Masukเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง มัฑณาวีได้หันไปเอ่ยถามชายหนุ่มที่ทำหน้าที่ขับรถ
“คุณอึดอัดหรือเปล่าคะ”
“ไม่เลย เพื่อนของคุณสองคนน่ารักดี”
“ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย เลี้ยวขวาข้างหน้านี้ค่ะ” หญิงสาวบอกทาง
ไม่นานนักทั้งหมดก็มาถึงไร่ห่มรักในเวลาไร่เรี่ยกัน
“กลับกันมาแล้วเหรอ กินอะไรกันมาหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ เราตั้งใจว่าจะมากินอาหารกลางวันพร้อมกับคุณยายตามสัญญา” ฬียากรตอบ
“อาหารของคุณยายอร่อยที่สุด พิซซี่ไม่ยอมพลาดอยู่แล้ว”
“ยายเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว นั่นมัทพาใครมาด้วย”
“จะใครเสียอีกล่ะถ้าไม่ใช่แฟนหลานสาวของคุณยาย”
“หลานสาวคนไหนล่ะพิซซี่”
มัฑณาวีและติณณภพมาทันได้ยินการสนทนาเหล่านั้นเข้าพอดี เขายกมือไหว้หญิงสูงวัยที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“สวัสดีครับคุณยาย ผมชื่อติณณ์ครับ เป็นแฟนของมัท”
คำพูดของเขาทำเอามัฑณาวีถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เพราะไม่คิดว่าเขาจะออกตัวแรงด้วยการแนะนำตัวกับคุณยายของเธอแบบนี้
กานดารับไหว้อีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม ส่วนภาคินหันไปกระซิบกับฬียากร
“เล่นซะเนียนเลย ใช้ได้นะเนี่ย”
“แน่ใจแล้วเหรอที่มาคบกับมัท เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทัน เพราะถ้าเอาไปแล้วยายไม่รับคืนนะ”
“พูดแบบนี้ได้ยังไงคะคุณยาย เดี๋ยวไก่ตื่นไหวตัวทัน เกิดเขาเปลี่ยนใจขึ้นมามัทก็แย่น่ะสิ”
ติณณภพยิ้มกว้างเมื่อได้ยินสองยายหลานหยอกล้อกัน
“ผมจะทำเป็นไม่ได้ยิน”
“เข้าบ้านก่อนจะได้กินมื้อเที่ยงพร้อมกัน” กานดาเอ่ยพร้อมกับเดินนำทุกคนไปยังโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเรียงไว้เป็นอย่างดี
“มีอะไรให้ลียากินบ้างคะคุณยาย”
“อาหารอีสานรสแซ่บที่บ่นว่าอยากกินกัน ยายก็เลยจัดให้ตามต้องการ”
“รู้ใจหลาน ๆ ดีซะขนาดนี้จะไม่ให้เรารักได้ยังไง มัทรักคุณยายที่สุดเลยค่ะบอกไว้เผื่อจะลืม” มัฑณาวีเอ่ยพร้อมกับตรงเข้าไปกอดผู้เป็นยาย
“ปากหวานนักนะเรา”
อาหารมื้อนั้นเต็มไปด้วยความสุข มีทั้งเสียงหยอกล้อกันไปมา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะที่ดังต่อเนื่องเป็นระยะ
ติณณภพสัมผัสได้ถึงความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ที่นำพามาซึ่งความสุข ความรัก และความผูกพันในครอบครัวที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมานานแล้ว ทำให้เขารู้สึกอิจฉามัฑณาวี แต่ความรู้สึกเหล่านั้นถูกลบเลือนไป
เมื่อคุณยายของเธอแสดงความห่วงใยและดูแลเขาเสมือนว่าเขาเป็นคนในครอบครัว ทั้งที่เพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก การกระทำเหล่านั้นทำให้ติณณภพรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด
“บ่ายนี้คุณยายต้องไปคุมคนงานเก็บผลไม้อีกหรือเปล่าคะ”
“ใช่ลูก พรุ่งนี้เช้าจะมีคนมารับผลไม้ที่ไร่ของเรา มัทถามทำไม”
