ログイン“แม่นางอิ่น เจ้าก็อย่าหยิ่งผยองนักเลย ไม่ใช่เจ้าไม่รู้ว่าสิ่งที่น้องเก้าพูดคือเรื่องจริง เจ้าเป็นสตรีที่เกิดในตระกูลคหบดี แทนที่จะเลือกคนฐานะเท่าเทียมที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ แต่กลับทำให้พี่รองของข้าเสียใจถึงขั้นประกาศไม่แต่งงานตลอดชีวิต คราแรกหากฮ่องเต้ประสงค์แต่งตั้งเจ้าเป็นสนม ตระกูลหวังยังพอเข้าใจได้ แต่เจ้าดึงดันแต่งให้กับบุรุษธรรมดาที่เป็นเพียงหมอผู้หนึ่ง เจ้าทำเช่นนี้อย่างน้อยก็ต้องให้คำอธิบายกับพี่รองของข้าบ้าง”
หญิงสาวมองเขาดวงตาเรียบเฉย “เขาเป็นอะไรกับข้าเล่า”
หวังซวี่ขมวดคิ้วมองนาง ท่าทางอีกฝ่ายชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
“แม้แต่นายท่านหวังยังไม่เคยกล่าววาจาดูหมิ่นหรือตำหนิข้า เจ้าสองพี่น้องสำคัญตัวเองไปกระมังจึงคิดว่าสามารถตำหนิข้าได้ หรือหากมีความกล้าดังเช่นการกระทำในวันนี้ มิสู้เข้าวังหลวงสักครา เข้าเฝ้าฝ่าบาทให้ทรงไตร่ตรองสมรสพระราชทานครั้งนี้” นางกล่าวเสียงเย็นเยียบลงหลายส่วน
หวังเซียนกับหวังซวี่หน้าเปลี่ยนสีไปในทันที
“หากไม่มีความกล้าเช่นนั้นก็กลับจวนไปอยู่เงียบๆ อย่างที่เคยทำ หากไม่รู้สิ่งใดโดยกระจ่าง ไม่เปิดหูเปิดตาดูว่าแคว้นฉินทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ก็สมควรเก็บตัวอยู่ในจวนอย่าได้ออกมาสร้างความขายหน้าให้ตระกูลหวังและคหบดีทั้งหกตระกูล!”
“เจ้า! เจ้ามันสตรีร้ายกาจเจ้าเล่ห์!” หวังเซียนถลึงมองนางด้วยความเกลียดชัง
“ข้านึกอยู่แล้วว่าสตรีอำมหิตที่กล้าส่งมารดารองกับน้องสาวของตัวเองไปตกระกำลำบากไม่ใช่คนดีอะไร” หวังซวี่มองนางก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ข้าก็ไม่เคยพูดว่าข้าเป็นคนดี” อิ่นเฉียนแค่นยิ้ม
“แต่คุณชายหวังก็ช่างทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ ท่านคงมิใช่เพียงนับถือข้าเช่นที่กล่าวกระมัง คงเพราะชื่นชมข้ามากสินะ หาไม่จะล่วงรู้ทุกเรื่องที่ข้ากระทำหรือ” หญิงสาวถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “ข้าต้องขออภัยเพราะข้ามีคู่หมายแล้ว ทั้งยังเป็นสมรสพระราชทาน”
“เจ้า!” สองพี่น้องถึงกับพูดไม่ออก เมื่อมองไปรอบๆ ก็รีบหยุดปากเพราะทหารที่ประจำแพงเมืองมาถึงแล้วและกำลังช่วยเข็นรถม้าขึ้นจากหล่มลึก
“เจ้าลำพองใจไปเถิด คุณชายสามแห่งหอโอสถเองก็มีสตรีในดวงใจแล้ว ได้ยินมาว่านางเป็นเครือญาติของคุณชายสาม พวกเขาอยู่ที่ปิงซานสนิทสนมรักใคร่ เจ้าที่เป็นเพียงคนนอกแต่งเข้าไปอย่าหวังได้มีความสุขอย่างใจปรารถนาเลย!”
