Masuk“จะอยากรู้ไปทำไม ไม่ใช่เรื่องของนาย”
“กลัวว่าฉันจะเป็นก้างขวางคอนายหรือไงถึงไม่ยอมบอก”
“เพ้อเจ้อน่ะภูมิ คุณอาทรอย่าไปฟังคำพูดของนายภูมินะครับ”
“สรุปว่าสาวคนนั้นมีโอกาสจะได้ครอบครองหัวใจของคุณติณณ์ไหมครับ”
“คุณอาทรก็เป็นไปด้วยอีกคนเหรอครับ เราแค่นัดเจอกันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”
“มีโอกาสที่จะพัฒนาความสัมพันธ์บ้างไหมครับ”
ติณณภพยักไหล่ก่อนที่จะตอบ “ผมว่าไม่”
ที่เขายอมรับนัดของมัฑณาวี ก็เพราะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมเธอจึงอยากพบเขาก็เท่านั้น...เท่านั้นจริง ๆ
ไม่มีเหตุผลอื่นแอบแฝง
“อย่าเพิ่งรีบฟันธง อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ไม่แน่นะบางทีคุณมัทอาจจะได้เป็นเจ้าของหัวใจนายก็ได้ใครจะรู้” ภูมิระพีเอ่ยแย้ง
“ฉันว่านายเลิกฟุ้งซ่านแล้วมาทำงานต่อกันดีกว่า”
“ได้ ถ้านายยอมรับปากฉันว่าจะกลับมาเล่าให้ฟังถึงเดทของนายในวันพรุ่งนี้”
“ไม่ใช่เดทโว้ย...พูดไม่รู้เรื่อง” ติณณภพเริ่มหงุดหงิดที่ถูกเพื่อนรักแซวไม่เลิก ทั้งที่มันไม่มีอะไรในกอไผ่อย่างที่อีกฝ่ายอยากจะให้เป็น
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ แต่รับปากมาก่อนว่าจะกลับมาเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง”
“ได้ สบายใจแล้วใช่ไหม”
“อืม”
“ทำงานต่อได้แล้ว”
ทั้งสามคนหันมาให้ความสนใจกับกองงานตรงหน้าอีกครั้ง ถือเป็นการปิดฉากการสนทนาเรื่องมัฑณาวีไปโดยปริยาย
บ่ายวันต่อมาติณณภพรีบเคลียร์งานกองใหญ่ ที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าด้วยความรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว นำมาซึ่งความแปลกใจให้ภูมิระพี เขาได้แต่สงสัยว่าเหตุใดวันนี้เพื่อนรักถึงได้ดูรีบร้อนผิดปกติ
กว่าที่ติณณภพจะเคลียร์งานกองพะเนินตรงหน้าเสร็จ ก็ใกล้จะถึงเวลาที่ได้นัดหมายไว้กับมัฑณาวี
“มีงานอะไรที่ฉันต้องทำอีกไหม ถ้ามีก็รีบไปเอามา” ติณณภพเอ่ยถามภูมิระพี
“ทำไมนายต้องเร่งรีบแบบนี้ด้วย มีอะไรหรือเปล่า”
“เย็นนี้ฉันมีนัด”
“นัดกับใคร”
ติณณภพไม่ตอบ แต่ถึงไม่ตอบก็ไม่เป็นไร เพราะภูมิระพีเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“ฉันลืมสนิทเลยว่าวันนี้นายมีนัดกับสาว นี่ใช่ไหมสาเหตุที่ทำให้นายรีบเคลียร์งานอย่างเร่งด่วน ที่แท้ก็จะรีบไปหาสาวตามนัดนี่เอง” ภูมิระพีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว
“เปล่าซะหน่อย ฉันก็ทำทุกอย่างตามปกติ ไม่ได้เร่งรีบอะไร”
“ปากแข็งตามเคย ยอมรับมาเถอะน่ะว่าจะรีบไปเจอสาวที่นัดไว้”
“ที่ฉันจะไปตามนัดก็เพราะอยากรู้ว่ามัทมีเหตุผลอะไรที่อยากเจอฉันก็เท่านั้น ไม่ได้อยากรีบไปเจอเธออย่างที่นายว่า”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทำไมนายจะต้องรีบร้อนเคลียร์งานแบบนี้ด้วย มันผิดปกติอยู่นะ”
“ใช่ ฉันอยากเจอมัท นี่ใช่ไหมที่นายอยากได้ยิน”
“สุดท้ายก็ยอมรับ”
“ฉันพูดประชดนายต่างหากภูมิ”
“ทำเป็นโกรธกลบเกลื่อนที่แท้ก็เขินที่จะยอมรับความจริง” ภูมิระพีหัวเราะก่อนจะยกมือยอมแพ้เมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของเพื่อน
“โอเค ไม่แซวแล้วก็ได้ เชิญไปตามนัดได้เลยครับเจ้านาย”
ติณณภพส่ายหัวเอือมระอากับความทะเล้นของเพื่อน ก่อนจะลุกเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปรอพบหญิงสาวตามที่ได้นัดกันไว้ เขาโทรศัพท์เข้ามือถือของมัฑณาวีเพื่อบอกว่ากำลังตรงไปยังจุดนัดพบจากนั้นก็วางสาย
มัฑณาวีขับรถวนมารับดินตามนัดที่หน้าห้างสรรพสินค้าหลังวางสายจากเขา เธอพบเขากำลังยืนรอเธออยู่ จึงรีบขับตรงไปยังจุดที่เขายืน พร้อมกับลดกระจกด้านที่ติดกับเขาลง
“สวัสดีค่ะ รอมัทนานไหมคะ”
“ไม่นานครับ”
“ขึ้นรถสิคะ”
ชายหนุ่มก้าวขึ้นรถโดยไม่ลังเล
“กินอะไรดีคะ” หญิงสาวเอ่ยถามทันทีที่ออกรถ
“ผมไม่หิว”
“แต่มัทหิว ไปกินด้วยกันนะคะ อยากกินอะไรเดี๋ยวมัทจะพาไปกิน”
“ตามใจคุณ แต่ขอให้เป็นร้านที่คนไม่ค่อยพลุกพล่าน เราจะได้คุยกันได้สะดวก”
“ได้เลยค่ะ มัทรู้จักร้านอาหารไทยอร่อย ๆ บรรยากาศดีอยู่ร้านหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เดี๋ยวมัทพาไปเอง”
“ผมอยากรู้ว่าคุณมีเหตุผลอะไรถึงได้อยากพบเจ้านายผม”
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ ถึงยังไงมัทก็ต้องเล่าให้คุณฟังอยู่ดี เพราะคุณเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้มัทได้พบกับเขา”
“ก็เล่าตอนนี้เลยสิ ผมรอฟังอยู่”
“กินก่อนแล้วค่อยคุยได้ไหมคะ มัทหิวมากเลย เวลาหิวมัทมักจะคิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่เคยได้ยินเหรอว่ากองทัพเดินด้วยท้อง”
ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธอพยายามถ่วงเวลา แม้จะรู้สึกหงุดหงิดแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เธอรับรู้
“ถึงละค่ะ”
หญิงสาวเลี้ยวรถเข้าไปจอดก่อนจะเอ่ยชวนเขาเข้าไปกินอาหารไทย รสชาติจัดจ้านคล้ายกับรสชาติที่คุณยายของเธอเคยทำให้กินอยู่บ่อย ๆ มัฑณาวีติดใจรสชาติอาหารและชื่นชอบบรรยากาศของที่นี่ จึงชักชวนเพื่อน ๆ แวะเวียนมากินอาหารที่ร้านนี้อยู่เสมอ
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







