LOGIN“พี่กลุ้มใจจริง ๆ”
“สิ่งที่พี่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือสุดท้ายแล้วพี่ก็ต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าพี่จะเลือกใคร”
“ถ้าพี่ยอมเปิดเผยเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มัทว่าฤทัยจะยอมให้อภัยพี่ไหม”
“ไม่มีใครตอบได้หรอกค่ะนอกจากฤทัย ถ้าให้อภัยแล้วยังไงต่อคะ พี่จะเลิกกับทางนั้นอย่างเด็ดขาดได้ไหมละคะ”
“พี่ไม่ได้รักเขาแต่ต้องรับผิดชอบเพราะเขาอุ้มท้องลูกของพี่”
“งั้นพี่คงต้องตัดสินใจเองแล้วล่ะค่ะว่าจะเลือกใคร มันเป็นเรื่องยากที่ผู้หญิงจะยอมรับได้กับการที่ถูกสามีนอกใจไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่น แต่ที่ยากกว่านั้นคือการให้อภัยในสิ่งที่เขาทำ เพราะเรื่องแบบนี้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าจะให้อภัย แต่ไม่ว่าผลมันจะออกมาเป็นแบบไหนพี่ก็ต้องทำใจยอมรับมัน มัทก็ได้แต่อวยพรขอให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี”
ณัฐวุฒิถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา
“ฤทัยเล่าให้พี่ฟังว่ามัทกำลังจะแต่งงาน พี่ยินดีด้วยนะ”
นึกอยู่แล้วว่าหนึ่งฤทัยจะต้องเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง ทนเก็บไว้ไม่ได้หรอกมันแน่นอก มาถึงขั้นนี้แล้วก็คงต้องเล่นไปตามบท เพื่อไม่ให้คนอื่นจับได้
“อาจจะยังไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอกค่ะ เราเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นานก็อยากจะค่อย ๆ เรียนรู้กันไป อีกอย่างมัทกับเขาก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร”
“เขาจะมาร่วมงานคืนนี้ด้วยไหม”
“ค่ะ เขาบอกไว้แบบนั้น แต่ยังไม่เห็นมาเลย”
“ที่มัทยังไม่เข้าไปในงานเพราะรอเขา” ณัฐวุฒิคาดเดา
“ก็ไม่เชิงค่ะ มัทแค่อยากยืนรับลม กะว่าจะรอเขาอีกสักพักถ้ายังไม่มามัทก็จะเข้าไป เขามาถึงเมื่อไรก็คงจะตามเข้าไปเอง”
“พี่ขอยืนเป็นเพื่อนมัทได้ไหม”
เธอหันมาส่งยิ้มหวานให้เขาก่อนจะเอ่ย “ได้สิคะทำไมจะไม่ได้”
ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดายว่าตอนนั้นทำไมเขาถึงไม่เลือกหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างตัว เธอเปรียบเหมือนสายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลผ่านหัวใจ ยิ่งพิศยิ่งสวย อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แต่เขากลับไม่เลือกเธอ และหันไปเลือกหนึ่งฤทัยที่เร่าร้อนดั่งไฟแทน
สองหนุ่มสาวยืนคุยกันอีกพักใหญ่ก่อนที่ณัฐวุฒิจะเอ่ยชวนให้หญิงสาวเข้าไปในงาน มัฑณาวีตัดสินใจเดินเข้างานโดยไร้เงาของดิน