“อ้อ ที่แท้คุณหนูเก้าก็แอบชื่นชมว่าที่สามีของข้าอยู่นี่เอง หาไม่คงไม่มีทางรู้เรื่องราวโดยละเอียดถึงเพียงนี้ ข้าขออภัยอีกครั้งที่เขาต้องแต่งข้าเป็นฮูหยินไม่ใช่เจ้า”
“จะ...เจ้าพูดเรื่องอะไร! ขะ...ข้า” หวังเซียนมองไปรอบๆ ใบหน้าแดงก่ำ ไม่กล้าสบถคำหยาบออกมา
“เฮ้อ” อิ่นเฉียนถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง “ลำบากพวกท่านสองพี่น้องแล้ว คงเหนื่อยกระมังต้องมารับรู้เรื่องราวมากมายที่ไม่เกี่ยวกับตน เช่นนี้เป็นอย่างไรจะได้แบ่งเบาภาระพวกท่านที่อุตส่าห์ติดตามข่าวสารเรื่องของข้า” ประโยคหลังนางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“บอกนายท่านหวังว่าโกดังสินค้าท่าเรือตระกูลอิ่นที่เขาสนใจ ข้าขอยกเลิกการเจรจาทั้งหมด! เช่นนี้ตระกูลหวังจะได้ไม่ต้องเหนื่อยติดต่อการค้าหรือเที่ยววิ่งวุ่นยุ่งเรื่องของข้าและเรื่องตระกูลอิ่นอีก!”
“เจ้า! อิ่นเฉียน สตรีร้ายกาจอำมหิต ข้าขอสู้ตายกับเจ้า!!” หวังเซียนพุ่งเข้ามาแม้แต่หวังซวี่เองก็คาดไม่ถึง
อิ่นเฉียนใช้มือหนึ่งเกาะสาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ แน่น มือหนึ่งคว้าชายกระโปรง จากนั้น...ยกเท้าขึ้นถีบใต้สายคาดเอวของคนที่พุ่งเข้ามา!!!
หรงเสียงอ้าปากค้างกับภาพที่เห็น เขากะพริบตามองสตรีที่ดูสุขุมเย็นชา ยกชายกระโปรงขึ้นถีบหวังเซียนที่พุ่งเข้ามาอย่างมาดร้าย กระทั่งคนที่พุ่งเข้ามาล้มหงายลงไปไม่เป็นท่า
...อยู่ๆ ชายหนุ่มก็หลุดหัวเราะออกมา “แม่นางอิ่นผู้นี้...น่าสนใจจริงๆ”
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ชายหนุ่มไม่ได้หันไปมองก็รู้ว่านั่นคืออวี่เซิง “กลับมาเร็วดีนี่”
อวี่เซิงมองไปยังสตรีที่นั่งร้องไห้โวยวายบนพื้น ข้างๆ มีอิ่นเฉียนยืนอยู่กับสาวใช้ที่เอาตัวบังผู้เป็นนาย
“นายท่านตระกูลหวังหมายสู่ขอแม่นางอิ่นให้บุตรชายคนรอง เพราะเช่นนี้ฝ่าบาทจึงเรียกแม่นางอิ่นเข้าวังหลวงขอรับ เดาว่าไม่ทรงมีพระประสงค์ให้ตระกูลคหบดีควบรวมกิจการจนแข็งแกร่งจนเกินไป อีกทั้งแม่นางอิ่นยืนยันว่าไม่มีทางเข้าวัง ดังนั้นฝ่าบาทจึงทรงพระราชทานสมรสครั้งนี้”
เดิมทีคิดว่าหากเขาไม่ได้มาครองก็จะทำลายทิ้งเสีย ถึงอย่างนั้นตอนที่ไปแอบดูโรงหมอของตระกูลหรง ภาพที่หรงเสียงตรวจชาวบ้าน ส่วนอิ่นเฉียนนั่งอยู่ข้างๆ ช่วยเขียนใบสั่งยา...