Masuk“นายรู้เรื่องนี้ได้ยังไง”
“คุณอาทรเล่าให้ฉันฟัง”
“แล้วนายก็เชื่อ”
“ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อ แต่คุณอาทรยืนยันว่าเขามีหลักฐาน ที่บ่งชี้ได้ว่าเจ้านายของเขาไม่ได้ทอดทิ้งลูกชายอย่างที่เราเข้าใจ พ่อนายได้ส่งคนมาคอยดูแลนายกับแม่ตั้งแต่พวกนายเดินทางมาอยู่ที่นี่ และให้รายงานเขาถึงชีวิตความเป็นอยู่ของนายและแม่”
“ไหนล่ะหลักฐาน”
“ก็อยู่ในอัลบั้มนั่นไง ลองเปิดดูสิแล้วนายก็จะรู้ว่า พ่อไม่เคยละทิ้งนายกับแม่อย่างที่นายเข้าใจ แต่ที่เขาไม่แสดงตัว เพราะได้ให้สัญญากับน้าตติยาเอาไว้ว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของนายและแม่อีก”
ติณณภพเอื้อมมือไปหยิบอัลบั้มภาพ ที่วางอยู่ตรงหน้ามาเปิดดูทีละหน้าอย่างช้า ๆ ภาพที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มนั้นเป็นภาพของเขาในวัยเด็กจนก้าวเข้าสู่วัยรุ่น มีแม้แต่ภาพของแม่ที่ถ่ายร่วมกับเขาในวันที่เขาได้รับปริญญา ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ภาพของพ่อที่ร่วมเฟรมอยู่ห่าง ๆ โดยมีเขากับแม่อยู่ด้านหลัง รวมถึงภาพที่เขาได้เข้าไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อน ๆ หลายต่อหลายภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แววตาของติณณภพวูบไหวแม้จะเพียงเสี้ยววินาทีแต่ภูมิระพีก็สังเกตเห็น
“ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเพราะอะไรพ่อนายถึงได้ทำเหมือนไม่สนใจในตัวนายกับแม่”
“แม่ไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ฉันฟังมาก่อนเลย”
“เป็นไปได้ว่าท่านไม่อยากให้นายย้อนกลับไปยุ่งเกี่ยวกับพ่อ ท่านก็เลยไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้นายฟัง”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงหลังจากที่แม่จากไปทำไมเขาถึงไม่เคยติดต่อกลับมาหาฉัน ทิ้งระยะเวลาไว้ทำไมตั้งสามปี”
“เรื่องนี้นายคงต้องกลับไปถามพ่อของนายเอง คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีไปกว่าตัวเขา”
ติณณภพมีสีหน้าครุ่นคิด ดูจากแววตาเขาก็รู้ว่าเขากำลังสับสน เมื่อภูมิระพีเห็นเช่นนั้นจึงพูดเท้าความถึงเรื่องราวในอดีต เพื่อทบทวนความทรงจำของเพื่อน
“นายจำได้ไหมติณณ์ว่าก่อนที่น้าตติยาจะจากไป เธอได้ขอให้นายเลิกโกรธเกลียดพ่อของตัวเอง นายเองก็รับปากท่านแต่ไม่ทำ”
“ไม่ใช่ไม่ทำเพียงแต่ยังทำไม่ได้ เพราะมันไม่ง่ายที่จะให้อภัยในสิ่งที่เขาทำ” ติณณภพตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปวดร้าว ที่เขายังมิอาจทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับมารดา
“แต่ตอนนี้นายก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้นฉันอยากให้นายรีบเดินทางกลับไปดูอาการของพ่อนายที่เมืองไทย ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป นายทำได้ใช่ไหม ส่วนจะทำตามคำขอของพ่อนายหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย”
ติณณภพถอนหายใจก่อนจะเอ่ยปาก “ขอเวลาฉันคิดดูอีกครั้งนะ”
