Masuk“ผมอยากรู้ระบบการทำงานของดิเอ็มไพร์กรุ๊ปในภาพรวม คงต้องรบกวนคุณอาทรนำเอกสารที่จำเป็นมาให้ผมศึกษาก่อนจะลงมือทำงานจริง”
“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะรีบดำเนินการทุกอย่างตามที่คุณต้องติณณ์ต้องการ”
“ขอบคุณครับ”
“พ่อคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับถ้าผมจะจัดหาทีมงานของผมเอง”
“ติณณ์จัดการตามความเห็นชอบไปได้เลยพ่อไม่คัดค้านอะไร”
“มีใครที่พวกผมต้องระวังหรือต้องจับตาดูเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ”
“อดิศร”
นั่นคือคำตอบที่ติณณภพได้รับจากปากของบิดา ซึ่งก็ยังมิได้ให้ความกระจ่างแต่อย่างใด จึงทำให้เขาต้องเอ่ยถาม
“เขาเป็นใครแล้วมีความสำคัญยังไงครับ”
“คุณอดิศรเป็นพี่ชายของคุณอรจิราครับ เขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารและประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ แต่คุณไตรเพิ่งมีคำสั่งย้ายให้เขาไปประจำสาขาใหม่ของเราที่ภูเก็ต” อาทรเป็นคนตอบคำถามนั้น
“อรจิราอยากให้อดิศรมาแทนตำแหน่งของพ่อ แต่ติณณ์ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พ่อย้ายให้เขาไปดูแลสาขาของเราที่ภูเก็ตแล้ว ติณณ์จะได้ทำงานอย่างสบายใจ”
ติณณภพพยักหน้ารับรู้ เขาไม่กังวลอะไร เพราะมั่นใจในฝีมือการทำงานของทีมงานที่เขาได้จัดเตรียมมาก่อนหน้านี้
“ส่วนเรื่องห้องทำงานใหม่ที่ติณณ์ขอมา พ่อสั่งให้อาทรดูแลและจัดการเรื่องนี้ให้แล้ว น่าจะเสร็จทันวันที่ติณณ์เข้าไปเริ่มงาน”
“ขอบคุณครับ”
“พ่อจัดการทุกอย่างให้หมดแล้ว คงถึงเวลาที่พ่อจะวางมือไปพักรักษาตัวได้อย่างหมดห่วงเสียที เรื่องการบริหารงานติณณ์เห็นสมควรอย่างไรก็จัดการไปได้เลย”
“ผมจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง”
“ขอบใจนะลูกที่ยอมกลับมาสานต่อธุรกิจของเรา พ่อไว้ใจติณณ์ และมั่นใจว่าติณณ์จะทำออกมาได้ดี”
“จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ”
แม้ว่ายังคงมีความห่างเหินระหว่างสายสัมพันธ์พ่อลูกให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไตรภพก็พึงพอใจที่อย่างน้อยลูกชายยอมทำตามคำขอของตนเอง และก็หวังว่าทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น
“เรื่องการผ่าตัดของพ่อ ผมอยากให้พ่อเดินทางไปผ่าตัดที่อเมริกา”
“ทำไมต้องทำให้ยุ่งยาก ที่เมืองไทยก็มีหมอเก่ง ๆ หลายคน”
“ผมทราบครับ แต่ผมไม่อยากให้ใครมารบกวนพ่อ ในช่วงเวลาที่พ่อต้องนอนพักรักษาตัว พ่อจะได้พักผ่อนอย่างแท้จริง”
“ถ้าอยากให้เป็นแบบนั้นก็ตามใจติณณ์”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมรู้จักกับหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ และได้ให้คุณอาทรส่งประวัติการรักษาของพ่อไปให้เขาดูแล้ว เขารับปากว่าจะเป็นคนผ่าตัดและดูแลเรื่องการรักษาให้พ่อ”
“เรื่องที่พักสำหรับพักฟื้นหลังการผ่าตัด ผมได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่คุณติณณ์สั่งไว้เรียบร้อยหมดแล้วครับ เหลือเพียงกำหนดการเดินทางเท่านั้น”
“ขอบใจมากอาทร นายเป็นคนสนิทที่ฉันไว้ใจมากที่สุด ฉันฝากดูแลและเป็นหูเป็นตาแทนติณณ์ด้วยนะ”
“ไม่ต้องห่วงครับคุณไตร ผมจะทำอย่างสุดความสามารถ”
“ฉันไม่ห่วงอะไรเพราะรู้ว่าติณณ์ทำได้ ยิ่งมีผู้ช่วยมากความสามารถอย่างนายและทีมงานของเขา ฉันจึงวางใจไปรักษาตัวได้อย่างหมดห่วง”
ไตรภพอยู่คุยกับทุกคนที่นั่นจนค่ำจึงเดินทางกลับบ้าน
อรจิราเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องนั่งเล่น สายตาเหลือบไปมองนาฬิกาที่ผนัง
“ดึกป่านนี้แล้วทำไมคุณไตรยังไม่กลับมาอีกนะ ไม่รู้ไปหมกตัวอยู่ที่ไหน”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าประตูบ้าน คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขา จึงรีบเดินออกไปรอรับหน้าสามีทันที เมื่อเขาก้าวลงจากรถก็รีบตรงเข้าไปช่วยประคอง เพราะตั้งแต่เขาป่วยจนต้องเข้าไปรับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเมื่อคราวก่อน แรงของเขาก็เริ่มถดถอยลง
“ทำไมกลับค่ำจังคะ ประชุมเสร็จนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
“ผมมีธุระต้องไปทำก็เลยกลับดึก”
“แล้วอาทรหายไปไหนคะ ทำไมเขาปล่อยให้คุณกลับมาคนเดียว” ที่ถามเช่นนี้เพราะระยะหลังมานี้ไม่ว่าไตรภพจะไปทำอะไร ที่ไหน อาทรจะต้องติดตามเขาไปดั่งเงาตามตัวด้วยทุกครั้งเสมอ แต่ครั้งนี้เขากลับปล่อยให้สามีของเธอกลับมากับคนขับรถตามลำพัง ไร้เงาผู้ติดตามอย่างอาทรเหมือนเช่นเคย
“ผมมีงานให้เขาทำ”
“การประชุมในวันนี้เป็นยังไงบ้างคะ” อรจิราไม่รอช้าที่จะสอบถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ผ่านไปได้ด้วยดี พี่ชายคุณคงเล่าให้คุณฟังหมดแล้ว” เขาตอบน้ำเสียงเรียบเฉย
“พี่ศรบอกแต่ว่าคุณไตรย้ายเขาไปดูแลสาขาที่ภูเก็ต”
“ใช่”
“แล้วใครจะมาทำหน้าที่แทนคุณระหว่างที่คุณต้องเข้ารับการผ่าตัด”
“ติณณภพ”
อรจิรารู้สึกหงุดหงิดที่วันนี้เขาตอบคำถามของเธอแบบถามคำตอบคำ
“เขาเป็นใครคะ! ทำไมคุณถึงให้ความไว้วางใจเขามากขนาดนี้”
แม้จะรู้ข้อมูลของติณณภพจากปากของพี่ชายมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังเอ่ยถาม เพราะอรจิราต้องการที่จะฟังคำตอบจากปากของสามี อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะตอบว่าอะไร
“เขาเป็นลูกชายของผมเอง”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







