Share

บทที่ 2

Penulis: คุณเจ็ด
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟู่ซือเหนียนกำลังผูกเนกไทอยู่ในห้องแต่งตัว

ฉันทาลิปสติกเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ว่า “งานเลี้ยงฉลองวันนี้ ฉันจะไปกับนายด้วย”

มือของเขาชะงักอยู่ที่เนกไท ดวงตาของเขาสบกับฉันผ่านกระจก

หลังจากแววตาประหลาดใจเพียงชั่วครู่ เขาก็กลับมาอ่อนโยนเหมือนเดิมอีกครั้งว่า “ได้สิ แต่ในงานคนจะเยอะนะ เดี๋ยวจะรบกวนเธอเกินไป แค่ไปมอบของขวัญแล้วเราก็กลับกันเลย”

ฉันพยักหน้าเบา ๆ ทั้งที่ในใจรู้ชัดอยู่แล้ว

นี่คืองานเลี้ยงสังคมครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้ไปร่วมในฐานะภรรยาของเขา

ห้องจัดเลี้ยงของตระกูลเสิ่นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

บรรดาชนชั้นสูงจากทั่วทั้งเมืองมารวมตัวกัน เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับเฉียวเวยเวย

ฉันถือแก้วแชมเปญเดินไปยืนอยู่ที่มุมหนึ่งเพื่อหลบผู้คน แต่กลับหลบเสียงชื่นชมเฉียวเวยเวยที่เว่อร์วังเกินจริงเหล่านั้นไม่ได้

“คุณเฉียวเวยเวย คอลเลกชันเครื่องประดับใหม่ในงานประมูลครั้งนี้ออกแบบได้มีเอกลักษณ์มาก เอาชิ้นไหนออกไปก็ขายได้ราคาแพงลิ่วทั้งนั้น!”

“เป็นเกียรติมากที่ได้มาร่วมงานประมูลที่คุณจัด งานนี้ต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งแน่นอน!”

เฉียวเวยเวยเคลิบเคลิ้มอยู่ท่ามกลางคำชื่นชม จนยิ้มไม่หุบ

“ที่ไหนกันล่ะ ฉันก็แค่จัดเล่น ๆ ตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง…”

ตอนที่เธอสังเกตเห็นฉัน แววตาของเธอแวบผ่านความรู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็หายไปแทบจะในทันที

“เสิ่นเนี่ยน” เธอพูดเสียงดังขึ้นว่า “สีหน้าของเธอดูแย่มากเลยนะ อย่าบอกนะว่ายังคิดมากเรื่องงานประมูลอยู่? วางใจเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้ฉันจัดการเองก็พอ ส่วนเธอก็อยู่บ้านเฉย ๆ ให้เรียบร้อย อย่ามาสร้างความวุ่นวายให้ฉันก็แล้วกัน!”

ฉันไม่ได้สนใจเธอ แต่หันสายตาไปที่ภาพแบบร่างเครื่องประดับที่ถูกฉายอยู่บนจอใหญ่แทน

ชั่ววินาทีที่มองเห็นชัด หัวใจของฉันก็หดเกร็งวูบลงทันที

นี่คือการออกแบบของฉัน!

แบบร่างเครื่องประดับในคอลเลกชันชุดนี้ทุกชิ้นเป็นผลลัพธ์จากคืนแล้วคืนเล่าที่ฉันทุ่มเทขัดเกลาอย่างไม่หยุดยั้ง

ภาพแบบเหล่านี้ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมาก่อน ฉันตั้งใจจะใช้มันสร้างความโดดเด่นบนเวทีการประมูล

แต่ตอนนี้ มันกลับถูกลงชื่อว่า ‘เฉียวเวยเวย’ แทน…

เฉียวเวยเวยขยับเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูฉันว่า

“เสิ่นเนี่ยน ชอบงานออกแบบของฉันไหม? พอถึงตอนที่บอร์ดบริหารของฟู่ซื่อจ่ายเงินปันผลให้ฉัน อย่าอิจฉาจนเกินไปล่ะ”

ฉันกำมือแน่น ตัวสั่นไปทั้งร่างด้วยความโกรธ

ฉันกำลังจะอ้าปากพูด แต่ทันใดนั้นก็เห็นเธอล้มถอยหลังไป มือกุมท้องและร้องกรีดออกมาด้วยความเจ็บปวด

“โอ๊ย! เสิ่นเนี่ยน เธอผลักฉันทำไม!”

