Masukเมื่อไปถึงโรงพยาบาลหัวใจของไตรภพหยุดเต้นไปชั่วขณะ ทีมแพทย์ที่ทำการรักษาต้องทำการปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วน
ใช้เวลาอยู่พักใหญ่เขาจึงกลับมาหายใจอีกครั้ง ความโกลาหลที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตระหนกให้แก่อาทรและภูมิระพีไม่น้อย พวกเขาพอจะเดาได้ว่าอาการของคนเจ็บคงจะไม่ดีสักเท่าไร ระหว่างที่นั่งรอฟังผลการรักษา ภูมิระพีได้พูดคุยกับอาทรเกี่ยวกับอาการของไตรภพ
“ท่านมีโรคประจำตัวอะไรเหรอครับคุณอาทร”
“หมอเพิ่งตรวจพบว่าคุณไตรเป็นโรคหัวใจครับ สาเหตุก็เพราะที่ผ่านมาคุณไตรทำงานหนักมาก พักผ่อนน้อย และเมื่อไม่นานมานี้ก็มีอาการหัวใจวายเฉียบพลันขณะทำงานอยู่ในห้อง ดีที่มีคนเข้าไปพบก่อนจึงสามารถนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา หลังจากนอนพักรักษาตัวอยู่นานหมอก็สั่งห้ามไม่ให้ทำงานหนักอีก และกำชับให้ระวังอย่าให้มีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจ ไม่อย่างนั้นอาการก็อาจจะกำเริบขึ้นมาได้ อีกทั้งยังแนะนำให้รีบเข้ารับการผ่าตัดหัวใจอย่างเร่งด่วน แต่คุณไตรยื้อเวลาไว้เพราะต้องการมาคุยกับคุณติณณ์ เรื่องที่อยากให้เขากลับไปสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารต่อจากคุณไตรก่อน แม้จะรู้ว่ามันไม่ง่ายและเสี่ยงต่อสุขภาพขนาดไหนก็ตาม”
“เหตุผลนี้เองเหรอครับที่ทำให้ท่านต้องเดินทางมาขอร้องติณณ์ถึงที่นี่”
“ใช่แล้วครับ มีคนมากมายอยากจะสานงานของบริษัทแทนคุณไตร แต่คุณไตรไม่ยอมมอบหมายงานนี้ให้ใคร เพราะรู้ดีว่าไว้ใจคนพวกนั้นไม่ได้ จึงฝืนร่างกายเดินทางมาขอร้องคุณติณณ์ถึงที่นี่โดยอ้างว่ามารักษาตัว เพราะไม่ต้องการให้ใครรู้ระแคะระคายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก่อนที่ท่านจะกลับไปประกาศอย่างเป็นทางการ”
“ติณณ์คงไม่ยอมง่าย ๆ หรอกครับ”
“เราทราบดีครับว่ามันคงไม่ง่าย แต่เราก็หวังว่าสุดท้ายแล้วคุณติณณ์จะยอม คุณภูมิระพีเป็นเพื่อนสนิทของคุณติณณ์ คงทราบดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันระหว่างคุณไตรกับคุณติณณ์”
“เรียกผมว่าภูมิก็ได้ครับ ผมกับติณณ์เป็นเพื่อนรักกันมานาน เรารู้จักกันตั้งแต่เด็กและไม่เคยมีความลับต่อกัน ติณณ์เคยเล่าให้ผมฟังว่าเขาเห็นแม่ร้องไห้เสียใจ ที่พ่อนอกใจไปมีผู้หญิงอื่นมานับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งแม่ตัดสินใจหย่ากับพ่อและพาเขาย้ายมาอยู่ที่อเมริกา จากนั้นพ่อก็ไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย พ่อคงลืมไปแล้วว่ายังมีเขาเป็นลูกอยู่ที่นี่อีกคน”
“มันคงเป็นบาดแผลที่ติดอยู่ในใจของคุณติณณ์มาตลอด”
“ใช่ครับ แต่สิ่งที่ทำให้ติณณ์เสียใจและผิดหวังที่สุด คือวันที่เขาได้ติดต่อกลับไปหาพ่ออีกครั้ง เพื่อให้พ่อมาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย แต่ท่านก็ไม่มาโดยยกเรื่องงานมาอ้าง จนกระทั่งน้าตติยาจากไปอย่างสงบ ติณณ์ผิดหวังที่พ่อเห็นงานสำคัญกว่าการได้มาอยู่ดูใจในวาระสุดท้ายของแม่ เหตุการณ์นั้นฝังอยู่ในจิตใจของติณณ์มาโดยตลอด และนั่นเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เขาตัดขาดจากพ่อของตัวเอง”
