LOGINยามแดดร่มลมตก มัฑณาวีมาเดินเล่นตามชายหาดพร้อมกับภูมิระพี เสียงเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง และสายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านปะทะกายทำให้เธอรู้สึกสดชื่น
“มัทชอบทะเล ชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่ได้มา”
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น”
“เพราะมัททำงานหนักจนลืมหาความสุขใส่ตัว คุณเองก็เหมือนกันนะคะอย่าทำงานหนักจนละเลยความสุขของตัวเอง”
หญิงสาวตอบพร้อมกับยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ภูมิระพีเดินมายืนเคียงข้างพร้อมกับถือวิสาสะกุมมือเธอด้วยอยากรู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยาเช่นไร มัฑณาวีหันมายิ้มให้เขา ก่อนจะค่อย ๆ ดึงมือของตนเองออกจากการเกาะกุมอย่างช้า ๆ มากอดอกไว้ จากนั้นก็หันไปดื่มด่ำกับภาพอาทิตย์อัสดงตรงหน้า
“สวยนะคะ”
“ใช่สวย สวยจนผมไม่สามารถละสายตาได้เลย”
“มัทก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
“ไม่ใช่พระอาทิตย์แต่เป็นคุณ”
มัฑณาวียิ้มก่อนจะย้อนถาม ”ชมตามมารยาทใช่ไหมคะ”
“เกลียดนักคนรู้ทัน”
“เพราะมัทรู้ตัวดีกว่าผู้หญิงอย่างมัทคงไม่ใช่ผู้หญิงในแบบที่คุณชอบ”
“คุณรู้เหรอว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน”
“ที่จริงก็ไม่รู้หรอกค่ะแต่คงไม่ใช่ผู้หญิงเฉิ่ม ๆ เชย ๆ อย่างมัทแน่”
“อยากรู้ไหมว่าผมชอบผู้หญิงแบบไหน”
หญิงสาวส่ายหน้าแทนคำตอบ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เธอจะต้องรู้เพราะเธอไม่ได้ชอบเขา และไม่คิดอยากที่จะเป็นผู้หญิงในแบบที่เขาชอบ แต่ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะต้องการประชดดิน
“มืดแล้วเรากลับเข้าไปด้านในกันเถอะค่ะ ทุกคนคงกลับกันมาแล้ว นี่ก็ใกล้จะได้เวลาอาหารค่ำแล้วด้วย”
“คุณหิว” ภูมิระพีคาดเดา
“ถูกเผงเลยค่ะ”
“ก็ได้ ผมตามใจคุณ”
ทั้งคู่ชวนกันเดินเข้าไปในห้องอาหารของโรงแรม ระหว่างที่กำลังจะเดินไปสมทบกับติณณภพและอาทรที่โต๊ะอาหารนั้น มัฑณาวีก็เดินสะดุดจนเกือบจะล้ม
โชคดีที่ภูมิระพีคว้าตัวเธอไว้ได้ทันเวลา เธอเอ่ยปากขอบคุณเขาที่ช่วยไม่ให้เธอต้องลงไปนอนวัดพื้น เขายิ้มให้เธอก่อนจะหันไปปะทะกับสายตาร้อนแรงที่แสดงถึงความไม่พอใจของเพื่อน ที่เห็นเขาใกล้ชิดสนิทสนมกับคนที่ติณณภพรักมากเกินเหตุไปหน่อย
ด้วยความที่อยากแกล้งเพื่อนทำให้ภูมิระพีจูงมือมัฑณาวี เดินตามไปสมทบกับเพื่อนรักและคุณอาทรที่โต๊ะอาหาร
“ดูพระอาทิตย์ตกดินเป็นยังไงบ้าง” น้ำเสียงที่เอ่ยถามฟังดูแปลกไป
“สวยดีคุณน่าจะไปดูกับเราด้วยนะดิน”
“ให้ผมไปเป็นก้างขวางคอคุณสองเหรอ” ติณณภพเผลอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“มัทไม่คิดแบบนั้นหรอก ไปด้วยกันหลายคนสนุกดี จริงไหมคะคุณติณณ์”
ภูมิระพีมิได้ตอบเขาเพียงแต่ยิ้มให้เธอ รอยยิ้มนั้นเผื่อแผ่ไปถึงติณณภพด้วยเช่นกัน แต่ติณณภพกลับรู้สึกว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่ยียวนกวนบาทาเขาที่สุด และรู้ดีว่าเพื่อนรักจงใจทำท่าสนิทสนมกับมัฑณาวีเกินกว่าเหตุต่อหน้าเขา ก็เป็นเพราะต้องการจะยั่วให้เขาหัวเสียเล่น
ติณณภพตวัดสายตามองเพื่อนของตัวเองด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้าโดยไม่พูดจา
“คุณอาทรครับเดี๋ยวเชิญที่ห้องผมด้วยนะครับ ผมมีเรื่องจะปรึกษา”
“ครับคุณติณณ์”
ภูมิระพีมักจะหันไปพูดคุยกับมัฑณาวีอยู่บ่อยครั้ง เขาชอบรอยยิ้มของเธอ เพราะรอยยิ้มของเธอนั้นทำให้โลกนี้สดใส นี่ถ้าเขาได้เจอเธอก่อนที่ติณณภพจะได้เจอ มีหวังเขาตามจีบเธอไปแล้ว แต่ในเมื่อเขามาทีหลังจึงต้องหลีกทางให้เพื่อนรัก ไม่บ่อยนักที่จะเห็นเพื่อนสนใจผู้หญิง
นึกถึงติณณภพแล้วก็ขำ เป็นคนบอกให้เขาแสดงบทบาทนี้เอง พอเขาทำตามแผนก็ดันเก็บอาการหึงหวงไว้ไม่มิด
‘ไอ้ติณณ์เอ๊ยตกหลุมรักคุณมัทเข้าอย่างจังจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว’ นั่นคือสิ่งที่ภูมิระพีคิด
หลังจากกินมื้อค่ำกันอย่างอิ่มหนำสำราญเป็นที่เรียบร้อย ภูมิระพีได้หันไปพูดกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างตัว
“คืนนี้ผมขอตัวไปคุยเรื่องงานกับคุณอาทรก่อนนะครับ กู๊ดไนท์ครับ” เขาเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้มัฑณาวีอย่างอบอุ่น
“เจอกันพรุ่งนี้นะดิน” เขาตบไหล่เพื่อนก่อนจะเดินจากไปพร้อมอาทร
“เล่นซะเนียนเลยนะไอ้ภูมิ”
“คุณพูดว่าอะไรนะมัทได้ยินไม่ถนัด”
“ไม่มีอะไร”
“ออกไปเดินเล่นรับลมที่ชายหาดด้วยกันไหม”
“เดินเล่นกับผมจะสนุกอะไรผมไม่ใช่คุณติณณ์” เพราะความหึงหวงทำให้เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงติดจะหาเรื่อง
“โกรธมัทเรื่องอะไร มัททำอะไรให้ดินไม่พอใจบอกกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องพูดประชดกันแบบนี้เลย”
คำพูดของเธอดึงสติเขากลับคืนมา
“ผมขอโทษ อาจเป็นเพราะเครียดเรื่องพ่อก็เลยพาลมาลงที่คุณ”
“มัทยกโทษให้แต่ดินต้องไปเดินเล่นเป็นเพื่อนมัทนะ”
“ตกลง”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