เขาไม่เคยเห็นนางยิ้มเช่นนั้นมาก่อน เป็นรอยยิ้มซุกซนคล้ายเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ดวงตาคาดหวังรอคอยคำชม ท่าทางราวกับเด็กสาวแรกรุ่นที่เริ่มรู้จักความรักนางในตอนนั้นมิใช่แม่นางอิ่นแห่งท่าเรือตระกูลอิ่นที่เขารู้จัก ไม่ใช่สตรีที่ทั้งสุขุมเยือกเย็น กระทั่งสามารถทำให้ผู้คนประหลาดใจได้ทุกเมื่อ---บทส่งท้าย---นางนั่งเย็บรองเท้าอยู่ใต้ต้นดอกซิ่งที่กำลังเบ่งบาน รอยยิ้มงดงามประดับบนใบหน้า ขณะมองฝีเข็มที่ตนลงมือทำเองอย่างภูมิใจ หน้าท้องนูนป่องบ่งบอกว่านางกำลังตั้งครรภ์แล้วและคงจะคลอดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าอิ่นเฉียนในวัยสามสิบ ทว่ากลับเพิ่งตั้งครรภ์บุตรคนแรก หันไปทางใดสายตาของสาวใช้ก็ทำให้นางถอนหายใจออกมาเสียงเบา“พวกเจ้าไม่มีอย่างอื่นต้องทำหรือไร”“ไม่มีเจ้าค่ะ!” ล้วนตอบนางเช่นนี้เมื่อนางถามจริงๆ นางก็รู้ดีว่านางตั้งครรภ์ตอนอายุเท่านี้มีความเสี่ยงมาก แต่ทำอย่างไรได้เล่าเมื่อนางกับหรงเสียงไม่มีทางเลือก ทนทรมานอยู่หลายปีเพราะต้องถอนพิษ
เขาอยู่ตรงนั้นกำลังสนทนาอยู่กับบิดามารดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ท่านพี่” นางก้าวออกไปแม้เท้าเย็นเยียบ เขาเองก็หันมามองด้วยสายตาตกตะลึง“รั่วรั่วเจ้าไม่ได้สวมรองเท้า!”ไม่สิ...ทั้งหมดนี้เหมือนความจริงมากจนนางไม่อยากคาดหวัง ด้วยกลัวว่าหากเข้าใกล้เขาทุกอย่างจะสูญสลายไปอิ่นเฉียนก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทว่าจนแล้วจนรอดก็สะดุดล้มลงบนพื้น “หรงเสียง!” นางตะโกนสุดเสียงขอบตาร้อนผ่าวหัวใจบีบรัดเขาปราดเข้ามาหานางดึงนางเข้าสู่อ้อมแขน “เจ้าออกมาทำไม ร่างกายของเจ้าอ่อนแอมาก รองเท้าเองก็ไม่ได้สวม”นางไม่ฟังแต่กอดเขาแน่นพร้อมสะอื้นเสียงดัง หน้าผากกดลงไปบนอกกว้าง “ท่านพี่...ฮือ...” นางร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น แม้กอดเขาแน่นแต่กลับยังรู้สึกกลัว“ไม่เป็นไรแล้ว อย่าร้อง ไม่ต้องกลัว”“ข้ากำลังฝัน นี่ไม่ใช่ความจริง ข้าสมควรตายไปแล้ว” แต่เพราะเหตุใดนางยังกอดเขาได้ แถมตัวเขายังอุ่นมาก นี่เป็นอ้อมแขนที่ทำให้นางรู้สึกปลอดภัยไม่ผิดแน่“เจ้าไม่ได้ฝัน เราทั้งคู่ไม่ได้ฝัน นี่คือความจริง รั่วรั่ว มันเป็นความจริงเพราะเราทั้งคู่เลือกดื่มสุราพิษ”นางชะงักเงยหน้าขึ้นมองเขา “ท่าน...”เขายิ้ม “เด็กโง่ เหตุใดเลือกดื่มสุราพิษ”