เธอนั่งร้องไห้โฮอยู่กับพื้น เสียงร้องดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันมามอง

“เกิดอะไรขึ้น?!”

“เฉียวเวยเวยท้องอยู่นะ ผลักเธอได้ยังไง!”

“รีบเรียกหมอเร็ว!”

ท่ามกลางความโกลาหล ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งพุ่งฝ่าฝูงชนเข้ามา แล้วอุ้มเฉียวเวยเวยขึ้นอย่างระมัดระวัง

นั่นคือฟู่ซือเหนียน

เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองฉันสักนิด ราวกับว่าฉันเป็นคนล่องหนในโลกของเขา

เขาปลอบโยนเฉียวเวยเวยด้วยความเป็นห่วงว่า “เธอเป็นอะไรไหม?”

เฉียวเวยเวยซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา แล้วเอ่ยเสียงเบาอย่างเจ็บปวดว่า “ซือเหนียน… ฉันเจ็บมาก…”

ฟู่ซือเหนียนเงยหน้ามองมาที่ฉัน แววตาอ่อนโยนในวันวานหายไป เหลือเพียงความผิดหวัง

“เสิ่นเนี่ยน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่บาดลึกยิ่งกว่าคำตำหนิใดๆ ว่า “ถ้ามีอะไรไม่พอใจ เราค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านก็ได้ จำเป็นต้องทำเรื่องโหดร้ายขนาดนี้เลยเหรอ?”

แต่ฉันแทบจะไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดเลย

ฉันได้แต่จ้องมองเขา แล้วถามออกไปเบา ๆ ว่า

“ฟู่ซือเหนียน ฉันขอถามนายหน่อย ทำไมเธอถึงมีแบบร่างงานออกแบบเครื่องประดับของฉันอยู่ในมือ?”

เขาชะงักไปเล็กน้อย สายตาหลบเลี่ยง แล้วทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลย

“บางทีมันอาจจะแค่บังเอิญก็ได้ เขาก็ชอบเครื่องประดับเหมือนกัน พวกเธอเป็นพี่น้องกัน ไอเดียการออกแบบจะไปชนกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

บังเอิญเหรอ?

แบบร่างงานออกแบบเครื่องประดับทั้งหมดของฉันถูกตั้งเป็นไฟล์เข้ารหัส และรหัสผ่านมีแค่ฉันกับเขาสองคนเท่านั้นที่รู้

ความจริงชัดเจนราวกับถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง

มีคนทรยศฉัน

เครื่องประดับคอลเลกชันใหม่นั้นทั้งชุด เดิมทีฉันตั้งใจออกแบบไว้เป็นของขวัญสำหรับวันครบรอบแต่งงานห้าปีของเรา

ฉันอยากใช้มันพิสูจน์ว่า ฉันไม่ใช่แค่ส่วนเสริมของใคร แต่เป็นผู้หญิงที่ยืนเคียงข้างทายาทมหาเศรษฐีได้อย่างทัดเทียม

ตอนนี้มันถูกขโมยไป และกลับกลายเป็นคมมีดที่หันมาแทงฉันเอง

ฉันหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน แต่หัวเราะจนตาแดงและจมูกแสบไปหมด

ในที่สุดเขาก็เริ่มตื่นตระหนก

ฟู่ซือเหนียนส่งเฉียวเวยเวยให้บุคลากรทางการแพทย์ จากนั้นก้าวเข้ามาหาฉันอีกก้าวหนึ่ง แล้วจับมือฉันไว้แน่น

“เธอเป็นอะไรไป? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ที่นี่วุ่นวายเกินไป ฉันจะพาเธอกลับบ้านก่อน”

“ฉันสูดลมหายใจลึก ๆ กลั้นน้ำตาไว้ แล้วพูดออกไปอย่างสงบว่า “ได้สิ”

สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มที่มุมปากของฉันยังคงเดิม แล้วฉันก็พูดต่อว่า