ภายในงานมีแต่คนจับจ้องการมาของมัฑณาวีอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะกลุ่มของหนึ่งฤทัย
“ทำไมจนป่านนี้แล้วยังไม่มาอีก”
“ใจเย็นก่อนฤทัยเดี๋ยวก็มา” อลินกล่าว
“ถ้ามาจริงก็ดี เกรงว่าจะชิ่งหนีไปเสียก่อนน่ะสิ” จากนั้นหนึ่งฤทัยก็หันไปเอ่ยถามภาคิน
“เมื่อไรเพื่อนรักของเธอจะมาล่ะพิซซี่”
“มาเมื่อไรก็เห็นเองแหละ ทำไมอดใจรอไม่ไหวว่างั้น”
“เปล่า”
หนึ่งฤทัยปฏิเสธเสียงสูงก่อนจะพูดต่อท้ายว่า
“เราก็แค่อยากรู้ว่าจะกล้ามาร่วมงานนี้ไหมเท่านั้น”
“คนอย่างมัฑณาวีพูดคำไหนคำนั้น”
“ขอให้จริงเถอะ เราอยากทำความรู้จักกับผู้ชายของมัทจะแย่อยู่แล้ว”
“ต้องได้เห็นแน่ ว่าแต่ตอนที่เห็นเขาพวกหล่อนอย่าตกตะลึงตาค้างก็แล้วกัน” ภาคินตอบ
“พี่วุฒิของเธอหายไปไหนแล้วล่ะฤทัย” ศยามลเอ่ยถามหลังจากไม่เห็นสามีของเพื่อนปรากฎตัวอยู่ภายในงาน
“เห็นบ่นว่าอึดอัดขอเดินออกไปลับลมด้านนอก สงสัยว่าจะออกไปหาที่สูบบุหรี่อีกตามเคย”
“เขายังไม่เลิกสูบบุหรี่อีกเหรอ” ศยามลย้อนถาม
“ก็ยังน่ะสิ พูดไปก็เท่านั้น เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา”
“แล้วเธอไม่คิดจะออกไปตามเขาหน่อยเหรอ”
“ไม่ล่ะ เลิกเซ้าซี้ถามฉันเสียทีได้ไหมมล ทำไมจะต้องไปตาม เดี๋ยวเขาก็กลับมาเองนั่นแหละ” น้ำเสียงที่ตอบบ่งบอกถึงความรำคาญ
อลินหันไปสบตาศยามลก่อนจะแอบถอนหายใจที่เพื่อนรักช่างไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย ไอ้ครั้นจะเล่าสิ่งที่รู้มาให้อีกฝ่ายฟังก็เกรงว่าจะโดนด่า ได้แต่เลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม
“ฤทัยไม่กลัวพี่วุฒิแอบไปนัดเจอกับสาวอื่นลับหลังบ้างเลยเหรอ”
“ไม่มีทางหรอกลิน พี่วุฒิเขารักฉันไม่มีสายตาไปมองผู้หญิงอื่นหรอก”
“แน่ใจอะไรเบอร์นั้น”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง” น้ำเสียงยามที่เอ่ยถามอลินติดจะหาเรื่อง
“ฉันเคยเจอพี่วุฒิควงผู้หญิงไปดินเนอร์กันสองต่อสองตั้งหลายครั้ง”
“ฉันก็เคยเจอ ยังเดินเข้าไปทักพี่เขาเลย แล้วก็ถามว่าเขามากับใคร” ศยามลเอ่ย
“แล้วเขาตอบว่าไง”
“มากินข้าวกับลูกค้า”
“ก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนนี่”
“ระแวงไว้บ้างก็ดีนะฤทัย”
อลินและศยามลพยายามเอ่ยเตือน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมั่นใจว่าสามีไม่มีวันนอกใจไปมีผู้หญิงอื่น
“เขาไม่มีวันนอกใจฉันเด็ดขาด เชื่อฉันสิ”
พูดไม่ทันขาดคำก็ได้ยินคำถามของศยามล “พี่วุฒิควงสาวสวยที่ไหนมาด้วย ออกไปแป๊บเดียวควงสาวสวยหุ่นแซ่บเข้ามาซะงั้น ไม่เกรงใจภรรยาเสียบ้างเลย”
“ไหนว่าไม่มีวันนอกใจไง” อลินเผลอหลุดปากพูดออกไปตามที่คิด
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