หัวใจของนางหล่นวูบ ความสุขที่เพิ่งผ่านเข้ามาคล้ายมลายหายไป หวาดหวั่นเหลือเกินว่าฮ่องเต้แสนวิปลาสผู้นี้จะพรากทุกอย่าง ...พรากเขาไปจากนาง“หรงเสียง...” นางกุมมือตัวเองแน่นขณะนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความอกสั่นขวัญแขวนในห้องรับรองตำหนักหลงหวง ฮ่องเต้ก็ยังคงสุขุมเยือกเย็นและน่าเกรงขาม นางมองไปรอบๆ ไม่เห็นหรงเสียง “ฝ่าบาท สามีของหม่อมฉันเล่าเพคะ”“เจ้าหมายถึงผู้ใดเล่า บุรุษที่เรามอบหมายให้ดูแลรักษาเจ้าหรือ”นางขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายนิ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธกรุ่น “ทรงมอบสมรสพระราชทาน หม่อมฉันก็ยินดีแต่งเข้าตระกูลหรง บัดนี้ผู้คนล้วนตระหนักดีว่าหม่อมฉันก็คือฮูหยินน้อยของคุณชายสามตระกูลหรงแห่งหอโอสถ ตอนนี้กลับตรัสว่ามอบหม่อมฉันให้คุณชายสามดูแล ไม่ทรงนึกว่าน่าขันหรอกหรือเพคะ”“บังอาจ!!” ขันทีตวาดนางเสียงดัง ทว่าหญิงสาวกลับไม่หวั่นไหว นางจ้องบุรุษที่อยู่เหนือคนทั่วหล้าอย่างไม่เกรงกลัว เห็นอีกฝ่ายจ้องนางเขม็ง อยู่ๆ อิ่นเฉียนก็รู้สึกกลัวเป็นครั้งแรก กลัวว่านางอาจเป็นต้นเหตุให้หรงเสียงตกอยู่ในอันตรายฮ่องเต้ผายมือไปยังขันทีด้านข้าง “นั่น...คือสุราพิษ”หญิงสาวหัวใจหล่นวูบ ในมือของขันทีมีถาดทองคำที่มีจอก
อยู่ๆ ก็อยากกอดเขา อิ่นเฉียนเอนตัวเข้าหาเขา วาดสองแขนโอบแผ่นหลังกว้าง “ท่านพี่”“หืม”“เมื่อคืนข้าสนุกมาก ไม่เคยคิดเลยว่าช่วงเทศกาลบนถนนเมืองจี๋หลินยามค่ำคืนจะคึกคักขนาดนี้”เขาหัวเราะ “เช่นนั้นก็นับว่าคุ้มค่าที่เจ้าไข้ขึ้นสินะ”หญิงสาวหยัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา “หรงเสียง”“หืม”“ขอบคุณท่านมาก”เขายิ้มลูบแก้มนางไปคราหนึ่ง “อยากเช็ดตัวเปลี่ยนชุดหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมมื้อเช้าเอาไว้แล้ว เราออกไปกินมื้อเช้ากันที่สวน เจ้าจะได้สูดอากาศ”“แล้วอวิ๋นซูกับอวิ๋นฉี?”“ออกไปที่ท่าเรือแต่เช้าแล้ว”นางพยักหน้า “เช่นนั้น...”“เสี่ยวฉิงเข้ามาเช็ดตัวให้นายเจ้า” เขาหันไปส่งเสียงบอกสาวใช้จากนั้นลุกขึ้น “ข้าออกไปรอเจ้าด้านนอก”คล้อยหลังเขาเสี่ยวฉิงเดินยิ้มเข้ามา ระหว่างช่วยผู้เป็นนายเช็ดตัวสาวใช้ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเขยดูแลท่านทั้งคืนจนแทบไม่ได้นอน เขาไม่ยอมไปพักตอนข้าน้อยเสนอตัวช่วยดูแลท่าน เขา...ดีต่อท่านมากจริงๆ”อิ่นเฉียนยิ้ม “ข้ารู้”นางจำความรู้สึกตอนที่เขาช่วยปลอบโยนได้เป็นอย่างดี และนางเองก็ไว้ใจจนพึ่งพาเขาได้โดยไม่กังวลสักนิด “หรงเสียงผู้นี้...สามีของข้า” นางพึมพำกับตัวเองเสียงเบากลับจากจวนตระกู