“แต่ฉันไม่อยากกลับบ้าน พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของฉัน ฉันอยากไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขากับนาย”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 9

    ภายในห้องผู้ป่วยส่วนตัวของโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำแผลให้เหวินเหยียนเรียบร้อยแล้วฉันนั่งอยู่ข้างเตียง มองใบหน้าด้านข้างของเขาที่ยังคงหลับสนิทอย่างสงบ และในที่สุดหัวใจก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยในตอนนั้นเอง ประตูห้องถูกเคาะเบา ๆ ขึ้นฉันเปิดประตูออกไป และพบว่าเป็นฟู่ซือเหนียนเขายืนอยู่คนเดียวที่หน้าประตู ก้มศีรษะลงต่ำ ไม่มีเค้าของความองอาจผึ่งผายเหมือนวันวานเหลืออยู่เลย“เสิ่นเนี่ยน…” เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “เรา…คุยกันสักหน่อยได้ไหม?”ฉันหันกลับไปมองเหวินเหยียนที่ยังหลับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดประตูตามหลังแล้วเดินออกไปกับเขา“เสิ่นเนี่ยน… ฉันผิดไปแล้ว” เขาเงยหน้ามองฉัน ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย “หลังจากเธอจากไป ฉันถึงได้รู้ว่าตัวเองผิดพลาดอย่างถึงที่สุดแค่ไหน”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“ฉันจำได้ว่า ไม่ว่างานเลี้ยงธุรกิจของฉันจะเลิกดึกแค่ไหน เธอก็ยังรอฉันอยู่ที่บ้าน ชงชาสำหรับแก้อาการเมาให้ฉันด้วยตัวเองทุกครั้ง… ก่อนหน้านี้กระเพาะฉันไม่ดี เธอก็ไปเรียนสูตรซุปบำรุงกระเพาะโดยเฉพาะ แล้วเคี่ยวให้ฉันกิน…”“เป็นฉันเองที่โง่ ถูกเฉียวเวยเวยหลอกตาบอด จนมองความรักที่เธอมีให

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 8

    “เฉียวเวยเวย” ฉันเอ่ยขึ้นอย่างสงบ น้ำเสียงเรียบสนิทไร้คลื่นความรู้สึก “ที่นี่เป็นพื้นที่ทำงานส่วนตัว กรุณาออกไปค่ะ”“ให้ฉันออกไปงั้นเหรอ?!” เธอหัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง “เสิ่นเนี่ยน เธอนี่มันนังสารเลว!”“เธอทำลายทุกอย่างของฉันไปหมดแล้ว! ทั้งชีวิตแต่งงาน ทั้งชื่อเสียงของฉัน! แล้วตอนนี้กลับทำตัวเป็นเจ้านายที่ยืนอยู่บนที่สูงเสียอย่างนั้น?”“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันจะตกอยู่ในสภาพแบบวันนี้ได้ยังไง!”สายตาของเธอเต็มไปด้วยความแค้น ราวกับอยากจะฉีกฉันให้แหลกเป็นชิ้น ๆ“แม้แต่ฟู่ซือเหนียน… เขายังไม่สนใจฉันเพราะเธอแล้ว! นังสารเลว! เธอคิดว่าเธอชนะแล้วเหรอ?”ยังพูดไม่ทันขาดคำ เธอก็พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เล็บยาวพุ่งตรงมาที่ใบหน้าของฉันฉันยังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามายืนขวางอยู่ตรงหน้าฉันแล้วเขาคือแขกประจำของร้านกาแฟที่เคยชวนฉันมาที่นี่ก่อนหน้านี้ และยังเป็นเจ้าของตัวจริงของเวิร์กช็อปแห่งนี้ — เหวินเหยียน“คุณผู้หญิงท่านนี้ครับ กรุณาสำรวมตัวด้วย” เขาจับข้อมือของเฉียวเวยเวยไว้แน่น น้ำเสียงสงบแต่ทรงพลังเฉียวเวยเวยกรีดร้องพร้อมดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งในขณะนั้นเอง ประตูบานใหญ่ก็ถูกผล