“ได้ แต่อย่าช้านักนะติณณ์ ขืนชักช้าก็อาจจะไม่ทันการณ์ ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนั้นนายเองนั่นล่ะที่จะต้องรู้สึกผิดและเสียใจไปตลอดชีวิต”
“อาการของเขาเป็นยังไงบ้าง”
“อยากรู้ก็ไปดูด้วยตาของนายเองสิ ฉันบอกได้แต่ว่าอาการของท่านเป็นตายเท่ากัน หรือถ้าอยากได้รายละเอียดอะไรมากกว่านี้ก็โทรไปถามคุณอาทรตามนามบัตรนั้นได้เลย บ่ายนี้ฉันต้องไปพบลูกค้าอาจจะกลับดึกหน่อย ไว้เจอกันที่บ้านเลยนะ”
วันนั้นทั้งวัน ติณณภพได้แต่เฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องที่คุยกับภูมิระพีจนไม่มีสมาธิในการทำงาน สุดท้ายเขาตัดสินใจกลับบ้าน โดยไม่ลืมที่จะหยิบเอกสารและอัลบั้มภาพที่เพื่อนนำมาให้ติดตัวกลับไปด้วย
ในค่ำคืนนั้นเขานำมันมาเปิดดูอีกครั้ง พร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์คืนก่อนที่แม่จะจากไปอย่างสงบ เธอขอให้เขาสัญญาว่าจะเลิกโกรธ เลิกเกลียด และให้อภัยพ่อของตัวเอง คำพูดของแม่ในวันนั้นยังคงก้องอยู่ในหัว
“แม่อยากให้ติณณ์รับปากแม่ว่าจะอภัยให้พ่อ การที่พ่อกับแม่แยกทางกันไม่ใช่ความผิดของพ่อคนเดียว มันเป็นความผิดของแม่เช่นกันที่หมดความอดทน”
“มันจะเป็นความผิดของแม่ได้ยังไงครับ”
“แม่รู้ว่าพ่อของติณณ์เป็นผู้ชายเจ้าชู้มาตั้งแต่ก่อนที่แม่จะแต่งงานกับพ่อ แต่แม่ก็ยังตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขา ตอนนั้นแม่เชื่อว่าความรักที่แม่มีต่อเขาจะหยุดพฤติกรรมเจ้าชู้ของเขาได้ แต่มันกลับไม่ใช่อย่างที่แม่คิด เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข แม่เลยเลือกที่จะพาติณณ์เดินออกมาจากชีวิตเขา”
“เขาต่างหากที่ไม่เคยสนใจใยดีเราสองคนแม่ลูก”
“มันเป็นเพราะแม่เอง เชื่อแม่นะติณณ์ว่าพ่อรักลูก รักมากแม้จะไม่ค่อยแสดงออก แต่แม่ยืนยันได้ว่าความรักที่พ่อมีให้ติณณ์มีอยู่จริง เพียงแต่แม่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำหน้าที่ของพ่อ ตอนนั้นแม่คิดว่าเราอยู่กันตามลำพังน่าจะดีกว่า แต่เวลาของแม่เหลือน้อยเต็มที สิ่งที่แม่เป็นห่วงคือติณณ์ แม่ไม่อยากให้ติณณ์ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวทั้งที่ติณณ์ยังมีพ่ออยู่อีกคน รับปากแม่อย่างหนึ่ง เลิกโกรธ เลิกเกลียดพ่อ ถ้ากลับไปอยู่ด้วยกันได้ยิ่งดี”
“ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่เขาไม่เคยทำหน้าที่ของพ่อที่ดี แล้วทำไมแม่ถึงได้ขอให้ผมกลับไปญาติดีกับเขา”
“เพราะเขาเป็นพ่อของติณณ์ เป็นญาติเพียงคนเดียวที่ติณณ์เหลืออยู่บนโลกใบนี้ สายเลือดยังไงก็ตัดกันไม่ขาด รับปากแม่นะว่าติณณ์จะให้อภัยพ่อ แม่ขอร้อง”
คำขอครั้งสุดท้ายของแม่สำหรับเขาแล้วทำได้ยากยิ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับปากเธอ
“ครับแม่ ผมจะทำตามที่แม่ขอ แม้ว่ามันจะยากแต่ผมจะพยายาม”
ตติยายิ้มให้บุตรชายอย่างหมดห่วง ก่อนจะหลับแล้วจากไปอย่างสงบในเช้าวันรุ่งขึ้น
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