นางปรือตามองหรงเสียง ปากพึมพำขอโทษที่ทำให้เขาไม่ได้นอน เขาหัวเราะจากนั้นกอดนางพิงอก เนื่องจากนางบอกว่าหายใจไม่สะดวก “ข้าเป็นคนพาเจ้าออกไปตากลม ที่ต้องขอโทษคือข้ามากกว่า”“แต่ข้าสนุกมากเลยนะ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เดินเที่ยวเล่นตามท้องถนนโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด”“ใช่ ข้าก็ด้วย” เขากล่าวพร้อมกับลูบหลังนางแผ่วเบา “ยังปวดศีรษะอยู่หรือไม่”อิ่นเฉียนพยักหน้า “ไม่มีแรงเลย ไม่อยากขยับตัว” นางซบหน้าลงกับอกเขา “ท่านพี่”“หืม”“ข้าว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้...ไม่เลวเลย”“จริงหรือ” เขาหัวเราะ “แค่ไม่เลว?”นางหัวเราะคิก “ข้าดีใจมาก”“ข้าก็ด้วย” เขายิ้มอย่างอ่อนโยน “เอาละคนป่วยต้องนอนได้แล้ว เจ้าเอาแต่ชวนสนทนาเช่นนั้นก็ไม่ได้นอนเสียที”“แต่ข้าไม่อยากเอนตัวลงนอน อยากอยู่แบบนี้มากกว่า” นางแทบจะคว่ำหน้านอนทาบทับไปกับตัวเขา เขาพิงหัวเตียงส่วนนางนอนทาบไปกับอกแกร่ง เช่นนี้นางรู้สึกสบายตัวมาก”“เช่นนั้นนอนเช่นนี้อีกสักครู่ เจ้าหลับแล้วข้าค่อยอุ้มเจ้าลงนอนดีๆ”“ท่านพี่ ท่านจะตามใจข้าเช่นนี้ไม่ได้นะ หากยังทำเช่นนี้ข้าจะหวั่นไหวแล้ว”“...จะหวั่นไหว? ข้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้สมควรหวั่นไหวนานแล้วมิใช่หรือ”ฟังดูก็รู
หญิงสาวรับชามยามาจากหรงเสียง “ข้าไม่ได้นั่งชมสวนมานานมากแล้ว แม้ว่าสวนนี้จะอยู่ในเรือนของข้าเอง”“นั่นเพราะเจ้ามีเรื่องให้คิดมากเกินไป แม้นั่งอยู่ตรงนี้แต่ความคิดของเจ้ากลับล่องลอยไปไกล ไกลมาก อย่างเช่นตอนนี้” ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ มองนางดื่มยาจนหมดจากนั้นส่งชามให้เสี่ยวฉิง “รั่วรั่ว ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องกังวลแล้ว น้องชายของเจ้าทำได้ดี อนาคตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า กังวลไปก็เท่านั้น”นางสบตาเขาจากนั้นพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าเชื่อฟังท่าน”“เช่นนั้นกลับเข้าไปพักในเรือนเถิด ลมแรงมากเดี๋ยวไข้ไม่ลด ข้าต้องมั่นใจว่าเจ้าไม่มีไข้จึงจะได้ไปเดินเที่ยวงานเทศกาลชีซี”“ได้” นางยอมให้เขาอุ้มเข้าไปในเรือนและนอนพักโดยดีในคืนเทศกาลชีซีหรงเสียงเดินกุมมืออิ่นเฉียนไปตามท้องถนนที่ประดับด้วยโคมไฟบุปผา ร้านรวงมากมายมีโคมกระดาษหลากสีที่ทำออกมาได้งดงามยิ่งคู่หนุ่มสาวจูงมือกันออกมาเดินเล่น คู่สามีภรรยาเองก็ออกมาชื่นชมดวงดาวที่พร่างพราวทั้งท้องฟ้า คบเพลิง ดอกไม้ไฟ การละเล่นบนท้องถนนอันละลานตาอีกฟากของถนนมีนักเล่านิทานกำลังเล่าตำนานของหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้า ตำนานรักอันซาบซึ้งที่ถูกขวางกันด้วยทางช้







