Share

บทที่ 15

last update Tanggal publikasi: 2026-09-18 00:11:28

            “นั่นเป็นเพราะคุณไตรใช้เงินส่วนตัวจำนวนมากเพื่อปิดข่าวนั้น”

            “ถ้าสิ่งที่คุณอาทรพูดมาเป็นความจริง ผมจะลองพูดโน้มน้าวจิตใจติณณ์ เผื่อว่าเขาจะทบทวนและเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจอีกครั้ง”

            “ทุกอย่างที่ผมพูดมาผมมีหลักฐาน แล้วผมจะส่งหลักฐานเหล่านั้นมาให้คุณภูมิดู เพื่อที่คุณจะได้ใช้มันในการพูดโน้มน้าวจิตใจของคุณติณณ์ ให้ยอมเดินทางกลับไปอยู่เมืองไทย และสานต่อธุรกิจของดิเอ็มไพร์กรุ๊ปต่อจากคุณไตร”

            “ผมจะลองช่วยพูดให้ครับ แต่ไม่รับปากนะครับว่ามันจะสำเร็จ อะไรก็ตามที่ติณณ์ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพ่อ ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะมีเหตุผลมาหักล้างความคิดของเขาได้”

            “ผมขอฝากความหวังในเรื่องนี้ไว้ที่คุณ”

            “จะพยายามครับแต่บอกเลยว่ามันไม่ง่าย”

            “เพียงแค่คุณภูมิรับปากว่าจะช่วยพูดกับคุณติณณ์ ผมก็ต้องขอบคุณมากแล้วครับ ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรนั้นเราคงต้องยอมรับ ได้แต่หวังว่าคุณติณณ์จะลดทิฐิยอมทำตามคำขอของคุณไตรสักครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ผมหวังเท่านี้จริง ๆ”

            “อาการของท่านน่าเป็นห่วงมากเลยเหรอครับ”

            “ใช่ครับ หมอบอกว่าเมื่อครั้งที่คุณไตรหมดสติไปคราวก่อน ถ้าเรานำตัวส่งโรงพยาบาลไม่ทัน หมอก็คงช่วยชีวิตคุณไตรไว้ไม่ได้ ตอนนำตัวส่งถึงมือหมอคุณไตรหายใจรวยริน จนเราวิตกกังวลเกรงว่าท่านจะเป็นอะไรไป ดีที่ครั้งนั้นหมอช่วยชีวิตของคุณไตรไว้ได้ เราจึงไม่ต้องพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่”

            ในเวลานั้นเองแพทย์ที่ทำการตรวจรักษาอาการของไตรภพ ได้ออกมาบอกกับพวกเขาว่าคนไข้อาการดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัวและยังต้องอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด ภูมิระพีและอาทรจึงไปดำเนินเรื่องให้ไตรภพนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อาทรขออยู่เฝ้าอาการของเจ้านายที่นั่น ภูมิระพีตัดสินใจอยู่เป็นเพื่อนเขาจนค่ำก่อนจะขอตัวกลับไปพักผ่อน

            เมื่อติณณภพเห็นภูมิระพีกลับมาถึงที่พักด้วยสีหน้าเหน็ดเหนื่อยจึงเอ่ยทัก

            “นายหายหัวไปไหนมาทั้งวันถึงได้กลับมาป่านนี้”

            “ฉันไปดูอาการของพ่อนายที่โรงพยาบาลมา ที่ถามเพราะนายไม่รู้จริง ๆ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้กันแน่”

            “ฉันก็แค่ถามดูถ้าไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ”

            ภูมิระพีเดินไปนั่งลงที่โซฟาเดียวกับเพื่อน เขาจ้องหน้าติณณภพนิ่งนานจนอีกฝ่ายสงสัย

            “จ้องหน้าฉันทำไม อยากจะพูดอะไรก็พูดมา”

            “นายไม่คิดที่จะถามถึงอาการของพ่อนายบ้างเลยเหรอติณณ์”

            ติณณภพไหวไหล่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาไร้ความรู้สึก

            “ไม่จำเป็น รู้แล้วจะช่วยอะไรได้ในเมื่อฉันไม่ใช่หมอ”

            “นายกำลังพูดถึงพ่อของตัวเองอยู่นะ ทำไมถึงเย็นชาได้มากขนาดนี้ ท่านเป็นพ่อของนายนะติณณ์ และเป็นญาติเพียงคนเดียวที่นายเหลืออยู่ ครั้งนี้ท่านอาการหนักมากจริง ๆ”

            “เขาจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

            “นายคิดแบบนี้จริงเหรอ”

            “ใช่”

            “ฉันอยากให้นายลองกลับไปคิดทบทวนเรื่องในวันนี้อีกครั้ง ถ้าพ่อนายมีทางเลือกอื่น เขาคงไม่บากหน้าบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาขอร้องนายถึงที่นี่ด้วยตัวเอง ทั้งที่สุขภาพของท่านก็ไม่เอื้ออำนวย”

            “ต้องให้ย้ำอีกกี่ครั้งว่าฉันไม่สนใจธุรกิจของเขา ไม่ว่ามันจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันไม่มีความหมายสำหรับฉัน”

            “ฉันรู้ว่านายอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจพวกนั้น แต่ฉันก็ยังอยากให้นายละทิฐิพิจารณาเรื่องนี้ดูอีกสักครั้ง ช่วยอะไรได้ก็ช่วยกันไป อะไรที่อภัยให้กันได้ก็ให้อภัยกันไป อย่าลืมสิว่าเขาเป็นพ่อที่ให้กำเนิดนาย นายจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็เป็นพ่อของนาย เรื่องนี้ไม่มีวันเปลี่ยนได้ คิดทบทวนให้ดี ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

            “นายก็น่าจะรู้นะภูมิว่าเพราะอะไรฉันถึงไม่เปลี่ยนใจ”

            “อะไรก็ตามที่ติดค้างอยู่ในใจ ฉันอยากให้นายพูดกับพ่อไปตรง ๆ ท่านอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้”

            “พูดไปก็เท่านั้น คนอย่างเขาไม่มีวันเปลี่ยนได้ และฉันก็ไม่คิดว่าการพูดจากันเพียงไม่กี่คำจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ที่สำคัญฉันจะไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ใจไม่อยากทำ”

            “แต่เขาเป็นพ่อของนายนะ ไม่มีพ่อคนไหนหรอกที่ไม่รักลูกของตัวเอง”

            ติณณภพยิ้มเยาะที่มุมปากก่อนจะย้อนถาม

            “มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคนหรอก และที่นายบอกว่ารัก...เขารักใคร!! รักฉัน รักผู้หญิงที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา หรือรักและคิดถึงแค่ตัวเอง ถ้าเขารักฉันจริงวันที่ฉันโทรไปขอร้องให้เขามาดูใจแม่เป็นครั้งสุดท้าย ทำไมเขาถึงไม่มา เขาไม่เคยมาร่วมพิธีศพของแม่ด้วยซ้ำ ฉะนั้นเขาไม่มีสิทธิที่จะเอาคำว่าสายเลือดมาอ้าง เพื่อเรียกร้องให้ฉันทำอะไรตามใจเขา”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 113

    พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 112

    หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 111

    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 110

    ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 109

    ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ

  • คิวปิดสะกิดรัก   บทที่ 108

    “ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status