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 7

    วันต่อมา ผู้ติดต่อเป็นฝ่ายส่งข้อความสุดท้ายมาให้ฉันเองมันเป็นลิงก์ข่าวหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวกับฟู่ซือเหนียนในข่าวรายงานว่า ทายาทมหาเศรษฐีผู้นี้ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมาหลายเดือนแล้ว และงานของกลุ่มบริษัททั้งหมดถูกมอบหมายให้ผู้ช่วยดูแลแทนในรายงานข่าวยังมีภาพที่แอบถ่ายแนบมาด้วยฟู่ซือเหนียนยืนอยู่ลำพังที่ขอบหน้าผา รูปร่างดูโดดเดี่ยวหงอยเหงา สีหน้าชาเฉยไร้ความรู้สึกฉันจ้องมองภาพถ่ายนั้น โดยในใจไม่มีทั้งความเกลียดชัง และไม่มีความสะใจใด ๆมีเพียงความสงบนิ่งที่ว่างเปล่าและเย็นเยียบเท่านั้นตอนนี้ดูแล้ว ความเสียใจของเขาอาจจะเป็นของจริงก็ได้แต่แล้วจะอย่างไรล่ะ?ฉันไม่อยากกลับไปเป็นภรรยาที่เขาใช้เป็นโล่บังหน้าอีก และยิ่งไม่อยากเป็นความรอดพ้นหลังจากที่เขาสำนึกผิดแล้ว“คุณเสิ่นหลิน”เสียงของลูกค้าประจำดังขึ้นข้าง ๆ ฉันวันนี้เขามาอีกแล้วเขายื่นแฟ้มเอกสารที่จัดรูปเล่มอย่างสวยงามให้ฉัน“ฉันไม่ไปหรอก” ฉันไม่ได้มองแฟ้มด้วยซ้ำ ปฏิเสธออกไปตรง ๆ“ทำไมล่ะ?” เขาถาม “อย่าให้อดีตมาขังคุณไว้เลย พรสวรรค์ของคุณไม่ควรถูกฝังกลบแบบนี้”ฉันนิ่งเงียบไม่พูดอะไรเขาถอนหายใจออกมาเบา ๆ“ผมไม่รู้ว่าคุณ

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 6

    แม้ว่าฉันจะพูดแบบนั้นออกไป แต่สุดท้ายก็ยังอดความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว จึงขอให้ผู้ติดต่อส่งรายงานฉบับสุดท้ายมาให้ฉันเนื้อหาสั้นมากเฉียวเวยเวยถูกสามีทอดทิ้ง และถูกขับออกจากฟู่ซื่อ ในแวดวงสังคมชั้นสูง ตอนนี้ถือว่า “ไม่มีตัวตนอีกแล้ว”ฟู่ซือเหนียนระดมใช้พลังทุกอย่าง ค้นหาไปทั่วครึ่งโลก แต่สุดท้ายก็ยังไม่พบอะไรเลยในรายงานระบุว่า เขาไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะมานานแล้ว บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนแทบเป็นคนละคนกับเมื่อก่อนฉันอ่านจนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วลบข้อมูลทั้งหมดทิ้งไปเขาเริ่มเสียใจแล้วส่วนฉันนั้น ได้ก้าวออกจากโลกของเขาไปแล้วความรักที่มาช้าเกินไปทั้งหมดของเขา สำหรับฉันแล้วเป็นเพียงเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น“เสิ่นหลิน ลายลาเต้อาร์ตของเธอสวยมากเลย!”เด็กสาวที่เพิ่งมาทำงานใหม่ตรงบาร์โน้มตัวเข้ามา เรียกฉันให้หลุดจากห้วงความคิดฉันดันถ้วยกาแฟส่งออกไป แล้วพูดเบา ๆ ว่า “ก็แค่ลายคลื่นดอกหนึ่งเท่านั้น รีบเอาไปเสิร์ฟเถอะ”“เสิ่นหลิน” เธอเอียงคอถาม “ดูเหมือนเธอไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ?”ฉันชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มออกมา “ไม่หรอก เธอคิดมากไปเอง”เด็กสาววิ่งออกไป ส่วนฉ

