Masukระหว่างรอขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานภูเก็ตเพื่อบินกลับกรุงเทพฯ ภูมิระพีสังเกตเห็นเพื่อนรักเฝ้ามองนาฬิกาข้อมืออยู่หลายต่อหลายครั้ง แถมยังมีท่าทางร้อนรนผิดไปจากที่เคยเป็นมาพักใหญ่แล้ว
ไม่บ่อยนักที่จะเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของเพื่อน ทำให้เขาเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่จนต้องเอ่ยปากถาม
“เป็นอะไรไป ทำไมนายถึงได้ดูลุกลี้ลุกลนแบบนี้”
“วันนี้ฉันมีนัดว่าจะต้องไปงานเลี้ยงรุ่นพร้อมมัท แต่เพราะการประชุมล่าช้ากว่ากำหนดทำให้เราต้องเปลี่ยนไฟร์ท และเครื่องบินก็ยังดีเลย์จนฉันกลัวว่าจะไปไม่ทัน”
“ก็ดีกว่าไม่ไป”
“มัทต้องร้อนใจแน่เลยภูมิที่ติดต่อฉันไม่ได้”
“นายต้องไปถึงที่งานตอนกี่โมง”
“ราวหกโมง”
ภูมิระพีคะเนดูจากเวลาในตอนนี้ น่าจะไปไม่ทันนัดแต่ก็คงเรทไม่มาก
“อาจจะสายนิดหน่อย ลงจากเครื่องเมื่อไรนายก็รีบติดต่อเธอแล้วกันว่านายจะไปถึงช้ากว่ากำหนด ฉันว่าคุณมัทคงเข้าใจ”
ไม่รู้ทำไมติณณภพถึงรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่แค่ไปตามนัดช้ากว่าที่กำหนดไว้เท่านั้น หรืออาจเป็นเพราะไม่อยากทำให้เธอรู้สึกผิดหวังในตัวเขา ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าเหตุใดถึงต้องแคร์ความรู้สึกของเธอมากขนาดนี้
“เอาน่า...ไปช้าก็ยังดีกว่าไม่ไป” ภูมิระพีเอ่ยพร้อมกับตบบ่าเพื่อนเบา ๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่ภูมิระพีเห็นติณณภพมีอาการร้อนรน ด้วยความห่วงใยผู้หญิงจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเพื่อนของเขามาก่อน
ภาคินขับรถพามัฑณาวีมาถึงโรงแรมที่จัดงานก่อนเวลาเล็กน้อย หลังจากจอดรถทั้งคู่ก็ยังนั่งคุยกันอยู่ภายในรถคันดังกล่าว
“ติดต่อได้หรือยัง”
“ยังเลย ส่งไลน์ไปก็ยังไม่เปิดอ่าน โทรไปก็ติดฝากข้อความ”
“ฉันสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้”
“พิซซี่กลัวว่าเขาจะไม่มาใช่ไหม”
“ก็ใช่น่ะสิ หรือแกไม่กลัว”
“ดินรับปากแล้วไม่น่าจะเบี้ยว ยกเว้นเสียแต่ว่างานเขายุ่งมากจนปลีกตัวมาไม่ได้”
“มาได้หรือไม่ได้ก็น่าจะติดต่อบอกเราสิ ไม่ใช่เงียบหายไปแบบนี้ ถ้าเขาไม่มาจริง ๆ แล้วแกจะทำยังไง”
“มัทก็จะเข้าไปเผชิญความจริง”
“เข้าไปให้พวกฤทัยมันสับเละน่ะเหรอ”
“ทำไงได้ล่ะ”
“แกลองโทรหาเขาอีกครั้งซิเผื่อเขาจะรับสาย”
มัฑณาวีทำตามที่เพื่อนบอกแต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม เธอหันมาบอกภาคินหลังจากพยายามติดต่อดินอยู่พักใหญ่
“ติดฝากข้อความ สงสัยจะปิดเครื่อง”
“แล้วเราจะเอาไงต่อดีนี่งานจะเริ่มแล้วนะ”
“พิซซี่เข้างานไปก่อนแล้วกัน มัทจะขอรอดินอีกพักหนึ่ง ติดต่อเขาได้เมื่อไรมัทจะรีบตามเข้าไป”
“โอเค ฉันจะเข้าไปสังเกตการณ์ข้างในก่อน ถ้ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็จะโทรบอกแกทันที”