“มีอีกหลายเรื่องที่คุณติณณ์ยังไม่รู้ เพราะความไม่รู้ทำให้คุณติณณ์เข้าใจคุณไตรผิดไปจากความเป็นจริงมาก”
“หมายถึงเรื่องอะไรครับ”
“ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณไตรทอดทิ้งคุณติณณ์โดยไม่สนใจใยดี หรือแม้แต่เรื่องที่คุณไตรไม่สามารถเดินทางมาอยู่กับคุณตติยาในวาระสุดท้ายของเธอได้โดยเอาเรื่องงานมาอ้าง ที่จริงแล้วคุณไตรส่งคนมาคอยดูแลคุณตติยาและคุณติณณ์ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พวกเขาสองคนเดินทางมาที่นี่และให้รายงานกลับไป หลายต่อหลายครั้งที่คุณไตรหาเรื่องเดินทางมาติดต่องานที่อเมริกาด้วยตัวเองทั้งที่ไม่จำเป็น ก็เพราะต้องการมาดูความเป็นอยู่ของคุณตติยาและลูกชายที่เขารัก”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ปรากฏตัวให้เห็นล่ะครับ ทำไมต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ”
“นั่นเป็นเพราะคุณไตรได้ให้สัญญากับคุณตติยาก่อนที่จะเซ็นใบหย่า คุณตติยาขอร้องให้คุณไตรตัดขาดจากเธอและคุณติณณ์ ไม่ต้องติดต่อกันอีกไม่ว่าในกรณีใด เพราะเธอไม่ต้องการให้ผู้หญิงของคุณไตรเข้าใจผิด คิดว่าคุณไตรยังมีเยื่อใยกับเธอและลูก ตอนแรกคุณไตรไม่ยอมแต่คุณตติยาได้พูดโน้มน้าวจิตใจเขา จนกระทั่งเขายอมทำตามคำขอของเธอแม้ว่ามันจะค้านกับความรู้สึกของตัวเองก็ตาม แต่คุณไตรเดินทางมาดูความสำเร็จของคุณติณณ์เสมอ ไม่ว่าเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน แม้แต่ในวันที่คุณติณณ์รับปริญญา คุณไตรก็มาเฝ้าดูความสำเร็จของคุณติณณ์ทั้งสองครั้งโดยที่คุณติณณ์ไม่เคยรู้”
“มันก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่คุณกล่าวอ้าง ติณณ์คงไม่เชื่อคำพูดเหล่านี้หรอกครับ”
“ผมมีหลักฐานเพียงแต่ไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ถ้าคุณภูมิต้องการหลักฐานไปยืนยันกับคุณติณณ์ล่ะก็ กลับถึงเมืองไทยเมื่อไรผมจะรีบส่งมันมาให้คุณ”
“ถ้าได้ก็ดีครับ”
“ผมจะรีบดำเนินการให้ครับ ส่วนเรื่องที่คุณไตรไม่สามารถเดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนคุณตติยาตามคำขอของคุณติณณ์ คุณไตรเองก็เสียใจกับเรื่องนี้เช่นกัน เขามักจะพูดกับผมเสมอว่ารู้สึกผิด ที่ไม่ได้มาอยู่ดูใจผู้หญิงที่เขารักในวาระสุดท้ายของเธอ แต่นั่นเป็นเพราะช่วงนั้นบริษัทเกิดวิกฤติ ทำให้คุณไตรจำใจต้องอยู่ดูแลและสั่งการงานทั้งหมดด้วยตัวเอง ถ้าเขาไม่อยู่บริษัทจะต้องสูญเสียเงินมูลค่าหลายพันล้าน ในเวลานั้นคุณไตรจึงต้องเลือกละทิ้งเรื่องส่วนตัวมารับผิดชอบเรื่องงานที่บริษัทก่อน เพราะยังมีพนักงานอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องดูแล”
“เราไม่เคยได้ยินข่าวว่าดิเอ็มไพร์กรุ๊ปต้องประสบกับวิกฤติการเงินที่น่าเป็นห่วง”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







