INICIAR SESIÓNส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว
“เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด
“ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย”
คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล“สวัสดีครับคุณคี”
“เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์”
คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า
“นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้วยครับ”
“ขอบคุณครับ” คิระหยิบเอกสารไปไล่สายตามอง ขณะประสิทธิ์ยังทำหน้าที่ของตัวเอง
“คุณคีรู้จักเสี่ยตรี ตรีภพ เจ้าของบ่อนพนันบ้างไหมครับ”
“พอรู้บ้างครับ”
เขาจำได้ว่าเคยเจอฝ่ายนั้นที่งานเปิดตัวท่าเรือแห่งใหม่ของนนท์ปวิธ เพื่อนเอียงคอมากระซิบบอกหลังอีกฝ่ายเดินผ่านไปว่าผู้ชายคนนี้ไม่ควรข้องแวะด้วย รวมถึงบอกถึงนิสัยใจคอให้ได้รับรู้
“นั่นละครับ เจ้าชีวิตของหรรษดลในตอนนี้”
ประวัติที่ผู้ว่าจ้างกำลังมองพิจารณาเป็นของหรรษดล ตัวเขาจึงเปิดประเด็นสำคัญขึ้นมา ก่อนหน้านี้ได้โทร.มาบอกประวัติคร่าวๆ ของฝ่ายนั้นบ้างแล้ว
ประวัติที่ดูธรรมดา ไม่โดดเด่นและเข้าถึงได้ง่าย ต่างจากอีกคนที่ดูธรรมดา แต่เข้าถึงยาก ปากร้องอธิบายออกไป
“ส่วนของอีกคนเท่าที่ตามสืบประวัติก็พื้นๆ ทั่วไปนะครับ ตอนนี้ก็ทำงานเป็นพนักงานเฝ้าโกดัง เท่าที่คนของผมตามดูเหมือนจะมีเพื่อนน้อยมาก ฝ่ายนั้นมีห้องพักที่โรงงานด้วยนะครับ ทางโรงงานจัดหาให้ โดยใช้ร่วมกับเพื่อนที่ทำหน้าที่เหมือนกัน”
“แล้วก่อนหน้านี้ล่ะครับ” ประวัติส่วนนี้คิระพอรู้มาบ้างจากการแต่งตัวของฝ่ายนั้น
“ผมกำลังตามสืบอยู่ครับ เหมือนหมอนั่นจะไม่ค่อยพูดเรื่องส่วนตัวกับใครเท่าไรและดูเข้าถึงได้ไม่ง่ายเลย แต่ก็ได้ข้อมูลมาบ้างว่า เจ้าตัวเคยอยู่ทางใต้และเหมือนจะมีภรรยาอยู่คนหนึ่งนะครับ หลังจากนี้ผมจะเป็นคนตามสืบรายละเอียดลงลึกให้เองครับ” ก่อนหน้านี้เขายังติดงานใหญ่อยู่หนึ่งงาน จึงให้ลูกน้องเป็นผู้สืบนำร่องไปก่อน นับจากนี้ตนจะรับไม้ต่อในการทะลวงอดีตและภูมิหลัง
คิระพยักหน้า การรู้ประวัติของคนที่อาจจะมาเป็นศัตรูย่อมทำให้ได้รู้เล่ห์เหลี่ยมที่ในวันหนึ่งอาจจะมาบาดผิวตนเข้าก็ได้ และเขามองว่าภายในสายตาของสรชัชเหมือนซ่อนบางอย่างอยู่ แล้วเอ่ยหนึ่งคำขอกับนักสืบ
“คุณประสิทธิ์ช่วยหาหนอนให้ผมสักตัวสิครับ”
“อะไรนะครับ หนอน”
“ใช่ครับ”
เขาต้องการหนอน เพราะหนอนนั้นที่มีความสามารถเจาะผลไม้เปลือกแข็งได้ ขอแค่ตัวเดียวก็เพียงพอ