มัฑณาวีพยักหน้า ทังคู่แยกกันตรงล็อบบี้ของโรงแรม ภาคินเดินตรงไปยังห้องจัดเลี้ยง ส่วนมัฑณาวีเลือกที่จะเดินออกไปรับลมตรงริมน้ำด้านนอก เธอยืนตรงนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะได้ยินเสียงทักทายจากใครบางคน
“ทำไมไม่เข้าไปในงานล่ะมัท มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้”
หญิงสาวหันกลับไปตามเสียงนั้น แล้วก็พบชายหนุ่มที่เธอเคยหลงรักในอดีต แต่เขากลับเลือกที่จะคบหากับเพื่อนของเธอแทน
“มัทออกมายืนรับลมค่ะ แล้วพี่วุฒิละคะทำไมถึงยังไม่เข้าไปในงาน”
“พี่ไปมาแล้วแต่ปลีกตัวออกมาสูบบุหรี่ วันนี้มัทสวยแปลกตาจนพี่จำแทบไม่ได้เลย”
เธอยิ้มรับคำชมโดยไม่พูดอะไร ณัฐวุฒิเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างตัวเธอ
“พี่มีเรื่องอยากจะคุยกับมัท”
“หมายถึงเรื่องนั้นเหรอคะ” มัฑณาวีคาดคะเน
“ใช่ พี่อยากขอบคุณที่มัทไม่ได้เล่าเรื่องที่เราพบกันครั้งก่อนให้ฤทัยฟัง”
“ที่มัทไม่บอกเพราะมัทคิดว่าคงจะดีกว่าถ้าฤทัยรู้เรื่องนี้จากปากของพี่ ไม่ใช่รู้จากปากของคนอื่นหรือเห็นด้วยตาของตัวเอง”
“พี่พยายามจะพูดเรื่องนี้กับฤทัยอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สบโอกาส”
“โอกาสมีมากมายอยู่ที่พี่จะทำหรือไม่เท่านั้น ทางที่ดีพี่ควรจะสารภาพความจริงกับฤทัยก่อนที่มันจะสายเกินไป”
“พี่ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ มันเป็นความผิดพลาด เป็นเพราะคืนนั้นพี่เมามากก็เลยมีอะไรเกินเลย แล้วเขาก็ท้องพี่จำเป็นต้องรับผิดชอบ”
“พี่วุฒิไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มัทฟังหรอกค่ะ แต่พี่ควรจะต้องไปสารภาพความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ฤทัยฟัง ฤทัยรักและเชื่อใจพี่วุฒิมากนะคะ เขาไม่เคยสงสัยหรือระแวงอะไรในตัวพี่เลย เขาไว้ใจพี่เสมอ ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายที่นิสัยดีอย่างพี่วุฒิก็มีบ้านเล็กบ้านน้อยกับเขาเหมือนกัน”
“พี่ยอมรับว่าพี่ทำผิดแม้จะเป็นเพราะความเมา แต่ก็เป็นความผิดของพี่อยู่ดี มัทว่าพี่ควรทำยังไง”
“บอกความจริงค่ะ ก่อนที่จะมีใครนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ฤทัยฟัง รู้จากปากของคนอื่นหรือเห็นด้วยตาของตัวเองมันเจ็บกว่าหลายเท่า”
ณัฐวุฒิถอนหายใจก่อนจะพยักหน้า
“พี่จะหาโอกาสพูดเรื่องนี้กับฤทัยให้เร็วที่สุด”
“ดีค่ะ ลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดจริงไหมคะ”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณมัทที่ไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ฤทัยรู้”
“มัทเองก็ไม่ได้สบายใจนักหรอกนะคะที่ต้องปิดบังเพื่อน แต่พอคิดว่าพูดไปฤทัยก็คงจะไม่เชื่อ แถมยังเข้าใจไขว้เขวว่ามัทจงใจจะเลื่อยขาเตียงของพี่กับเขา เพราะมัทยังมีใจให้กับพี่ทั้งที่มันไม่ใช่ความจริง”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