“มัทหาคนช่วยงานเราเพิ่มมาได้อีกหนึ่งคนค่ะ”
กานดามองหน้าหลานสาวก่อนจะหันไปสบตาแขกผู้มาเยือน
“ตอบยายมาตามตรง มัทบังคับอะไรติณณ์หรือเปล่าลูก”
“เปล่าครับ เธอบอกแค่ว่าผมจะได้กินอาหารอร่อยพร้อมที่พักฟรี แถมยังได้เรียนรู้วิถีชุมชน เพียงแต่ผมต้องทำงานแลกสิ่งเหล่านั้น”
“เห็นไหมคะคุณยาย วินวินทั้งสองฝ่าย”
“ฉลาดไปนะเราน่ะ”
“มัทเป็นหลานคุณยายก็ต้องฉลาดเหมือนคุณยายสิคะ จริงไหมคะ”
เมื่อทุกคนอิ่มกันแล้วก็ชักชวนกันไปช่วยงานในไร่ เพื่อจัดเตรียมผลไม้ไว้ให้ลูกค้าที่จะมารับในวันพรุ่งนี้ ฬียากรบอกให้ทุกคนล่วงหน้ากันไปก่อน
“เดี๋ยวลียาเก็บโต๊ะและล้างจานพวกนี้ก่อนแล้วจะรีบตามไปนะคะ”
“พิซซี่พาดิน เอ๊ย ติณณ์ไปพร้อมกับคุณยายก่อนนะ มัทจะช่วยงานลียาทางนี้เสร็จแล้วจะตามไป”
“ได้...แต่ว่าเอามาสองร้อย” ภาคินเอ่ยพร้อมกับกระดิกนิ้วประกอบคำพูด
มัฑณาวีหยิบเงินส่งให้เพื่อนรักแต่โดยดี
“ค่าอะไร!” กานดาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เงินทำบุญน่ะค่ะคุณยาย” มัฑณาวีตอบเสียงอ่อย
“ก่อนกลับกรุงเทพฯ มัทอย่าลืมเตือนยายนะ ยายจะได้ฝากเงินไปทำบุญด้วย” จากนั้นก็หันไปถามติณณภพ
“ติณณ์จะเปลี่ยนชุดก่อนไหมลูก เดี๋ยวมันจะเปื้อน”
เขาก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมใส่มา เสื้อยืดสีเทาสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอมเขียว กับกางเกงยีนตัวเก่ง ทะมัดทะแมงพอใช้
ตลอดบ่ายวันนั้นติณณภพช่วยทุกคนเก็บผลไม้อย่างขยันขันแข็ง โดยได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดีจากคุณยายกานดา ติณณภพทำงานท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุ ประกอบกับเขาเป็นคนขี้ร้อน ทำให้เขาถอดเสื้อตัวนอกเหน็บไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลัง เหลือเพียงเสื้อยืดสีเทาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ
“พักดื่มน้ำเย็น ๆ ก่อนนะติณณ์แล้วค่อยทำต่อ”
ชายหนุ่มวางมือจากงานที่ทำหันมารับขวดน้ำดื่มจากมัฑณาวี
“เหนื่อยไหม” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ร้อนมากกว่า”
“ถ้าอย่างนั้นมานั่งพักในร่มก่อน” มัฑณาวีพูดพร้อมกับฉุดมือเขาให้เดินตามเธอไปนั่งในร่มไม้ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนเองมายื่นให้เขา
“รับไปสิคะ มัทยังไม่ได้ใช้ รับรองได้เรื่องความสะอาด”
แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งเฉย เธอจึงเป็นฝ่ายเช็ดเหงื่อบนใบหน้าให้เขาด้วยตัวเอง โดยไม่รู้ว่ากำลังโดนจับตามองอยู่ ในตอนแรกติณณภพชะงักไปเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาก็ยอมให้เธอทำตามความตั้งใจ
เมื่อเห็นว่าเป็นความปรารถนาดีจากใจจริงของอีกฝ่าย มิได้มีสิ่งใดแอบแฝงเหมือนผู้หญิงหลาย ๆ คนที่เคยอยู่ล้อมรอบตัวเขา ทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนิทสนม แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดี
“ไม่เป็นไรครับคุณยาย ชุดนี้ก็ได้ครับจะได้ไม่เสียเวลา”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