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 5

    จดหมายที่ตั้งเวลาส่งฉบับนั้น คือ “คำพิพากษา” ที่ฉันมอบให้ฟู่ซือเหนียน และมันก็เป็นการอำลาครั้งสุดท้ายระหว่างฉันกับชีวิตสมรสช่วงนั้นด้วยตอนที่โลกของเขาวุ่นวายไปหมด ฉันก็อยู่ที่เมืองเล็กริมทะเลแห่งหนึ่งแล้วทุกสิ่งในอดีตถูกกั้นไว้ห่างออกไปเป็นพันลี้ที่นี่ไม่มีฟู่ซื่อ และไม่มีฟู่ซือเหนียนมีเพียงห้องหนึ่งห้อง และหน้าต่างบานหนึ่งที่มองเห็นทะเลได้ฉันเปลี่ยนไปใช้ตัวตนใหม่ชื่อ “เสิ่นหลิน” ส่วนเสิ่นเนี่ยนคนเดิมที่ต้องระแวดระวังทุกย่างก้าว ถูกฉันฝังกลบไปด้วยมือของตัวเองแล้วฉันหลบซ่อนอยู่ที่นี่โดยไม่มีใครล่วงรู้ และได้เตรียมใจไว้แล้วว่าจะใช้ชีวิตเพียงลำพังไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตช่วงแรก ๆ ฉันแทบไม่ได้พูดคุยกับใครเลยชีวิตวนเวียนอยู่แค่ระหว่างร้านกาแฟกับคอนโดชาวเมืองในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้มองฉันเป็นคนแปลกหน้าที่เงียบขรึม และเว้นระยะห่างกับฉันอย่างรู้ตัวเองนี่แหละคือความสงบที่ฉันต้องการฉันเคยคิดว่าความสุขในชีวิตคืออัญมณีที่เปล่งประกาย และคือการเดินอยู่ในโลกของชื่อเสียงและผลประโยชน์ได้อย่างคล่องแคล่วตอนนี้เพิ่งเข้าใจว่า ความสุขก็อาจเป็นเพียงการชงกาแฟสักแก้ว แล้วทำลายลาเต้อาร์ตใ

  • ความสำคัญอันดับหนึ่ง   บทที่ 4

    ฟู่ซือเหนียนชะงักค้าง ก่อนจะคว้าคอเสื้อผู้ช่วยไว้แน่นพลางถามเสียงดังว่า “นายว่าอะไรนะ?!”ผู้ช่วยตกใจจนพูดติด ๆ ขัด ๆ“คุณฟู่… คุณนาย… คุณนายหายตัวไปที่บนยอดเขาครับ! ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นเธอ คือที่ริมหน้าผา และทีมค้นหาก็พบ…นาฬิกาของคุณนายอยู่ตรงขอบหน้าผา…”“เป็นไปไม่ได้! เขาจะไปฆ่าตัวตายได้ยังไง!”ฟู่ซือเหนียนขัดจังหวะเขา เสียงของเขาแหบพร่าราวกับถูกฉีกขาด“เขาขึ้นไปบนยอดเขาคนเดียว ทำไมไม่มีใครแจ้งฉันเลย?!”ผู้ช่วยกลืนน้ำลายอย่างลำบาก ใจสั่นด้วยความหวาดกลัว“คุณฟู่ ผมโทรหาคุณตลอดทั้งคืน แต่โทรศัพท์ของคุณปิดเครื่องตลอดเลยครับ…”ฟู่ซือเหนียนรีบควักโทรศัพท์ออกมาอย่างรวดเร็วหน้าจอเป็นสีดำ กดเท่าไรก็ไม่ติดเขาหันไปมองเฉียวเวยเวย สายตาเย็นเยียบราวกับคมมีดว่า “เธอเป็นคนปิดโทรศัพท์ของฉันใช่ไหม?”เฉียวเวยเวยสะดุ้งกับสายตาของเขา รีบแก้ตัวว่า “ซือเหนียน ฉันจะไปปิดโทรศัพท์ของนายได้ยังไงล่ะ? บางทีนายอาจจะเผลอไปโดนเอง หรือไม่ก็แบตหมดจนเครื่องดับ จะมาโทษฉันไม่ได้นะ!”เธอทำท่าไร้เดียงสา แสร้งทำเหมือนว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริง ๆฟู่ซือเหนียนไม่สนใจเธออีก เขาพุ่งออกจากโรงพยาบาลไปทันทีเขา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status