Masuk“เป็นอะไรไป เพื่อนคุณพูดเองไม่ใช่เหรอว่า เราควรแสดงบทบาทในฐานะคู่รักให้แนบเนียน คุณก็เห็นด้วยกับความคิดนี้”
“ซ้อมบทคู่รักกันอยู่ก็ไม่บอก” ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้รู้สึกผิดหวังกับคำตอบของเขา
“ที่จริงตรงนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากเรา”
“คุณเขินผมเหรอมัท”
“เปล่าซะหน่อย” หญิงสาวรีบปฏิเสธทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่
ติณณภพตรงเข้าประชิดพร้อมกับคว้าตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอด เธอได้แต่ยืนตัวแข็ง ใจเต้นรัวเร็วจนเกรงว่าเขาจะได้ยิน
“แล้วทำไมต้องหน้าแดงด้วย”
มัฑณาวีรู้สึกประหม่าและทำตัวไม่ถูก เธอหลบสายตาเขา
“อย่าทำแบบนี้” เสียงของเธอเบาคล้ายเสียงกระซิบ
“คนเป็นแฟนกัน เขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น”
“แต่เราไม่ใช่”
“ผมต้องทำยังไงถ้าอยากให้เรื่องระหว่างเราเป็นเรื่องจริง”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาก่อนจะเอ่ยถาม “ล้อเล่นใช่ไหม”
เขาไม่ปฏิเสธ เพียงแต่ยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น เมื่อเห็นแววตาที่บ่งบอกถึงความสับสนของอีกฝ่าย มัฑณาวีผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของเขา เธอสูดลมหายใจอย่างแรงก่อนจะเอ่ยปากพูดกับเขาอย่างตรงไปตรงมาตามนิสัย
“มีอย่างหนึ่งที่คุณต้องรู้ อย่าล้อเล่นกับความรู้สึกของคน มัทอ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้ และไม่เก่งเรื่องการแยกแยะว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงหรือแค่ล้อกันเล่น ขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบก็หมุนตัวจะเดินกลับเข้าไปด้านใน
ติณณภพรั้งตัวเธอไว้ เขากอดเธอจากทางด้านหลังพร้อมกับกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเธอ
“ใครว่าผมคุณล้อเล่น”
“มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน”
“หากคุณต้องการเวลาให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน...”
มัฑณาวีรีบพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ
“อย่าพูดอะไรที่เป็นการผูกมัดตัวเอง ทั้งที่คุณก็ยังไม่มั่นใจมากพอ เพราะมันอาจจะทำให้เราเสียใจได้ในภายหลัง”
ที่เธอต้องพูดเช่นนี้ ก็เพื่อเตือนทั้งสองฝ่าย และไม่อยากทึกทักไปเองจนต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ฉะนั้นชัดเจนกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีที่สุด
สิ่งหนึ่งที่เธอไม่รู้...คือเขาพูดตามความรู้สึกของตัวเองจริง ๆ แต่เธอกลับเข้าใจไขว้เขวว่าเขาล้อเล่นกับความรู้สึกของเธอ ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่
“ที่ปฏิเสธเพราะผมไม่ใช่ทายาทหมื่นล้านอย่างเจ้านายผมใช่ไหม”
มัฑณาวีหมุนตัวกลับมายืนเผชิญหน้าเขา สีหน้าและแววตาของเธอบ่งบอกถึงความไม่พอใจจนเขาต้องรีบแก้ตัว
“ผมแค่พูดล้อเล่น อย่าโกรธผมเลยนะ”
หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะชักชวนเขาเข้าไปพักผ่อนในบ้าน เพราะดึก ๆ น้ำค้างจะลงแรง
“มัทว่าเรากลับเข้าไปข้างในกันดีกว่า น้ำค้างลงแรงเดี๋ยวคุณจะไม่สบาย”
“ผมแข็งแรงกว่าที่คุณคิด แค่ยืนตากน้ำค้างยามค่ำคืนนิดหน่อยคงไม่ทำให้ผมป่วยได้หรอก และถ้าคุณยังไม่ง่วงก็อยู่เป็นเพื่อนคุยกับผมก่อนได้ไหม”
“ได้ แต่คุณต้องไม่เอาเปรียบมัทอย่างเมื่อกี้นี้อีก”
“ตกลง”
เขาเดินนำเธอไปนั่งคุยกันต่อที่เก้าอี้ม้าหินที่ตั้งอยู่ข้างตัวบ้าน
“สัปดาห์หน้าผมต้องเดินทางไปยุโรป กลับมางานก็คงจะยุ่งมาก อาจจะไม่มีเวลามาเจอคุณ”
“คุณจะกลับมาเมื่อไร ทันวันงานไหม”
“ทันสิ ผมรับปากคุณแล้ว ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องไป ไม่ปล่อยให้คุณรอเก้อหรอก แต่เราคงต้องไปเจอกันที่งานเลย”
“สำหรับชุดที่คุณจะใส่ไปในวันงาน”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้าของผมหรอก ผมมีพร้อมอยู่แล้ว ห่วงแต่ตัวคุณเถอะ เตรียมพร้อมหรือยัง”
“ทำไมต้องเตรียม มีอะไรก็ใส่แบบนั้น”
“ได้ยังไงกันล่ะ จะเป็นคู่ควงของทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้านทั้งทีก็ต้องแต่งตัวให้สวย จะแต่งตัวซอมซ่อไปร่วมงานนี้ได้ยังไงจริงไหม”
“จริงของคุณ แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอกนะ มัทคิดว่าพิซซี่ช่วยมัทได้แน่” เธอยิ้มให้เขาที่เขารอบคอบแม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอมองข้าม แต่เขากลับใส่ใจในรายละเอียด
“ไม่เป็นไรใช่ไหมที่เราไม่ได้เดินทางไปที่งานพร้อมกัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่คุณรับปากว่าจะไปมัทก็ซาบซึ้งใจมากแล้ว”
“จริงสิ ในวันงานผมอยากให้คุณถอดแว่น และสวมคอนแทคเลนส์แทนได้ไหม”
“ทำไมคะ”
“แว่นมันบดบังดวงตาที่สวยงามของคุณ คุณมีดวงตาที่งดงามมากเลยนะมัท น่าเสียดายที่คุณมักจะซ่อนมันไว้ภายใต้แว่นสายตาที่คุณชอบสวมใส่”
“ตกลงค่ะ มัทจะทำตามที่คุณแนะนำ และจะให้พิซซี่ช่วยแปลงโฉมมัทให้สวยเหมือนเจ้าหญิงในนิทานเลยดีไหม” ดวงตาของเธอทอประกายแวววาวแบบสาวช่างฝันยามเมื่อเอื้อนเอ่ยวาจา
“แน่นอนว่าดี และผมก็มั่นใจว่าเพื่อนของคุณจะทำให้คุณสวยไม่แพ้ใครในค่ำคืนนั้น”
“หวังว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







