Masukหนึ่งฤทัยหันขวับมองไปที่หน้าประตูทางเข้า แล้วก็พบสามีเดินคู่มากับสาวสวยนางหนึ่ง จึงรีบเดินไปแสดงความเป็นเจ้าของด้วยการควงแขนเขาทันที
“พี่วุฒิหายไปไหนมาคะปล่อยให้ฤทัยรอตั้งนาน แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ไม่รู้หรือไงว่าพี่วุฒิมีเจ้าของแล้ว”
ณัฐวุฒิเผลอยิ้มเมื่อรู้ว่าภรรยาจำคู่ปรับเก่าของตัวเองไม่ได้ จะว่าไปก็ไม่แปลกเพราะตอนแรกที่เห็นเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ต้องบอกว่ามัฑณาวีเปลี่ยนไปมากในค่ำคืนนี้ เธอมาในลุคที่ทำให้คนอื่นต้องเซอร์ไพรส์ไปตาม ๆ กัน
“ทำไมจะไม่รู้ล่ะฤทัย ฉันรู้ดีเชียวล่ะว่าเธอเป็นเมียเขา” น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยวาจาทำให้หนึ่งฤทัยถึงกับอึ้งไป นี่มันเสียงของมัฑณาวีชัด ๆ
“นั่นเธอเองเหรอมัท”
“ก็ใช่น่ะสิ อย่าบอกนะว่าจำไม่ได้”
พูดจบก็เดินตรงไปหาภาคินโดยไม่รอฟังเสียงทัดทานของอีกฝ่าย
“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”
“ยังติดต่อเขาไม่ได้อีกเหรอ” ภาคินกระซิบถาม
มัฑณาวีส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ถึงเวลาที่มัทต้องลงไปให้ฝูงฉลามมันขย้ำแล้ว” เธอกระซิบตอบ
เอาวะ! สู้กันสักตั้ง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หลบเลี่ยงไปก็เท่านั้น สิ่งที่ต้องทำคือดับเครื่องขน
“เธอเห็นเหมือนฉันไหมลิน ใช่...ใช่ไหม”
“แม่เจ้า! มัฑณาวีจริง ๆ เหรอเนี่ย ฉันกับมลจำเกือบไม่ได้เลย”
“นั่นสิไปทำอะไรมาถึงได้ดูสวยผิดหูผิดตาแบบนี้” ศยามลเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“มัทสวยจนทำให้พวกหล่อนตกตะลึงตาค้างกันขนาดนี้เลยเหรอ” ภาคินเอ่ย
“ก็งั้น ๆ” สองสาวพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องนัด
“ตอแหล”
“หล่อนว่าใครพิซซี่” หนึ่งในสองย้อนถามด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
“ก็ว่าพวกหล่อนนั่นแหละ ยังไม่รู้ตัวอีก”
“พิซซี่” การประสานเสียงจากสองสาวดังขึ้นอีกครั้งโดยไม่ได้นัดหมาย
“หยุด อย่าเพิ่งทะเลาะกัน อย่าลืมสิว่าเรามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น”
หนึ่งฤทัยที่เดินตามมาสมทบรีบห้ามทัพ
“จริงด้วย ว่าไงจ๊ะมัท ไหนล่ะแฟนหนุ่มคนแรกในชีวิตเธอ พวกฉันนั่งรออยากเจอแฟนเธอจะแย่อยู่แล้ว อย่าทำให้เราผิดหวังล่ะ”
อลินกระตุกยิ้มอย่างสะใจยามเมื่อเอ่ยถาม และก็จงใจที่จะเน้นตรงคำว่าแฟนคนแรก
“นั่นสิ ไหนบอกว่าจะควงแฟนหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้านมาด้วย แล้วเขาไปไหนเสียล่ะ ทำไมถึงปล่อยให้เธอมางานนี้คนเดียว”
หนึ่งฤทัยเอ่ยพร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความสะใจที่เห็นอีกฝ่ายหน้าถอดสี
“เขางานยุ่งก็เลยอาจจะมาช้าหน่อย”
“มาช้าหรือว่าไม่มากันแน่” ศยามลเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะเยาะเย้ย
“น่าสงสารจริง อยากมีผัวจนตัวสั่นแต่ไม่มีผู้ชายคนไหนชายตามามอง ทำให้ต้องมโนสร้างเรื่องขึ้นมาหลอกคนอื่น”
“ไม่เอาน่าฤทัย อย่ามีเรื่องมีราวกันเลย เสียบรรยากาศแห่งความสนุกสนานหมด”
หนึ่งฤทัยชักสีหน้าบึ้งตึงแสดงถึงความไม่พอใจที่สามีเอ่ยปากห้าม
“ไม่ใช่เรื่องของพี่วุฒิ อย่ามายุ่ง”
ณัฐวุฒิส่ายหน้าระอาใจกับเรื่องทะเลาะเบาะแว้งของผู้หญิง เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ แต่กลับเอามาเป็นอารมณ์ ห้ามไปก็เท่านั้น
เพราะคิดดีแล้วว่ายิ่งเขาพูดปกป้องมัฑณาวี เธอก็จะยิ่งโดนรุมหนักขึ้นกว่าเดิม เขาจึงเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะวางอาหารแทน ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องของผู้หญิงที่จะจัดการกันเอง
“ว่าไงล่ะมัท แฟนหนุ่มมหาเศรษฐีที่เคยคุยไว้ว่าจะพามาเปิดตัวอยู่ไหนล่ะ”
“จะเซ้าซี้ถามทำไมเหรอฤทัย เขามาเมื่อไรก็เห็นเองนั่นแหละ”
“ฉันกำลังพูดอยู่กับมัฑณาวี ถ้าไม่ได้ชื่อนั้นก็อย่าเสนอหน้า”
ทันใดนั้นติณณภพก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินเข้ามาในห้องจัดเลี้ยงพร้อมกับมองหาเป้าหมาย ก่อนจะพบว่าเธอยืนอยู่กับภาคินและกลุ่มเพื่อนสาวอีกสามคนจึงเดินตรงเข้าไปหาเธอ
“เงียบก็ได้ แต่ระวังพวกหล่อนจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ”
ที่พูดเช่นนี้เพราะสายตาของภาคินเหลือบไปเห็น พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอกได้ทันเวลา ก่อนที่เธอจะถูกฝูงฉลามรุมทึ้งไม่มีชิ้นดี
เกือบไป...เกือบไปนะ...เกือบไป แต่มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา
“ใครกันแน่ที่จะหน้าแตก ฉันหรือพวกหล่อน”
จากนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มของใครบางคนดังแทรกขึ้น
“คุณอยู่นี่เอง”
ทุกคนต่างก็หันเหความสนใจไปที่บุคคลดังกล่าว แล้วก็ต้องตกตะลึงตาค้างเมื่อเห็นชายหนุ่มรูปหล่อมาดแมนแอนด์แฮนซั่มกำลังเดินตรงเข้ามาหา
“ใครน่ะ หล่อจัง” สาว ๆ ถึงกับเผลอหลุดปากพูดออกมาพร้อมกัน
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







