Masukพนักงานสาวในร้านต่างก็กรูกันมาช่วยดูแลความเรียบร้อย ขณะที่หญิงสาวเข้าไปเปลี่ยนชุดดังกล่าว มัฑณาวีต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายครั้งกว่าที่จะทำให้ซายน์พึงพอใจ
“หมุนตัวให้ดูหน่อยซิ...แบบนี้นะ” ซายน์เอ่ยพร้อมกับทำตัวอย่างให้ดู
มัฑณาวีทำตามที่ซายน์บอก โดยเลียนแบบซายน์ด้วยการหมุนตัวแบบฟูลเทิร์นสามร้อยหกสิบองศา ซึ่งก็ทำได้ดี ซายน์ดีดนิ้วอย่างพึงพอใจในผลงานของตัวเอง
“ใช่เลย...ต้องชุดนี้...เริ่ดมาก หรือว่าไงพิซซี่” ตอนท้ายซายน์หันไปถามเพื่อน
ภาคินพิจารณาเดรสสีเทาเงินแขนสามส่วนซีทรูที่ปักดอกไม้ลวดลายงดงาม ตัวเสื้อปักด้วยคริสตัลอย่างสวยงามลงตัว มีเกร็ดระยิบระยับแน่นในเนื้อผ้า ดีไซน์เก๋ที่กระโปรงทรงสุ่มพุ่มสวยหลายชั้นเพื่อให้พองฟูดูคล้ายชุดเจ้าหญิงในเทพนิยาย
แตกต่างกันเพียงชุดนี้เป็นชุดราตรีที่ด้านหน้าสั้นด้านหลังยาวแบบเดรสหางปลา เมื่อชุดนี้อยู่บนเรือนร่างสูงโปร่งของเพื่อนจึงดูงดงามลงตัวราวกับว่าชุดนี้ถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อมัฑณาวีโดยเฉพาะ
พิซซี่เดินวนรอบตัวเพื่อนสาวเพื่อตรวจดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“เรียบหรูดูแพงราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ไว้ใจคนไม่ผิดจริง ๆ จัดการต่อได้เลยซายน์”
จากนั้นมัฑณาวีถูกจับแต่งหน้าทำผมอยู่นานหลายชั่วโมงกว่าจะเสร็จ ทุกอย่างต้องเป๊ะได้ดั่งใจผู้เป็นเจ้าของห้องเสื้อ
เมื่อการแปลงโฉมเสร็จสิ้นลง ซายน์ฉุดมือมัฑณาวีให้มายืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่อยู่ภายในร้าน ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา
“กระจกวิเศษบอกข้าเถิดผู้ใดงามเลิศในปฐพี”
มัฑณาวีตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อเห็นตัวเองในกระจกเงาอย่างชัดเจน ไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมาคือตัวเธอ มันช่างดูงดงามราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายจริง ๆ หน้าของเธอเปลี่ยนไปจากเค้าเดิมจนจำแทบไม่ได้เลย แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
หญิงสาวลูบไล้ใบหน้าตนเอง วันนี้เธอไม่ได้สวมแว่นสายตาเหมือนที่เคยชอบสวมใส่อยู่เป็นประจำ แต่เปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทน มัฑณาวียิ้มออกมาอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงไปของตัวเองในกระจก
“สวยถูกใจหรือยัง”
“สวยจนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยค่ะ ขอบคุณคุณซายน์มากนะคะที่ช่วยแปลงโฉมให้มัท”
“ยินดีจ้ะ เราก็ออกไปอวดโฉมให้พิซซี่ดูกันดีกว่า” พูดจบก็เดินนำหญิงสาวออกไป
“ซินเดอเรลล่าพร้อมแล้วที่จะออกมาอวดโฉมสะกดทุกสายตา”
ทันทีที่พูดจบมัฑณาวีก็ปรากฏตัว ภาคินถึงกับตาเบิกโพลงเมื่อเห็นเพื่อนรักที่ยืนอยู่ตรงหน้า คาดไม่ถึงว่าเพื่อนจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
“ถึงกับตกตะลึงกับความงามของนางซินถอดรูปเลยเหรอพิซซี่” ซายน์เอ่ยแซวเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเพื่อนหลังจากได้เห็นมัฑณาวีแปลงโฉมเป็นที่เรียบร้อย
“ใช่สิยะ ฉันไว้ใจคนไม่ผิดจริง ๆ ถ้าจะมีใครสักคนต้องแปลงโฉมให้นางซินคนนี้ สวยงามดุจเจ้าหญิงในเทพนิยาย คน ๆ นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของห้องเสื้อซายน์บูติก เริ่ดมาก สวยต้องตาต้องใจตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ”
“แล้วหล่อนไม่ไปเปลี่ยนชุดเหรอไง ฉันจัดเตรียมชุดสูทสีชมพูไว้ให้แล้ว รีบไปจัดการซะสิ”
ซายน์ใช้ช่วงเวลาที่ภาคินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บภาพของมัฑณาวีหลังจากที่ถูกแปลงโฉมแล้ว เธอสั่งให้ช่างภาพประจำห้องเสื้อมาถ่ายภาพมัฑณาวีเก็บไว้เพื่อไว้ใช้ในการโปรโมทร้าน
โดยจัดแจงให้หญิงสาวโพสต์ท่วงท่าตามที่ตนเองต้องการ บางครั้งถึงกับต้องโพสต์ท่าตัวอย่างให้อีกฝ่ายดู ปากก็ชื่นชมไม่หยุด
“สวยนะ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สวย”
ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับมัฑณาวีเดินเข้าไปจับมือซายน์พร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณเธอ
“ขอบคุณมากนะคะที่เนรมิตให้มัทสวยงามจนมัทจำตัวเองแทบไม่ได้เลย”
“ด้วยความยินดีจ้ะ คืนนี้ต้องเข้ารอบนะจ๊ะ ห้ามนกเด็ดขาด”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ก็ได้ผู้ชายมาครอบครอง ไม่ชวดในสิ่งที่พึงปรารถนาไปยังไงล่ะ” ซายน์ตอบ
“รับรองได้ว่างานนี้มัทปังแน่นอน ขอบใจนะซายน์สำหรับผลงานยอดเยี่ยม ทั้งชุดของมัทและชุดที่แกจัดให้ฉัน เสร็จงานเมื่อไรจะเอามาคืน ไปก่อนนะ”
“เชิญ ใครไปล่ามขาหล่อนไว้ล่ะยะ แต่งตัวซะเริ่ดขนาดนี้ก็ต้องออกไปอวดโฉมกันหน่อย”
จากนั้นภาคินและมัฑณาวีก็เดินออกจากร้านไป โดยมีสายตาของซายน์และเด็ก ๆ ในร้านมองตามไปด้วยสายตาชื่นชม
“เพื่อนคุณพิซซี่สวยมากเลยนะคะคุณซายน์”
หนึ่งในทีมงานที่มีส่วนร่วมในการแปลงโฉมมัฑณาวีในครั้งนี้เอ่ยขึ้น
“ให้รู้เสียบ้างว่าเป็นฝีมือใคร” ซายน์ตอบพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจในผลงานของตัวเอง
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







