกูลหวังเช่นนี้ ลำพองใจว่าตระกูลอิ่นสำคัญมากมายขั้นไหนกัน”
อิ่นเฉียนหันไปมองหวังเซียน “ตระกูลหวังทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ” นางก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายสองก้าว “แม้แต่คุณหนูเก้าของตระกูลยังกล้าชี้ไม้ชี้มือกับผู้นำตระกูลที่ทำการค้าขายกับบิดา ทั้งยังกล้าตะคอกเรียกชื่อข้าที่เป็นผู้นำตระกูลซึ่งนับเป็นคนระดับเดียวกันกับบิดา ลำดับอาวุโสคืออะไรไม่ทราบคุณหนูเก้าเคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาหรือไม่”
“เจ้า!” หวังเซียนก้าวขึ้นหน้ามาก้าวหนึ่ง หวังซวี่รั้งน้องสาวเอาไว้ “พี่ห้า!”
“เซียนเซียนเจ้าอย่าวู่วาม” เขาเองก็คล้ายนึกขึ้นได้ แม้อิ่นเฉียนอายุน้อยกว่าเขา แต่ฐานะกลับเป็นถึงผู้นำตระกูลอิ่น อีกทั้งบิดายังทำการค้าขายผ่านการขนส่งทางเรือกับตระกูลอิ่น ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีท่าทีไม่ยินยอม
“แม่นางอิ่น เจ้าก็อย่าหยิ่งผยองนักเลย ไม่ใช่เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งที่น้องเก้าพูดคือเรื่องจริง เจ้าเป็นสตรีที่เกิดในตระกูลคหบดี แทนที่จะเลือกคนฐานะเท่าเทียมที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ แต่กลับทำให้พี่รองของข้าเสียใจถึงขั้นประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต คราแรกหากฮ่องเต้ประสงค์แต่งตั้งเจ้าเป็นสนม
เดิมทีคิดว่าหากเขาไม่ได้มาครองก็จะทำลายทิ้งเสีย ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปแอบดูโรงหมอของตระกูลหรง ภาพที่หรงเสียงตรวจชาวบ้าน ส่วนอิ่นเฉียนนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเขียนใบสั่งยา...เขาไม่เคยเห็นนางยิ้มเช่นนั้นมาก่อน เป็นรอยยิ้มซุกซนคล้ายเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ดวงตาคาดหวังรอคอยคำชม ท่าทางราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่เริ่มรู้จักความรักนางในตอนนั้นมิใช่แม่นางอิ่นแห่งท่าเรือตระกูลอิ่นที่เขารู้จัก ไม่ใช่สตรีที่ทั้งสุขุมเยือกเย็น กระทั่งสามารถทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ทุกเมื่อ---บทส่งท้าย---นางนั่งเย็บรองเท้าอยู่ใต้ต้นดอกซิ่งที่กำลังเบ่งบาน รอยยิ้มงดงามประดับบนใบหน้า ขณะมองฝีเข็มที่ตนลงมือทำเองอย่างภูมิใจ หน้าท้องนูนป่องบ่งบอกว่านางกำลังตั้งครรภ์แล้วและคงจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอิ่นเฉียนในวัยสามสิบ ทว่ากลับเพิ่งตั้งครรภ์บุตรคนแรก หันไปทางใดสายตาของสาวใช้ก็ทำให้นางถอนหายใจออกมาเสียงเบา“พวกเจ้าไม่มีอย่างอื่นต้องทำหรือไร”“ไม่มีเจ้าค่ะ!” ล้วนตอบนางเช่นนี้เมื่อนางถามจริงๆ นางก็รู้ดีว่านางตั้งครรภ์ตอนอายุเท่านี้มีความเสี่ยงมาก แต่ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อนางกับหรงเสียงไม่มีทางเลือก ทนทรมานอยู่หลายปีเพราะต้องถอนพิษ
