Masuk“ร้านนี้เหรอที่คุณจะพาผมมากิน” ติณณภพเอ่ยถาม
สายตาก็จ้องมองไปยังร้านอาหารตรงหน้า มันคือบ้านที่นำมาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธ์ซึ่งทำให้ดูร่มรื่น
“ใช่แล้วค่ะ เราเข้าไปด้านในกันดีกว่า”
มัฑณาวีเดินนำเขาเข้าไป แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้เดินตามมา เธอจึงย้อนกลับไปฉุดมือเขาให้เดินตามเธอเข้าไปในร้าน
“อยากกินอะไรคะ”
“อะไรก็ได้” เขาตอบแบบขอไปที ไม่แม้แต่จะเปิดดูเมนูอาหารด้วยซ้ำ บอกตามตรงที่เขายอมรับนัดเธอไม่ใช่เพื่อมากินอาหาร แต่เพราะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมเธอถึงต้องการจะพบเขา
“อะไรก็ได้ไม่มีค่ะ มีแต่สิ่งที่อยู่ในเมนู”
คำตอบที่สวนกลับมาฟังดูเหมือนคำพูดกวน ๆ จนเขาต้องหันมามองหน้าเธอ และเมื่อเห็นรอยยิ้มที่สดใสของเธอก็ทำให้เขาไหวไหล่ก่อนที่จะเอ่ย
“คุณสั่งแล้วกัน ผมกินอะไรก็ได้ตามใจคุณ”
“จัดให้” มัฑณาวีสั่งอาหารมากมายทั้งที่มากันเพียงแค่สองคน
“สั่งเยอะขนาดนี้แล้วคุณจะกินหมดเหรอ”
“มีคุณอยู่ด้วยทั้งคนหมดแน่นอน”
มัฑณาวีพยายามทำตัวเป็นกันเองกับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนั่งประจันหน้ากัน แต่ใจกลับวิตกกังวลถึงเรื่องที่เธอกำลังจะพูดกับเขา ติณณภพจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา
“คุณจะบอกผมได้หรือยังว่าทำไมถึงอยากพบคุณติณณภพ”
หญิงสาวสูดลมเข้าปอดอย่างแรงก่อนที่จะตอบ
“มัทมีเรื่องจะขอร้องให้เขาช่วย”
“เรื่องอะไร!”
“แต่งงาน”
หา! นี่เขาไม่ได้หูฝาดไปเองใช่ไหมที่ได้ยินเธอพูดเรื่องแต่งงาน ใครจะแต่งงานกับใคร...เขากับเธอน่ะเหรอ ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ
“นี่คุณว่างมากจนเอาเรื่องแบบนี้มาล้อผมเล่น” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองติดจะหาเรื่อง
“ใครว่าล้อเล่นคะ มัทจริงจังนะ”
แม้จะเห็นความจริงจังผ่านแววตาเธอ แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเองได้ยิน
“ถ้าคุณจะพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ล่ะก็ผมขอตัวนะ” ติณณภพลุกเดินจากไปทันทีที่พูดจบ แต่มัฑณาวีรั้งแขนเขาเอาไว้
“ฟังมัทอธิบายก่อนนะคะ มัทอาจจะพูดรวบรัดมากเกินไปหน่อยเลยทำให้คุณเข้าใจผิด แต่มัทมีเหตุผลดินฟังเหตุผลของมัทก่อนนะ”
สีหน้าและแววตาร้อนรนของหญิงสาวทำให้ติณณภพเปลี่ยนใจ ยอมนั่งลงที่เดิมเพื่อฟังเหตุผลของเธอ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าเธอมีเหตุผลอะไรถึงได้จะมาขอร้องให้เขาแต่งงานกับเธอ
“มีเหตุผลอะไรก็ว่ามาผมกำลังรอฟังอยู่”
มัฑณาวีเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับหนึ่งฤทัย ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟังอย่างไม่ปิดบัง ด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจและยอมช่วยเหลือเธอ ให้เธอได้พบกับเจ้านายของเขาอย่างที่หวังไว้สักครั้ง แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ที่ติณณภพจะยอมทำตามคำขอของเธอนั้นจะมีอยู่น้อยนิด หรือแทบเป็นศูนย์ แต่มัฑณาวีก็ไม่ละความพยายาม
ขณะที่ติณณภพนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเธอ เขาได้พิจารณาใบหน้าและแววตาของมัฑณาวีอย่างใกล้ชิด ผู้หญิงที่เขาไม่เคยรู้ข้อมูลส่วนตัวของเธอมาก่อน ไม่รู้แม้กระทั่งพื้นเพและอุปนิสัยใจคอว่าเธอเป็นคนแบบไหน
แต่เท่าที่นั่งฟังมาพักใหญ่ทำให้รู้ว่ามัฑณาวีเป็นคนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดออกไปแบบนั้น แม้เธอจะไม่ใช่คนขาดความมั่นใจ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงนัก ติดจะใสซื่อ เชื่อคนง่าย และมองโลกในแง่ดีมากเกินไป จนน่าสงสัยว่าที่ผ่านมาเธอเอาตัวรอดอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้มาได้อย่างไร
“เรื่องนี้มันอาจจะเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาดิน แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับมัท เพราะมันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ระหว่างมัทกับฤทัย บอกได้เลยว่าฆ่าได้หยามไม่ได้เด็ดขาด”
เมื่อได้ฟังปูมหลังมาบ้างแบบนี้ก็เลยพอจะเข้าใจ แม้เขาจะมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระก็ตามที แต่เรื่องบางเรื่องผู้ชายด้วยกันเองก็ยังยอมให้กันไม่ได้เลย กรณีของเธอก็คงไม่ต่างกัน
ในเวลานั้นเองได้มีเสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้นก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัวให้เห็น
“มัฑณาวี...ใช่เธอจริง ๆ ด้วย...ยินดีด้วยนะ” ปากก็บอกว่ายินดีแต่สีหน้ากลับตรงกันข้าม
ติณณภพเห็นมัฑณาวีแอบทำสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะหันไปถาม
“เรื่องอะไร!”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