ประสิทธิ์นิ่งไปพลางทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเริ่มเข้าใจได้ว่า ผู้ว่าจ้างต้องการหนอนบ่อนไส้ พลันพยักหน้าว่าจะรีบหาหนอนตัวนั้นให้
“ส่วนเรื่องร้านนั้นผมก็ได้ประวัติหุ้นส่วนมาแล้วครับ อยู่ในซองสุดท้าย” ประสิทธิ์ยังรายงานต่อ
คิระมองพิจารณารายชื่อทั้งห้า
ไม่มีชื่อไหนที่เขารู้จักเลย แน่นอนว่าย่อมหมายถึงไม่เคยผิดเคืองใจกัน แล้วทำไมถึงดูจงใจเหยียบเขาให้จมดิน หรือจะเป็นแค่ผลประโยชน์ทางธุรกิจจริงๆ
“ผมฝากตามสืบต่อด้วยละกันครับ ผมยังไม่ไว้ใจ”
นอกจากสืบประวัติแล้วคิระยังให้ลูกน้องตามดูพฤติกรรมของร้านนั้น ส่วนอีกร้านก็กำลังหาตัวคนทำอยู่ โชคร้ายที่ข่าวรั่วไปถึงหูของลูกค้า ช่วงนี้ร้านจึงเงียบเหงาไป ทางปุริมเองก็ยุ่งกับการดูแลน้องสาวจึงยังปลีกตัวมาจัดการไม่ได้ แต่อย่างไรเขากับเพื่อนก็คงต้องพูดคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้ง
ในฟากของพะวาเวลานี้กำลังก้าวเท้าออกจากบริษัทโดยลำพัง พวกรุ่นพี่แยกย้ายกันกลับหมดแล้ว เพราะเธอขอนั่งเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ
แต่ดูเหมือนวันนี้พะวาจะก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้าง เพราะมีคนคนหนึ่งยืนรออยู่
แน่นอนว่าไม่ใช่คนตัวโต เพราะเห็นเขาเธอต้องยิ้ม แต่นี่มีริ้วความเครียด เบื่อหน่ายบนดวงหน้า แล้วเสียงก็แว่วเข้ามาให้พรูลมหายใจยืดยาว
“พะวา”
เสียงเข้มๆ ที่ไม่อ่อนหวานเหมือนก่อนดังออกมาจากปากของหรรษดล ใบหน้าบ่งบอกได้ถึงความกรุ่นโกรธ“สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งแฟนเก่าหรือไงกัน” พะวากลอกตาแล้วบ่น สองเท้ายังก้าวต่อไม่อยากต่อบทสนทนากับหรรษดล
“พะวาทำแบบนี้กับเฮียได้ยังไง” รายนั้นมีหรือจะยอม รีบเดินดักหน้าอย่างเอาเรื่อง
“หลีกไปค่ะ”
เมื่อถูกขวางพะวาจึงต้องหยุดเท้า แล้วมองพินิจคนที่หน้าขึ้นสี จังหวะนั้นก็ได้เข้าใจ คิดว่าเรื่องร้องเรียนของเธอคงไปถึงเขาแล้วจึงได้มาเดือดเนื้อร้อนใจกับเธอ
“ตอบเฮียมาว่าทำไมทำแบบนี้กับเฮีย พะวาไม่เหลือทางให้เฮียเลย” หรรษดลย้ำถามประโยคคล้ายๆ เดิม
“ถ้าเฮียยังไม่เลิกมายุ่งกับพะวา พะวาทำมากกว่านี้แน่ค่ะ” เธอต้องตอบด้วยเหรอว่าทำไม เจ้าตัวไม่น่าใช่คนเข้าใจอะไรยากเย็น ไม่ยอมทำความเข้าใจเสียมากกว่า แล้วบอกย้ำไปเช่นกัน
“เรื่องของเรามันจบไปแล้วค่ะ”
“พะวามั่นใจหรือว่าจบ ถ้าจบพะวาคงไม่เอาเรื่องของเฮียไปบอกกับผู้หญิงทุกคนของเฮียหรอกจริงไหม พะวาแอบหึงเฮียอยู่ละสิ”
มันจะจบได้อย่างไร ในเมื่อพะวาบ้าบิ่นเอาเรื่องที่เขาตามตื๊อไปฟ้องบรรดาผู้หญิงในสต็อกที่หลงเหลืออยู่น้อยนิด จนทั้งสองคนตีตัวออกหาก แม้แต่โทรศัพท์ก็ไม่ยอมรับ หนำซ้ำยังขู่ว่าจะแจ้งความอีก