เขาอยู่ตรงนั้นกำลังสนทนาอยู่กับบิดามารดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านพี่” นางก้าวออกไปแม้เท้าเย็นเยียบ เขาเองก็หันมามองด้วยสายตาตกตะลึง“รั่วรั่วเจ้าไม่ได้สวมรองเท้า!”ไม่สิ...ทั้งหมดนี้เหมือนความจริงมากจนนางไม่อยากคาดหวัง ด้วยกลัวว่าหากเข้าใกล้เขาทุกอย่างจะสูญสลายไปอิ่นเฉียนก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็สะดุดล้มลงบนพื้น “หรงเสียง!” นางตะโกนสุดเสียงขอบตาร้อนผ่าวหัวใจบีบรัดเขาปราดเข้ามาหานางดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน “เจ้าออกมาทำไม ร่างกายของเจ้าอ่อนแอมาก รองเท้าเองก็ไม่ได้สวม”นางไม่ฟังแต่กอดเขาแน่นพร้อมสะอื้นเสียงดัง หน้าผากกดลงไปบนอกกว้าง “ท่านพี่...ฮือ...” นางร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น แม้กอดเขาแน่นแต่กลับยังรู้สึกกลัว“ไม่เป็นไรแล้ว อย่าร้อง ไม่ต้องกลัว”“ข้ากำลังฝัน นี่ไม่ใช่ความจริง ข้าสมควรตายไปแล้ว” แต่เพราะเหตุใดนางยังกอดเขาได้ แถมตัวเขายังอุ่นมาก นี่เป็นอ้อมแขนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไม่ผิดแน่“เจ้าไม่ได้ฝัน เราทั้งคู่ไม่ได้ฝัน นี่คือความจริง รั่วรั่ว มันเป็นความจริงเพราะเราทั้งคู่เลือกดื่มสุราพิษ”นางชะงักเงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่าน...”เขายิ้ม “เด็กโง่ เหตุใดเลือกดื่มสุราพิษ”
หัวใจของนางหล่นวูบ ความสุขที่เพิ่งผ่านเข้ามาคล้ายมลายหายไป หวาดหวั่นเหลือเกินว่าฮ่องเต้แสนวิปลาสผู้นี้จะพรากทุกอย่าง ...พรากเขาไปจากนาง“หรงเสียง...” นางกุมมือตัวเองแน่นขณะนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความอกสั่นขวัญแขวนในห้องรับรองตำหนักหลงหวง ฮ่องเต้ก็ยังคงสุขุมเยือกเย็นและน่าเกรงขาม นางมองไปรอบๆ ไม่เห็นหรงเสียง “ฝ่าบาท สามีของหม่อมฉันเล่าเพคะ”“เจ้าหมายถึงผู้ใดเล่า บุรุษที่เรามอบหมายให้ดูแลรักษาเจ้าหรือ”นางขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธกรุ่น “ทรงมอบสมรสพระราชทาน หม่อมฉันก็ยินดีแต่งเข้าตระกูลหรง บัดนี้ผู้คนล้วนตระหนักดีว่าหม่อมฉันก็คือฮูหยินน้อยของคุณชายสามตระกูลหรงแห่งหอโอสถ ตอนนี้กลับตรัสว่ามอบหม่อมฉันให้คุณชายสามดูแล ไม่ทรงนึกว่าน่าขันหรอกหรือเพคะ”“บังอาจ!!” ขันทีตวาดนางเสียงดัง ทว่าหญิงสาวกลับไม่หวั่นไหว นางจ้องบุรุษที่อยู่เหนือคนทั่วหล้าอย่างไม่เกรงกลัว เห็นอีกฝ่ายจ้องนางเขม็ง อยู่ๆ อิ่นเฉียนก็รู้สึกกลัวเป็นครั้งแรก กลัวว่านางอาจเป็นต้นเหตุให้หรงเสียงตกอยู่ในอันตรายฮ่องเต้ผายมือไปยังขันทีด้านข้าง “นั่น...คือสุราพิษ”หญิงสาวหัวใจหล่นวูบ ในมือของขันทีมีถาดทองคำที่มีจอก
อยู่ๆ ก็อยากกอดเขา อิ่นเฉียนเอนตัวเข้าหาเขา วาดสองแขนโอบแผ่นหลังกว้าง “ท่านพี่”“หืม”“เมื่อคืนข้าสนุกมาก ไม่เคยคิดเลยว่าช่วงเทศกาลบนถนนเมืองจี๋หลินยามค่ำคืนจะคึกคักขนาดนี้”เขาหัวเราะ “เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มค่าที่เจ้าไข้ขึ้นสินะ”หญิงสาวหยัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา “หรงเสียง”“หืม”“ขอบคุณท่านมาก”เขายิ้มลูบแก้มนางไปคราหนึ่ง “อยากเช็ดตัวเปลี่ยนชุดหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมมื้อเช้าเอาไว้แล้ว เราออกไปกินมื้อเช้ากันที่สวน เจ้าจะได้สูดอากาศ”“แล้วอวิ๋นซูกับอวิ๋นฉี?”“ออกไปที่ท่าเรือแต่เช้าแล้ว”นางพยักหน้า “เช่นนั้น...”“เสี่ยวฉิงเข้ามาเช็ดตัวให้นายเจ้า” เขาหันไปส่งเสียงบอกสาวใช้จากนั้นลุกขึ้น “ข้าออกไปรอเจ้าด้านนอก”คล้อยหลังเขาเสี่ยวฉิงเดินยิ้มเข้ามา ระหว่างช่วยผู้เป็นนายเช็ดตัวสาวใช้ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเขยดูแลท่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน เขาไม่ยอมไปพักตอนข้าน้อยเสนอตัวช่วยดูแลท่าน เขา...ดีต่อท่านมากจริงๆ”อิ่นเฉียนยิ้ม “ข้ารู้”นางจำความรู้สึกตอนที่เขาช่วยปลอบโยนได้เป็นอย่างดี และนางเองก็ไว้ใจจนพึ่งพาเขาได้โดยไม่กังวลสักนิด “หรงเสียงผู้นี้...สามีของข้า” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบากลับจากจวนตระกู
นางปรือตามองหรงเสียง ปากพึมพำขอโทษที่ทำให้เขาไม่ได้นอน เขาหัวเราะจากนั้นกอดนางพิงอก เนื่องจากนางบอกว่าหายใจไม่สะดวก “ข้าเป็นคนพาเจ้าออกไปตากลม ที่ต้องขอโทษคือข้ามากกว่า”“แต่ข้าสนุกมากเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เดินเที่ยวเล่นตามท้องถนนโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด”“ใช่ ข้าก็ด้วย” เขากล่าวพร้อมกับลูบหลังนางแผ่วเบา “ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่”อิ่นเฉียนพยักหน้า “ไม่มีแรงเลย ไม่อยากขยับตัว” นางซบหน้าลงกับอกเขา “ท่านพี่”“หืม”“ข้าว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้...ไม่เลวเลย”“จริงหรือ” เขาหัวเราะ “แค่ไม่เลว?”นางหัวเราะคิก “ข้าดีใจมาก”“ข้าก็ด้วย” เขายิ้มอย่างอ่อนโยน “เอาละคนป่วยต้องนอนได้แล้ว เจ้าเอาแต่ชวนสนทนาเช่นนั้นก็ไม่ได้นอนเสียที”“แต่ข้าไม่อยากเอนตัวลงนอน อยากอยู่แบบนี้มากกว่า” นางแทบจะคว่ำหน้านอนทาบทับไปกับตัวเขา เขาพิงหัวเตียงส่วนนางนอนทาบไปกับอกแกร่ง เช่นนี้นางรู้สึกสบายตัวมาก”“เช่นนั้นนอนเช่นนี้อีกสักครู่ เจ้าหลับแล้วข้าค่อยอุ้มเจ้าลงนอนดีๆ”“ท่านพี่ ท่านจะตามใจข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ หากยังทำเช่นนี้ข้าจะหวั่นไหวแล้ว”“...จะหวั่นไหว? ข้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้สมควรหวั่นไหวนานแล้วมิใช่หรือ”ฟังดูก็รู
หญิงสาวรับชามยามาจากหรงเสียง “ข้าไม่ได้นั่งชมสวนมานานมากแล้ว แม้ว่าสวนนี้จะอยู่ในเรือนของข้าเอง”“นั่นเพราะเจ้ามีเรื่องให้คิดมากเกินไป แม้นั่งอยู่ตรงนี้แต่ความคิดของเจ้ากลับล่องลอยไปไกล ไกลมาก อย่างเช่นตอนนี้” ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ มองนางดื่มยาจนหมดจากนั้นส่งชามให้เสี่ยวฉิง “รั่วรั่ว ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องกังวลแล้ว น้องชายของเจ้าทำได้ดี อนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า กังวลไปก็เท่านั้น”นางสบตาเขาจากนั้นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชื่อฟังท่าน”“เช่นนั้นกลับเข้าไปพักในเรือนเถิด ลมแรงมากเดี๋ยวไข้ไม่ลด ข้าต้องมั่นใจว่าเจ้าไม่มีไข้จึงจะได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลชีซี”“ได้” นางยอมให้เขาอุ้มเข้าไปในเรือนและนอนพักโดยดีในคืนเทศกาลชีซีหรงเสียงเดินกุมมืออิ่นเฉียนไปตามท้องถนนที่ประดับด้วยโคมไฟบุปผา ร้านรวงมากมายมีโคมกระดาษหลากสีที่ทำออกมาได้งดงามยิ่งคู่หนุ่มสาวจูงมือกันออกมาเดินเล่น คู่สามีภรรยาเองก็ออกมาชื่นชมดวงดาวที่พร่างพราวทั้งท้องฟ้า คบเพลิง ดอกไม้ไฟ การละเล่นบนท้องถนนอันละลานตาอีกฟากของถนนมีนักเล่านิทานกำลังเล่าตำนานของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ตำนานรักอันซาบซึ้งที่ถูกขวางกันด้วยทางช้