หัวใจหงุดหงิดขึ้นมาอีกเท่าตัว ตอนนี้เขาไม่เหลือใครแล้วจริงๆ แล้วกล่าวโทษแก่คนที่ทำให้พะวาเป็นคนใจร้าย
“เพราะมันใช่ไหมที่ทำให้พะวาเปลี่ยนไป พะวาหลงมันขนาดนี้ พะวารู้จักมันเกินหนึ่งเดือนไหม” อาการของพะวาไม่เรียกว่าหลงจะเรียกว่าอะไร ไม่นึกว่าฝ่ายหญิงจะกล้าทำกับเขาเช่นนี้ ไม่ต่างจากการถูกเตะตัดขาให้ล้มกลิ้งกับพื้น
“พะวารู้จักคุณคีมาหนึ่งปีแล้วต่างหากค่ะ” คนที่ไม่รู้อะไรไม่ควรมาพูดมากพร้อมทั้งเริ่มเข้าใจความหงุดหงิดราวบ้าคลั่งของอดีตคนรัก ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีคนมอบบทลงโทษอีกบทให้กับเจ้าตัว
แน่นอนว่าเธอรู้ว่าคือผู้ใด
“ไม่จริง” หรรษดลส่ายหน้า เขาไม่เห็นรู้เลยว่าพะวามีคนใหม่มานานแล้ว
ส่วนคิระตรงดิ่งไปยังร้าน หลังโยนงานให้คนสนิทดูแลมาสองวัน ไม่ทันไปถึงก็ได้รับสายจากเจ้าตัว “เฮียครับ นักสืบติดต่อกลับมาว่าอยากพบเฮียครับ เห็นว่าโทร.ไปหาเฮียแล้วแต่เฮียไม่รับ” กรวัฒน์แจ้งถึงธุระสำคัญ เสียงนั้นยังติดง่วงอยู่นิดๆ ก็เวลานี้ไม่ใช่เวลาตื่นของเขา ต่างจากเสียงของรุ่นพี่ที่ดูเหมือนไม่มีอาการง่วงเลยสักนิด “ฉันลืมหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นมาด้วย บอกให้เขาเข้ามาเจอที่ร้านได้เลย” คิระมองหารอบรถก่อนถึงตอบ แล้วมุ่งหน้าไปให้ถึงร้าน เดินตรงขึ้นไปยังห้องทำงานเพื่อรอนักสืบที่ว่าจ้าง คิดว่าฝ่ายนั้นคงมีความคืบหน้ามารายงาน ประมาณสองชั่วโมงต่อมาผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวขาว แต่งตัวดูสุภาพก็ก้าวเท้าเข้ามาหาพร้อมซองเอกสารสีน้ำตาล “สวัสดีครับคุณคี” “เชิญนั่งครับคุณประสิทธิ์” คิระขยับตัวลุกขึ้น มือผายเชิญนักสืบที่เขาว่าจ้างให้นั่งลงบนเก้าอี้ตรงหน้า ประสิทธิ์กดศีรษะลงเป็นมารยาท พอแผ่นหลังตั้งตรงก็ยื่นซองเอกสารไปให้แก่ลูกค้า “นี่เป็นประวัติที่คุณคีอยากได้ครับ และเดี๋ยวผมจะส่งสำเนาทั้งหมดเข้าเมลให้ด้ว
“เช้าแล้วค่ะ” พะวาทำตามที่รับปากไว้ว่าพอเธอตื่นจะปลุกคนตัวโต สายตากลมโตจ้องมองคนที่ค่อยๆ ลุกขึ้นมาพิงแผ่นหลังกับหัวเตียง คิระบิดศีรษะไปทางซ้ายและขวาขับไล่ความง่วง แล้วได้ยินคำถามที่ทำให้ส่ายหน้า “ธุระที่ไปทำเป็นทางการไหมคะ พะวาจะได้รีดชุดให้” “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่จะไปส่งพะวา” คนตัวโตเฉลยพร้อมรอยยิ้ม “พะวาคือธุระของคุณคีหรือคะ” นิ้วเรียวสวยชี้เข้าหาตัวเอง คิระจึงพยักหน้าบอกซ้ำ เสียงใสๆ จึงร้องค้านโต้ตอบไป “คุณคีนอนต่อไปเถอะค่ะ พะวานั่งรถแท็กซี่ไปเองได้” คิดว่าชายหนุ่มคงกลัวเธอจะลำบาก และไม่วายยังห่วงอยู่เล็กๆ จึงตั้งใจจะพาเธอไปส่งยังที่ทำงาน “ฉันอยากไปเห็นว่าพะวาทำงานที่ไหน พะวาไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวสาย” คิระมองเด็กดื้อที่ไม่ยอมให้เขาไปส่ง แม้ให้เหตุผลนั้นไปก็ยังไม่ได้ผล จึงมัดมือชกด้วยการดันร่างเล็กให้รีบไปชำระร่างกาย พะวาทำสีหน้าอ่อนใจ สุดท้ายก็ต้องยอมโอนอ่อนให้ ส่วนชายหนุ่มขยับตัวลุกหลังพะวาเดินหายไปอาบน้ำ ไปยืนทอดตามองยามเช้าที่ไม่ค่อยได้สัมผัส มันไม่ได้ทำให้รู้สึกดีเด่อะไรสักนิดกับบรร
เธอก็คือเธอ ไม่มีทางแทนใครได้ และเอาเข้าจริงๆ แม้จะมีส่วนที่คล้าย แต่ส่วนต่างก็มีมาก “บางอย่างที่ไม่สำคัญพี่ก็ทิ้ง แต่บางอย่างที่มีประโยชน์ พี่ก็เลือกจะเก็บไว้ ไม่ใช่เพราะปอหรอก” คิระจัดแจงแถลงไขให้ปาฏลีได้กระจ่างใจ ปาฏลีรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้า น้ำตาเม็ดกลมและเสียงสะอื้นไห้ก็ดังขึ้นอีก หนนี้หนักกว่าเดิม... “ฮือ” “เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ได้หรือคะ ปอผิดไปแล้วค่ะพี่คี” แม้จะร้องไห้แทบขาดใจ ปาฏลียังพยายามปล่อยถ้อยคำออกมาด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นขาดหาย “พี่ว่าปอสมควรกลับไปพักผ่อน พี่จะโทร.ให้ไอ้ปิงมารับ” คิระตัดบท หากจะมองว่าตนใจร้ายก็ยอมรับ ดีกว่าไปให้ความหวัง ทั้งที่ไม่มีให้ “ปออยากอยู่กับพี่คี อยากอยู่ห้องของเรา” ปาฏลีส่ายหน้าระรัว เธอไม่อยากกลับไป คนที่ต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นทำให้ได้ยินคำร้องถามที่รู้สึกว่าหัวใจถูกเหวี่ยงไปไกลลิบ “แล้วพี่กับพะวาจะต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่นหรือปอ ทำไมพี่กับพะวาต้องลำบากด้วย” น้ำเสียงของคิระมีความติเตียน เขาสงสารปาฏลี แต่ก็ใช่ว่าต้องเสียสละไปทุกอย่าง ปาฏลี
“คุณคีมีธุระหรือคะ” พะวาเงยหน้าขึ้นไปมองด้วยความสงสัย “อื้ม” คิระกดหน้ารับ มือข้างหนึ่งลูบหลังนวลสวยเล่นไปมา ไม่ทันไรกลับต้องขยับตัวออกห่างเพราะมีสายเรียกเข้าจากกรวัฒน์ “เดี๋ยวฉันไปคุยงานกับเก่งแป๊บนะ” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินแยกตัวไปคุยงานที่ระเบียงห้อง ส่วนพะวาขยับตัวลุกเพราะรู้สึกหิวน้ำ เดินไปยังไม่ถึงตู้เย็นขนาดเจ็ดจุดสี่คิวสีเทาเข้ม ฝีเท้าก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ก๊อกๆ พะวาหยุดเท้าหันมองคิระ ชายหนุ่มยังคุยโทรศัพท์จึงถือวิสาสะเป็นผู้เปิดประตูต้อนรับ อดสงสัยไม่ได้ว่าใครกันมาเวลาดึกดื่นแบบนี้ พอเปิดประตูออกพะวาก็ได้พบกับผู้หญิงรูปร่างเล็กคนหนึ่งที่ทำให้เธอชะงักตัวอย่างแรง ปากนั้นค่อยๆ เอ่ยถามออกไป “มาหาใครหรือคะ” ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตูชะงักกึกไปไม่ต่างกันราวกับผิดหวัง เพราะคนที่เปิดประตูไม่ใช่คนที่ต้องการ แล้วสองสาวก็จดจ้องมองกัน นาทีต่อมาพะวาก็เริ่มกัดปาก ใช่...ใช่ไหม พะวาเอ่ยคำฮิตติดปากอยู่ในใจเมื่อมองดวงหน้าของผู้หญิงตรงหน้าให้ดี ก่อนหันหลังไปมองเสียงฝีเ
“หรือต้องให้ฉันป้อน” คิระเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม สีหน้าของเขาเวลานี้น้อยนักที่หลายคนจะได้เห็น สีหน้าของปีศาจ แถมยังเป็นเวลาที่กรุ่นโกรธอีกด้วย “หนูไม่กิน...” คนทำผิดส่ายหน้า ไม่มีทางดื่มมันแน่ๆ หากมียาพิษขึ้นมาจะทำอย่างไร แล้วมองไปยังคนที่เธอหมายตา อยากได้ความช่วยเหลือ กรวัฒน์นิ่งมอง เขาไม่อาจช่วยคนที่ทำผิดไว้ได้ ก่อนเจ้าตัวจะได้รับคำสั่งที่ให้ปฏิบัติตาม “จับหน้าไว้เก่ง ฉันจะป้อนน้ำเด็กคนนี้” น้ำเสียงของคิระดูเลือดเย็น ไม่มีแววอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นโดยพลัน “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย...ปล่อยฉันไปนะ” คนที่อยากได้จนยินยอมทำผิดโวยวาย ดีดตัวจะลุกหนีจากเก้าอี้ ไม่ทันได้ไปไหน กรวัฒน์ก็ปรี่เข้ามาประชิดกดหัวไหล่ให้ไม่สามารถขยับไปไหนได้ คิระขยับตัวอย่างเชื่องช้า มือใหญ่ยกแก้วขึ้นมองความใสของน้ำ แล้วเขย่าไปมาเล็กน้อยราวกับอยากให้ส่วนผสมเข้ากันเป็นสีเดียวกับน้ำ คนทำผิดที่กลัวจับใจ ปากสั่นจนฟันกระทบกัน สติหลุดกระเจิงเพราะความกลัวมากระชากให้ลอยหวือออกจากสมอง น้ำตาร่วงเผาะลงไม่ขาดสาย มือนั้นพยายา
บทที่ 9 คนของฉัน “ขอบคุณคุณคีนะคะที่พาพะวามาหาหมอ” คำขอบคุณพ้นปากนุ่มที่มีอาการบวม นัยน์ตากลมโตมองคิระอย่างขอบคุณ โชคดีที่ไม่ถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ก็แค่งดใช้ส่วนบอบบางไปสักระยะหนึ่ง และต้องพักผ่อนให้เพียงพอให้ร่างกายฟื้นตัวกลับมา ห้ามทำอะไรเกินพิกัดและหักโหมไปสักสองสามวัน “ฉันดูแลพะวาได้ไม่ดี ฉันไม่ควรได้รับคำนั้น และฉันต้องขอโทษพะวาด้วยนะที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น” คิระยื่นมือไปลูบมือนุ่ม นัยน์ตาฉายชัดถึงคำขอโทษ “คุณคีจะขอโทษทำไมคะ คุณคีไม่ได้เป็นคนวางยาพะวาเสียหน่อย” เธอไม่ได้รู้สึกโกรธชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ต้องโกรธคนที่คิดทำเรื่องบ้าๆ นี่ต่างหาก “ฉั







